ตอนที่ 4
**บทที่ 4**
ในห้องตะวันตก สองพี่น้องนั่งกินอาหารเช้ากันที่โต๊ะตัวเดียวที่มีอยู่ในห้อง อินอวี้เหยากัดหมั่นโถวธัญพืชสอดไส้ซอสไข่เข้าไปคำหนึ่ง เพิ่งเคี้ยวไปได้สองคำก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ หมั่นโถวผสมแป้งสองชนิดนี้แตกต่างจากหมั่นโถวธัญพืชที่เคยกินมาค่อนข้างมาก ในยุคปัจจุบัน แม้แต่แป้งข้าวโพดซึ่งเป็นธัญพืชหยาบ ก็ยังเอาเปลือกนอกออกจนหมดจด ร่อนอย่างละเอียดหลายครั้ง พอกินเข้าไปจึงให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลและหอมหวาน แต่ในยุคนี้ ข้าวมีน้อย แป้งข้าวโพดจึงถูกบดโดยตรง โดยไม่ผ่านการร่อนแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้จะผสมแป้งสาลีขาวนึ่ง หมั่นโถวก็ยังบาดคออยู่ดี
อินอวี้เหยาไม่อยากทรมานตัวเองนัก กินไปคำเดียวก็วางหมั่นโถวลงข้างๆ แล้วกินโจ๊กกับไข่ต้มกับซอสไข่จนหมด คิดว่าถ้าหิวอีกเดี๋ยวค่อยกลับไปกินอย่างอื่นที่พิพิธภัณฑ์
อินอวี้เหล่ยกินข้าวของตัวเองเสร็จ มองไปที่หมั่นโถวผสมแป้งสองชนิดที่อินอวี้เหยาวางทิ้งไว้ นึกว่าพี่สาวเสียดายไม่อยากกิน รีบยื่นหมั่นโถวไปให้เธอ “พี่สาวร่างกายอ่อนแอควรกินเยอะๆ หน่อย” พอนึกถึงสาเหตุที่อินอวี้เหยาเป็นลม เสี่ยวเหล่ยก็รู้สึกผิดจนขอบตาแดง “ถ้าพี่สาวไม่เอาเสบียงครึ่งหนึ่งที่พ่อให้พี่สาว เอาให้ผมกินตลอดครึ่งเดือนนี้ พี่สาวก็คงไม่อดจนเป็นลมไปหรอก”
“ไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อย ฉันแค่ไม่ชอบกินของแบบนี้” อินอวี้เหยาส่งหมั่นโถวให้เสี่ยวเหล่ยโดยตรง “นายนั่นแหละกินไป กินให้อิ่มแล้วค่อยไปหาข้าวสาลีให้พี่กินหน่อยสิ พี่ชอบเคี้ยวไอ้เจ้านั่น”
“ได้เลย!” พอได้ยินว่าพี่สาวชอบกินข้าวสาลี อินอวี้เหล่ยก็ไม่ติดใจเรื่องหมั่นโถวอีก รีบวิ่งไปที่ห้องครัวเพื่อไปหยิบชามสะอาดๆ มาใบหนึ่ง เทข้าวสาลีที่เก็บกลับมาเมื่อคืนใส้ชาม จากนั้นก็เอาหมั่นโถวที่กินไม่หมดใส่ไว้ในถุงผ้า เผื่อหิวตอนอยู่ในไร่นาจะได้กิน หลังจากทำธุระพวกนี้เสร็จ อินอวี้เหล่ยก็เอาชามช้อนที่ใช้แล้วไปล้างให้สะอาดในครัว แล้วกลับมาเน้นย้ำกับอินอวี้เหยาเป็นพิเศษ “พี่สาวร่างกายยังไม่ดี นอนพักผ่อนบนเตียงให้อิ่มนะ เดี๋ยวตอนเที่ยงผมก็กลับมาแล้ว”
สายตาที่เป็นห่วงของต้วนอวี้เหล่ยผสานเข้ากับสายตาของน้องชายในความทรงจำ อินอวี้เหยาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปหยิกแก้มของเขา หน้าตาเหมือนกัน สีหน้าเหมือนกัน ความห่วงใยและความรักที่มีให้ตัวเองเหมือนกัน ราวกับว่าน้องชายหลังจากจากโลกนั้นไปแล้ว ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งที่นี่
ในใจของอินอวี้เหยารู้สึกอบอุ่น เธอมีครอบครัวอีกครั้งแล้ว
อินอวี้เหล่ยถูกพี่สาวมองจนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำถามอย่างอึกอัก “พี่สาว ผมออกไปได้หรือยังครับ?”
