ตอนที่ 50

***บทที่ 50: โรงเรือนเพาะปลูก***

ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกกรีดด้วยเสียงหวีดหวิวของลูกธนู เซียวหยวนขยับกายอย่างรวดเร็วปานเงาพราย มือหนาคว้ากระบี่ที่วางอยู่ข้างกายกวาดออกเป็นวงโค้ง ประกายเย็นเยียบของคมศาสตราสะท้อนแสงไฟวูบหนึ่ง ปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้ามาจนร่วงหล่นลงกับพื้น แววตาของเขาคมกล้าประดุจพยัคฆ์ร้ายในยามราตรี พลังลมปราณที่เริ่มฟื้นฟูจากการรักษาของซูเหยียนแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวด้วยความกดดัน

"อย่าขยับ!" เซียวหยวนกระซิบเสียงต่ำพลางรั้งร่างของซูเหยียนไปไว้เบื้องหลัง

[ระบบตรวจพบ: เป้าหมายถอยรอนออกไปในระยะสามลี้... ลมปราณสังหารเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะเป็นเพียงการหยั่งเชิงหรือคำเตือนจากฝ่ายตรงข้าม] เสียงไร้อารมณ์ของปัญญาประดิษฐ์ดังขึ้นในหัวของซูเหยียน ทำให้นางลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบา แม้หัวใจจะยังเต้นรัวด้วยความตระหนก แต่นางก็รีบสงบสติอารมณ์ลง

"พวกเขาไปแล้ว" ซูเหยียนกล่าวพลางวางมือบนแขนของเซียวหยวนเพื่อบอกให้เขาลดอาวุธลง "หวังเถี่ยจู้อาจมีศัตรู หรือไม่ก็เป็นพวกที่ต้องการข่มขู่เรา แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ... หากเราไม่มีความมั่นคงทางเสบียงอาหาร เราจะถูกบีบคั้นจนตายในฤดูเหมันต์นี้โดยไม่ต้องพึ่งคมดาบของใคร"

เมื่อแสงอรุณแรกแห่งวันใหม่มาถึง ทุ่งหิมะสีขาวโพลนรอบหมู่บ้านเป่ยโจวดูราวกับแดนมิคสิธที่ไร้สิ่งมีชีวิต ซูเหยียนไม่ได้นิ่งนอนใจ นางใช้กิ่งไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าในห้องโถง ร่างแบบที่ดูประหลาดตาสำหรับคนยุคนี้ถูกวาดขึ้นอย่างประณีต มันคือ "โรงเรือนเพาะปลูก" ที่นางดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

"นี่คือสิ่งใดหรือ แม่นางซู?" หลินต้าซาน หัวหน้าหมู่บ้านที่ถูกเรียกตัวมาแต่เช้าตรู่เอ่ยถามด้วยความงุนงง เขามองภาพโครงสร้างไม้ที่มีหลังคาลาดเอียงและมีผนังโดยรอบด้วยความไม่เข้าใจ

"มันคือเรือนกระจก... หรือจะเรียกว่า 'โรงเรือนกักเก็บไออุ่น' ก็ได้เจ้าค่ะท่านลุงหลิน" ซูเหยียนอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ในยามที่หิมะปกคลุม พืชพรรณไม่อาจเติบโตได้เพราะความเย็นจัด แต่หากเราสร้างเรือนที่ปิดมิดชิด ใช้หนังสัตว์ที่มีความโปร่งแสงขึงแทนผนังเพื่อให้แสงตะวันส่องผ่านเข้ามา และกักเก็บความร้อนจากพื้นดินเอาไว้ เราก็จะสามารถปลูกผักได้แม้ในใจกลางฤดูหนาว"

หลินต้าซานเบิกตากว้าง "ปลูกผักในฤดูหนาว? เป็นไปไม่ได้! ตั้งแต่บรรพชนมา ไม่เคยมีใครทำเช่นนั้นได้ในดินแดนเนรเทศแห่งนี้"

"หากไม่ลองย่อมไม่อาจรู้" เซียวหยวนที่นั่งสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น เขาหยิบกิ่งไม้มาขีดเขียนเพิ่มเติมลงในแบบของซูเหยียน "เหยียนเอ๋อร์ โครงสร้างทางทิศเหนือต้องเสริมคานไม้ให้หนาขึ้นอีกสองส่วน ทิศทางของลมพายุหิมะในเป่ยโจวนั้นรุนแรงนัก หากองศาของหลังคาไม่ลาดเอียงพอ น้ำหนักของหิมะจะกดทับจนโรงเรือนพังทลายลงมา"

