ตอนที่ 49

***บทที่ 49: ข้อเสนอของหวังเถี่ยจู้***

ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมหนาวที่พัดพาสเกล็ดหิมะเข้ามากระทบประตูไม้จนเกิดเสียงดังปัง ปัง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพยายามจะพังเข้ามา ซูเหยียนยังคงยืนนิ่งประดุจรูปสลัก แววตาคมปลาบจ้องมองไปยังบานประตูที่สั่นไหว ระบบในสมองของนางส่งสัญญาณเตือนเป็นสีแดงฉาน พร้อมตัวเลขระยะห่างที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

[เป้าหมายอยู่ห่างออกไปห้าสิบก้าว... สามสิบก้าว... หยุดเคลื่อนไหวที่หน้าประตู]

เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่เหยียบลงบนพื้นหิมะจนเกิดเสียงกรอบแกรบ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวหอบใหญ่พุ่งเข้าสู่ภายในบ้านพร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างกำยำในชุดหนังแกะหนาเตอะ นำโดยชายวัยกลางคนที่มีดวงตาเรียวเล็กประดุจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาคือ ‘หวังเถี่ยจู้’ พ่อค้าผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าในแถบเป่ยโจวแห่งนี้

"โอ้... ดูเหมือนข้าจะมาขัดจังหวะมื้อค่ำอันแสนอบอุ่นของแม่นางซูเสียแล้ว" หวังเถี่ยจู้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง ก่อนจะชะงักลงที่ซากสัตว์ป่าและห่อเนื้อที่วางอยู่มุมห้อง แววตาของเขาฉายประกายความโลภออกมาวูบหนึ่ง

เซียวหยวนที่นั่งอยู่บนเตียงเตาขยับมือเข้าหาด้ามกระบี่ที่วางอยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ ทว่าซูเหยียนกลับยกมือขึ้นปรามไว้เบื้องหลัง นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ย่อตัวคารวะตามมารยาทอย่างพอดิบพอดี "ท่านหัวหน้าหวังให้เกียรติมาเยือนถึงกระท่อมโกโรโกโสของข้าในคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำเช่นนี้ มิทราบว่ามีธุระสำคัญอันใดหรือ?"

หวังเถี่ยจู้หัวเราะร่า เดินเข้ามานั่งลงบนม้านั่งไม้อย่างถือวิสาสะ โดยมีชายฉกรรจ์แปดเก้าคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง "ข้าได้ยินข่าวลือมาว่า แม่นางซูมีความสามารถในการล่าสัตว์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ในยามที่เป่ยโจวแห้งแล้งและหนาวเหน็บจนแม้แต่นกกระจอกยังแข็งตายเช่นนี้ แต่เจ้ากลับมีเนื้อสัตว์สดๆ ไว้ครอบครอง ข้าในฐานะพ่อค้าที่คำนึงถึงปากท้องของชาวบ้าน... จึงอยากจะมาเสนอทางออกให้แก่เจ้า"

เขาส่งสัญญาณให้ลูกน้องวางถุงผ้าใบเล็กๆ ลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง "นี่คือเงินห้าตำลึงเงิน แลกกับสัตว์ป่าทั้งหมดที่เจ้ามี และรวมถึง... สิทธิ์ในการส่งเนื้อให้ข้าแต่เพียงผู้เดียวในอนาคตด้วย ถือเสียว่าข้าช่วยสงเคราะห์คนตกยากอย่างพวกเจ้าให้มีเงินประทังชีวิต"

ซูเหยียนเหยียดรอยยิ้มเย็นชา ระบบ AI ในหัวของนางวิเคราะห์มูลค่าตลาดทันที [วิเคราะห์: เนื้อสัตว์ในฤดูหนาวมีราคาสูงกว่าปกติสิบเท่า ห้าตำลึงเงินไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้อธัญพืชหยาบสิบกระสอบ ข้อเสนอ: เสียเปรียบอย่างรุนแรง]

"ห้าตำลึงเงิน?" ซูเหยียนทวนคำพลางหัวเราะเบาๆ "ท่านหัวหน้าหวังช่างเป็นผู้เมตตาเสียจริง ทว่าในยามที่หิมะปิดล้อมเส้นทางเช่นนี้ เงินทองก็มิต่างจากก้อนหินที่กินไม่ได้ สิ่งที่ข้าต้องการมิใช่เศษเงิน แต่เป็นความมั่นคงของชีวิตและเสบียงที่แท้จริง"

หวังเถี่ยจู้หรี่ตาลง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? อย่าลืมว่าในเป่ยโจวแห่งนี้ หากไม่มีข้าคอยค้ำจุน เจ้าจะหันไปพึ่งพาใครได้?"

ซูเหยียนไม่สะทกสะท้านต่อคำข่มขู่ นางรินน้ำอุ่นจากกาลงในถ้วยดินเผา กลิ่นหอมสะอาดของน้ำที่มาจากมิติลับโชยเข้าจมูกของหวังเถี่ยจู้จนเขานิ่งอึ้งไป "ท่านหัวหน้าหวัง ท่านเดินทางรอนแรมมาไกลคงจะกระหายน่าดู น้ำในเป่ยโจวทั้งขุ่นมัวและเค็มปร่า แต่ท่านลองชิมน้ำในถ้วยนี้ดูเถิด"

ด้วยความประมาท หวังเถี่ยจู้ยกถ้วยน้ำขึ้นจิบ เพียงคำแรกที่น้ำสัมผัสลิ้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง รสชาติหวานล้ำและบริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในดินแดนทุรกันดารนี้ไหลลงคอไปราวกับน้ำทิพย์จากสวรรค์

"นี่มัน... เจ้านำน้ำเช่นนี้มาจากที่ใดกัน!" เขาถามด้วยความตื่นตระหนก

"ข้าพบแหล่งน้ำลับในหุบเขาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง" ซูเหยียนโกหกคำโตด้วยใบหน้าเรียบเฉย "สัตว์ป่าพวกนี้ก็มาชุมนุมกันที่นั่นเพราะต้องการน้ำที่บริสุทธิ์ ท่านหัวหน้าหวัง... เนื้อสัตว์เป็นเพียงผลพลอยได้ แต่น้ำสะอาดนี่ต่างหากคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง ท่านคิดว่าหากขบวนสินค้าของท่านมีน้ำที่สะอาดเช่นนี้ไว้ใช้ระหว่างเดินทาง มูลค่าของมันจะสูงกว่าเนื้อสัตว์เพียงไม่กี่ชิ้นนั่นเพียงใด?"

หวังเถี่ยจู้นิ่งเงียบไป พลางพิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก นางมิใช่เพียงคุณหนูผู้ตกอับที่ไร้ทางสู้ ทว่ากลับมีไหวพริบและการเจรจาที่เหนือชั้นกว่าพ่อค้าที่คร่ำหวอดมานานปีเสียอีก

"เจ้าต้องการอะไร?" เขาถามเสียงต่ำลง ความโอหังเริ่มมลายหายไปแทนที่ด้วยความระแวดระวัง

"ข้าจะไม่ขายเนื้อให้ท่านในราคาที่ท่านเสนอ" ซูเหยียนกล่าวเสียงเฉียบขาด "แต่ข้าจะเสนอ 'สิทธิ์' ในการเข้าถึงตาน้ำนี้และส่งมอบน้ำสะอาดให้ข้าขบวนสินค้าของท่าน โดยแลกกับเสบียงธัญพืชชั้นดี ยา และผ้าห่มหนาๆ ในราคาที่เป็นธรรมตามตลาดเมืองหลวง มิใช่ราคากดขี่ที่นี่ หากท่านตกลง ข้าจะแบ่งเนื้อสัตว์ให้ท่านเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพในคืนนี้... แต่หากท่านปฏิเสธ ก็เชิญพาลูกน้องของท่านกลับไปผจญพายุหิมะข้างนอกนั่นเถิด"

บรรยากาศภายในห้องเงียบสนิทลงฉับพลัน ชายฉกรรจ์ด้านหลังหวังเถี่ยจู้เริ่มขยับตัวคุกคาม แต่หวังเถี่ยจู้ยกมือห้ามไว้ เขาจ้องมองซูเหยียนเนิ่นนาน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีมาก! ไม่นึกเลยว่าในดินแดนเนรเทศนี้จะมีพยัคฆ์ซ่อนเล็บเช่นเจ้าอยู่ด้วย แม่นางซู... เจ้าช่างน่าสนใจจริงๆ"

เขาหันไปสั่งลูกน้อง "นำข้าวสารและแป้งขาวจากเกวียนมาห้ากระสอบ มอบให้แม่นางซูเป็นการมัดจำ!"

เมื่อตกลงสัญญาเบื้องต้นเสร็จสิ้น หวังเถี่ยจู้กำชับเรื่องการส่งมอบน้ำก่อนจะพาลูกน้องถอยรอนออกไปท่ามกลางความมืด ทิ้งไว้เพียงความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย เซียวหยวนเดินเข้ามาเคียงข้างซูเหยียน สายตาของเขามองตามหลังขบวนของหวังเถี่ยจู้ไปด้วยความกังวล

"เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เหยียนเอ๋อร์ หวังเถี่ยจู้ไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ"

"ข้าทราบดี" ซูเหยียนตอบ แววตาของนางวาวโรจน์ "แต่ในยามนี้ ไฟคือสิ่งเดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่เราได้ หากเราไม่ควบคุมมัน เราก็จะเป็นฝ่ายถูกเผาเสียเอง"

ทันใดนั้นเอง ระบบ AI ก็ส่งสัญญาณเตือนภัยที่รุนแรงกว่าเดิมขึ้นมาในโสตประสาทของนาง จนซูเหยียนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

[คำเตือน! ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติรอบที่พัก... ไม่ใช่กลุ่มของหวังเถี่ยจู้... พลังงานที่ตรวจพบมีความเข้มข้นของลมปราณสังหารระดับสูง... จำนวน: 20... ล้อมรอบพิกัดในรัศมีครึ่งลี้!]

ซูเหยียนใจหายวาบ นางหันไปหาเซียวหยวนทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงลูกธนูแหวกอากาศก็ดังหวีดขึ้นมาจากความมืดมิดภายนอก ก่อนจะปักเข้าที่วงกบประตูอย่างแม่นยำ!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: โรงเรือนเพาะปลูก]**