“เดี๋ยวก่อน” อินอวี้เหยาเอากระติกน้ำทหารที่เคยใช้ตอนไปโรงเรียนออกมาส่งให้อินอวี้เหล่ย “เอากระติกน้ำนี้ไป ภายหลังตอนออกไปเก็บรวงข้าวสาลี ก็เอาน้ำใส่เองให้ดี อย่าให้กระหายน้ำจนเหนื่อย”
อินอวี้เหล่ยรับมาด้วยความดีใจ ลูบคลำอย่างทะนุถนอม ดวงตาโตเป็นประกายด้วยความยินดี นี่มันกระติกน้ำทหารเลยนะ ในหมู่บ้านมีผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คนที่มีกระติกน้ำแบบนี้ พวกเด็กๆ อย่างพวกเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่ากระติกน้ำนี้จะถูกใช้มาห้าหกปีแล้ว แต่พี่สาวใช้ของอย่างละเอียด กระติกน้ำนี้จึงไม่มีรอยขีดข่วนเลย ราวกับเป็นของใหม่
“ให้ผมจริงๆ เหรอครับ?” อินอวี้เหล่ยตื่นเต้นจนพูดติดๆ ขัดๆ เขาอยากได้กระติกน้ำนี้จริงๆ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นของรักของพี่สาวจึงไม่กล้า
อินอวี้เหยามองทะลุความคิดของอินอวี้เหล่ย ยิ้มและพูดว่า “ให้แล้วก็เอาไปเถอะ ฉันยังมีของใหม่อยู่อีก”
อินอวี้เหล่ยพยักหน้า อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้าง เอากระติกน้ำพาดบ่าแล้วหมุนไปสองรอบ ใบหน้าเล็กๆ แดงปลั่งมองไปที่อินอวี้เหยา “พี่สาวดูดีไหมครับ?”
อินอวี้เหยามองดูท่าทางที่กระตือรือร้นของน้องชายก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ “ดูดี”
“ผมไปล้างกระติกน้ำแล้วใส่น้ำก่อนนะครับ” อินอวี้เหล่ยวิ่งกระเด้งกระด้างไปที่ห้องครัว ตักน้ำจากโอ่งน้ำมาล้างข้างในข้างนอกหลายครั้ง จากนั้นก็เทน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วในหม้อเล็กใส่กระติก แล้วกลับไปที่ห้องตะวันตกเพื่อบอกลาพี่สาวอีกครั้ง จากนั้นก็วิ่งออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง ดูเหมือนว่าจะไปอวดเพื่อนๆ
ในขณะนี้ ที่ห้องตะวันออก อินต้าเฉิงนวดเอวให้หลี่ชุ่ยหรูสักพักแล้วค่อยไปที่ห้องครัว กินหมั่นโถวที่เหลือกับซอสไข่กับโจ๊กผักป่า จากนั้นก็ต้มไข่ให้หลี่ชุ่ยหรูสองฟองแล้วยกโจ๊กผักป่ามาให้ชามหนึ่ง
หลี่ชุ่ยหรูมองโจ๊กผักป่าก็โกรธขึ้นมา ทันทีที่ขยับตัวก็ปวดเอว ปวดก้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าบนเตียงยังมีลูกแฝดชายหญิงร้องไห้จะกินนมอีก เธอทั้งยัดไข่เข้าปากไปพลาง ทนความเจ็บปวดไปพลางอุ้มลูกชายขึ้นมา ยังไม่ลืมที่จะใช้ให้อินต้าเฉิง “เอวฉันคงต้องปวดไปอีกหลายวัน นายเดี๋ยวไปที่หลี่เจียโกว ไปรับแม่ฉันมาดูแลฉันสักสองวัน ช่วยฉันทำอาหาร อุ้มลูกอะไรพวกนี้ด้วย”
“เอ้อ ได้” อินต้าเฉิงก้มหน้าก้มตาอุ้มลูกสาวที่กำลังร้องไห้ขึ้นมา พลางปลอบโยนอย่างทุลักทุเล พลางมองสีหน้าของภรรยาใหม่อย่างระมัดระวัง “แล้วผมต้องเอาอะไรไปด้วยไหม?”
หลี่ชุ่ยหรูเงยหน้าขึ้นจ้องเขา มองอย่างไม่สบอารมณ์แล้วพูดว่า “หรือว่าจะให้ใช้งานแม่ฉันฟรีๆ? นายจะต้องเอาไข่ไปให้ยี่สิบฟองด้วย” ครุ่นคิดแล้วก็แก้พวงกุญแจที่เอวส่งให้หลี่ต้าเฉิง “นายไปเอาลูกพีชกระป๋องในตู้มาสองขวดด้วย เผื่อพี่สะใภ้ฉันจะว่าเอา”
อินต้าเฉิงนึกขึ้นมาว่าลูกพีชกระป๋องพวกนั้นยังเป็นของที่อวี้เหยาซื้อกลับมาตอนปิดเทอมช่วงตรุษจีน ตอนนั้นถึงแม้ว่าแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงคู่นี้จะไม่สนิทกันมากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังยิ้มแย้มให้กันบ้าง ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านไปแค่ครึ่งปี ก็ทะเลาะกันเหมือนไก่ชนตาเดียว แถมยังลงไม้ลงมือกันอีกด้วย บนใบหน้าที่ดำคล้ำของอินต้าเฉิงปรากฏสีหน้าเศร้าหมองออกมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เปิดหีบแล้วเอาลูกพีชกระป๋องใส่ถุงผ้า จากนั้นก็ไปนับไข่ยี่สิบฟองในห้องครัวใส่ตะกร้าแล้วเอามาให้หลี่ชุ่ยหรูดู “เธอกินไปช้าๆ นะ เดี๋ยวฉันไปขอลาหัวหน้าทีมสักพัก จะได้ไปรับแม่ยายมาเร็วๆ จะได้ไม่เสียแต้มแรงงานวันนี้”
หลี่ชุ่ยหรุนึกถึงท่าทีที่อินอวี้เหยาลงมือในวันนี้ ในใจก็รู้ว่าเด็กคนนี้คงไม่สามารถควบคุมได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การหาแต้มแรงงานของบ้านยังต้องพึ่งอินต้าเฉิงอยู่ เธอผ่อนคลายสีหน้าลง แสดงสีหน้าเศร้าสร้อยให้อินต้าเฉิงเห็น น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมาก “ต้าเฉิง นายถือไข่เดินทางช้าๆ นะ พอรับแม่มาแล้วนายก็พักอยู่ที่บ้านสักวันเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่สบายใจ”
หลี่ชุ่ยหรูอายุน้อยกว่าอินต้าเฉิงสิบกว่าปี ผิวพรรณที่บำรุงมาตลอดปีนี้ก็ขาวเนียนกว่าเมื่อก่อนมาก แถมเธออายุสามสิบกว่าๆ เพิ่งคลอดลูกก็ยังมีน้ำมีนวลอยู่บ้าง พอทำตาละห้อยเม้มปากก็ดูน่าสงสารขึ้นมาทันที ดวงตาของอินต้าเฉิงก็จับจ้องอยู่ที่หลี่ชุ่ยหรูทันที ความรู้สึกผิดที่มีต่อลูกทั้งสองคนก็ถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลังชั่วขณะ เปลี่ยนเป็นความสงสารภรรยาใหม่เต็มเปี่ยม
เขายื่นมือไปตบแขนของหลี่ชุ่ยหรูที่โผล่ออกมา ลูบคลำสองสามครั้ง น้ำเสียงมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง “วันนี้ทำให้เธอต้องลำบากแล้ว เป็นเพราะอวี้เหยาไม่รู้จักความผิดชอบชั่วดี เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะช่วยเธอคลึงเอวให้ดีๆ”
หลี่ชุ่ยหรูเห็นว่าแค่สบตา อินต้าเฉิงก็ถูกเธอจับไว้ในมืออย่างว่าง่าย ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจ ในบ้านนี้ตราบใดที่อินต้าเฉิงเชื่อฟังเธอ เธอก็ไม่ต้องกลัวว่าอินอวี้เหยาจะพลิกแพลงอะไรได้ วันนี้เธอแค่ไม่ระวังตัวถูกอินอวี้เหยาเตะเข้าให้จนเอวเคล็ดขยับไม่ได้ พอหายดีแล้ว เธอไม่เชื่อว่าตัวเองมีอินต้าเฉิงคอยช่วยเหลือจะเอาชนะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้
อินต้าเฉิงรีบออกเดินทางในช่วงที่อากาศยังเย็นอยู่ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงหลี่เจียโกว ตอนนี้งานในไร่นาส่วนใหญ่เป็นการถอนหญ้าและรดน้ำ ไม่ใช่ช่วงที่ยุ่งที่สุด ดังนั้นผู้หญิงที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะก็ผลัดกันพักผ่อน บ้านของเหล่าหลี่ก็เช่นกัน ตอนนี้แม่ของหลี่อายุมากแล้ว ปกติจะอยู่บ้านทำอาหาร พร้อมกับซักล้าง ภรรยาทั้งสี่ของลูกชายผลัดกันคนละวันอยู่บ้านกับแม่ของหลี่เพื่อช่วยงานบ้าน ส่วนคนอื่นๆ ก็ไปทำงานในไร่นาเพื่อหาแต้มแรงงาน
ตอนที่อินต้าเฉิงมา แม่ของหลี่กำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ในลานบ้าน พอเห็นลูกเขยมาก็ดีใจมาก วางพื้นรองเท้าลงในตะกร้าข้างๆ แล้วลุกขึ้นมาทักทาย “ต้าเฉิง ทำไมวันนี้ไม่ออกไปทำงาน มาที่นี่ทำไม?”
“แม่ครับ วันนี้ตอนเช้าชุ่ยหรูเอวเคล็ด ขยับตัวไม่ค่อยได้ อยากให้แม่ไปช่วยดูแลสักสองวัน” อินต้าเฉิงพูดจบก็นึกถึงของที่ตัวเองเอามา รีบส่งตะกร้าและถุงผ้าให้ “เอาไข่และลูกพีชกระป๋องมาจากบ้าน ให้ที่บ้านบำรุงร่างกายหน่อย”
“จะเอาของมาทำไม ไม่ได้เอาไข่มาฉันก็ไม่ไปช่วยลูกสาวเหรอ?” ถึงแม้ว่าแม่ของหลี่จะพูดแบบนี้ แต่ก็รับตะกร้าและถุงผ้ามาอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับตะโกนเรียกสะใภ้คนโต “ชุนหัว เธอเอาน้ำมาให้ต้าเฉิงชามหนึ่งสิ ฉันจะเอากระป๋องไปเก็บในตู้”
หวังชุนหัวตักน้ำให้อินต้าเฉิงแล้วหันไปตะโกนเข้าไปในบ้าน “แม่ดูแลน้องสาวคนเล็กให้ดีๆ หน่อยนะ รอให้น้องสาวคนเล็กหายดีแล้วค่อยกลับมา ที่บ้านมีฉันกับน้องสะใภ้คอยดูแลอยู่ รับรองว่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
ในใจของแม่หลี่ก็คิดว่าตอนนี้ไม่มีงานอะไรมากนัก เรื่องในบ้านพวกสะใภ้ก็ผลัดกันทำอยู่แล้ว เธอถือโอกาสไปอยู่บ้านลูกเขยสักสิบวันครึ่งเดือนพอดี จะได้ประหยัดเสบียงของที่บ้าน เธอก็ตอบรับไปอย่างไม่คิดอะไร “ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เธอเจ็บเอวคงดูแลลูกสองคนไม่ได้ ฉันไปดูหน่อย เผื่อจะอยู่ได้นานหน่อย”
ทั้งสองคนขาแข็งแรง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้าน พอเข้าบ้าน อินต้าเฉิงก็เข้าไปทักทายหลี่ชุ่ยหรูในห้องแล้วไปที่ห้องครัวดื่มน้ำจนอิ่ม คิดแล้วก็ออกไปทำงานอยู่ดี ในบ้านเดิมทีก็ไม่สงบอยู่แล้ว เขาไม่อยากให้แม่ยายรู้ว่าชุ่ยหรูเสียเปรียบแล้วอาละวาดขึ้นมา ถึงตอนนั้นตัวเองก็คงต้องลำบากใจอีก
แม่ของหลี่เข้าไปในห้องตะวันออก เห็นชุ่ยหรูกำลังกอดลูกแฝดนอนอยู่บนเตียง ก็มองดูลูกทั้งสองคนก่อน ใบหน้ามีสีหน้ายินดีขึ้นมาเล็กน้อย “แค่ไม่กี่เดือนก็โตขึ้นเยอะขนาดนี้แล้ว เธอนี่มีบุญจริงๆ” พอนั่งลงบนเตียง แม่ของหลี่ก็นึกถึงเรื่องตลกๆ เรื่องหนึ่งขึ้นมา “หลังจากที่เธอคลอดลูกแฝด ฉันก็ป่าวประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ อดีตแม่สามีของเธอเมื่อก่อนเอาแต่พูดว่าเธอเป็นแม่ไก่ที่ไม่ยอมออกไข่ สุดท้ายเธอก็คลอดลูกออกมาทีเดียวสองคน ตบหน้าเธอไปเต็มๆ ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านต่างก็หัวเราะเยาะลูกชายอายุสั้นของเธอที่ไม่สามารถมีลูกได้ ทำให้เฉินผอจื่อโกรธจนหน้าหงิกหน้างอทุกวัน”
พอได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของหลี่ชุ่ยหรูก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ โดยสัญชาตญาณก็ยกแขนขึ้นมาเพื่อที่จะลุกขึ้นนั่งแล้วด่าตามไปด้วย แต่ไม่คิดเลยว่าจะขยับเอวอีกครั้ง คราวนี้เจ็บจนร้องโอดโอยแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
“เป็นอะไรไปน่ะ?” แม่ของหลี่รีบเข้าไปเปิดเสื้อผ้าของลูกสาวดูที่หลังทันที พอเห็นก็ร้องออกมา “หลังเขียวช้ำไปหมด นี่เธอตกบันไดมา หรือว่าอินต้าเฉิงลงมือทำร้ายเธอ?”
“เป็นฝีมือของยัยเด็กตายยากอินอวี้เหยานั่นแหละ” หลี่ชุ่ยหรุนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าก็เต็มไปด้วยความโกรธ เล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยใส่สีตีไข่ ตอนท้ายยังให้แม่ของหลี่ช่วยระบายความโกรธให้ตัวเอง “แม่แรงเยอะ ทำงานหนักมาตลอด เดี๋ยวแม่ช่วยฉันรุมกระทืบยัยเด็กสารเลวนั่นด้วยกันนะ”
แม่ของหลี่ขมวดคิ้วลุกขึ้นยืน มองออกไปข้างนอก เห็นห้องตะวันตกฝั่งห้องครัวปิดประตูเงียบสนิทไม่มีความเคลื่อนไหว รีบปิดประตูฝั่งนี้เช่นกัน ลดเสียงลงแล้วพูดกับหลี่ชุ่ยหรู “ทำไมเธอถึงทะเลาะกับเธอ ฉันกลับมาครั้งนี้ยังคิดว่าจะให้เธอเป็นคนจัดการเรื่องแต่งงานของเธออยู่นะ”
หลี่ชุ่ยหรูงงงวยไปบ้าง “ทำไมแม่ถึงต้องกังวลเรื่องแต่งงานของเธอด้วย เธอก็ไม่ใช่หลานสาวแท้ๆ ของแม่สักหน่อย”
“แหม ก็ต้องเป็นเรื่องดีฉันถึงจะกังวลสิ” แม่ของหลี่ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ชูนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่ง กระซิบกระซาบพูดว่า “บ้านนั้นเขาบอกว่าถ้าแต่งงานกันได้ เขาจะให้เงินค่าสินสอดตั้งหนึ่งร้อยหยวน แถมยังให้เงินค่าเป็นแม่สื่อให้ฉันอีกสิบหยวนด้วยนะ”
พอได้ยินดังนั้น หลี่ชุ่ยหรูก็อุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว “บ้านนั้นเขาคงไม่ได้เป็นโรคอะไรใหญ่โตหรอกใช่ไหม?”