ซูเหยียนมองดูการคำนวณของเซียวหยวนด้วยความทึ่ง แม้เขาจะไม่รู้จักฟิสิกส์สมัยใหม่ แต่ประสบการณ์การศึกและการสร้างค่ายกลทำให้เขามีสัญชาตญาณเรื่องโครงสร้างที่แม่นยำยิ่งนัก "จริงอย่างที่ท่านพี่กล่าวเจ้าค่ะ หากเราใช้ไม้ซุงขนาดเล็กเป็นแกนกลาง แล้วบุด้วยฟางข้าวสลับกับหนังสัตว์บางๆ เพื่อให้แสงลอดผ่านได้เพียงพอ ภายในจะอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ"

ด้วยอำนาจและความเคารพที่ชาวบ้านมีต่อซูเหยียนเพิ่มมากขึ้น หลินต้าซานจึงสั่งเกณฑ์ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านกว่ายี่สิบคนมาช่วยกันลงแรง งานก่อสร้างเริ่มขึ้นท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ซูเหยียนคอยควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด นางนำความรู้ด้านเกษตรกรรมสมัยใหม่มาปรับใช้ ตั้งแต่การเตรียมหน้าดินภายในโรงเรือนไปจนถึงการขุดทางน้ำใต้ดินเล็กๆ เพื่อใช้ความร้อนจากน้ำพุร้อนที่นางค้นพบก่อนหน้ามาไหลเวียนสร้างอุณหภูมิ

ชาวบ้านที่เหนื่อยล้าต่างพากันสงสัย แต่เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของสตรีร่างบางที่เดินตรวจงานอย่างไม่ย่อท้อ และความสง่างามของเซียวหยวนที่คอยวางแผนการป้องกันความมั่นคงรอบพื้นที่ พวกเขาก็มีกำลังใจขึ้นมาอย่างประหลาด แรงงานทุกคนช่วยกันไสไม้ ขึงหนังสัตว์ และตอกตะปูไม้อย่างขยันขันแข็ง

เพียงไม่กี่วัน โรงเรือนขนาดใหญ่สามหลังก็ตั้งตระหง่านอยู่ท้ายหมู่บ้าน ผนังที่ทำจากหนังสัตว์ฟอกจนบางเฉียบสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ดูราวกับสิ่งก่อสร้างจากสรวงสวรรค์ที่แปลกแยกจากความแห้งแล้งรอบข้าง

"เสร็จสิ้นเสียที..." ซูเหยียนรำพึงพลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม นางก้าวเท้าเข้าไปภายในโรงเรือน ทันทีที่ข้ามพ้นธรณีประตู กลิ่นอายความชื้นและมวลอากาศที่อบอุ่นกว่าภายนอกหลายเท่าตัวก็เข้าปะทะใบหน้า เซียวหยวนเดินตามเข้ามา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวหญิงสาวผู้นี้ที่มักจะมีปาฏิหาริย์มาให้เขาเห็นเสมอ

"เจ้าทำได้จริงๆ เหยียนเอ๋อร์ เทคโนโลยีการเกษตรที่เจ้าเรียกว่าสิ่งนี้นั้น... หากคนในวังหลวงได้เห็น คงต้องแย่งชิงกันจนแผ่นดินนองเลือดแน่"

ซูเหยียนยิ้มบางๆ ทว่าในใจของนางกลับเริ่มวางแผนขั้นต่อไป นางรู้ดีว่าดินในเป่ยโจวนั้นขาดสารอาหาร และเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านได้ นางจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งที่อยู่ใน "มิติลับ" ของนางเอง

ค่ำคืนนั้น เมื่อความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ซูเหยียนนั่งสมาธิอยู่บนเตียงไม้ สื่อสารกับระบบ AI ในโสตประสาทเพื่อตรวจสอบผลผลิตในพื้นที่มิติลับที่นางแอบปลูกไว้ล่วงหน้า

[รายงาน: พืชหัวและมันเทศในมิติลับเติบโตสมบูรณ์ 100% พลังงานวิเศษจากบ่อน้ำทิพย์ทำให้ผลผลิตมีขนาดใหญ่กว่าปกติสามเท่า... พร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวและย้ายเข้าสู่โรงเรือนในโลกภายนอก]

ซูเหยียนกำมือแน่น แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความหวัง "ดี... พรุ่งนี้ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความตายไม่อาจย่างกรายเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้ได้"

ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเข้าสู่ภวังค์แห่งมิติลับ เสียงฝีเท้าลึกลับที่แผ่วเบายิ่งกว่าใบไม้ร่วงก็ดังขึ้นที่หน้าต่างห้องนอนของนาง พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยมากับลมหนาว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผลผลิตแรกจากมิติลับ]**