ตอนที่ 30

สืบเนื่องจากแสงจันทร์ที่สลัวราง เงาดำทะมึนสายหนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้บริเวณที่ดินว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ เงานั้นย่องเข้ามาอย่างระแวดระวัง ทว่าเมื่อเข้าใกล้รั้วไม้ไผ่ผุพัง มันกลับก้าวพลาดสะดุดเข้ากับเศษกระเบื้องที่หลินชิงเหมี่ยวนำมากองทิ้งไว้

เสียงกุกกักดังขึ้นทำลายความเงียบสงัด เงานั้นชะงักงันราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ ก่อนจะรีบหมุนตัวและเร้นกายกลืนหายไปในความมืดมิดของชายป่าอย่างรวดเร็ว

หลินชิงเหมี่ยวลดเคียวในมือลง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปม แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจนแต่นางสัญชาตญาณบอกว่านั่นมิใช่สัตว์ป่าพลัดหลง หากแต่เป็นผู้ไม่ประสงค์ดีที่เริ่มจับตามองความรุ่งเรืองของนาง เด็กสาวสูดลมหายใจลึก ข่มความกังวลไว้ในใจ นางตระหนักดีว่าเมื่อมีผลประโยชน์ ย่อมต้องมีผู้ริษยาและหมายตา ทว่าคืนนี้นางไม่อาจผลีผลามทำสิ่งใดได้ จึงค่อยๆ ปิดบานหน้าต่างลงอย่างเงียบเชียบและกลับไปพักผ่อน เพื่อออมแรงไว้สำหรับแผนการใหญ่ในวันรุ่งขึ้น

รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดและหยาดน้ำค้างยามราตรีไปจนสิ้น ครอบครัวตระกูลหลินตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระท่อมหลังน้อยที่ได้รับการซ่อมแซมจนมิดชิด ปราศจากลมหนาวและน้ำค้างที่คอยรังควาน ทำให้การหลับนอนเต็มอิ่มและเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น

หลังเสร็จสิ้นมื้อเช้าอันเรียบง่าย หลินชิงเหมี่ยวเรียกตัวหลินเสี่ยวหมิง น้องชายวัยกำลังซนที่บัดนี้กลายเป็นผู้ช่วยคนเก่งของนาง ให้ตามออกมายังพื้นที่รกร้างด้านหลังกระท่อม

"พี่ใหญ่ ท่านเรียกข้ามาที่นี่มีงานใดให้ทำหรือขอรับ?" หลินเสี่ยวหมิงเอ่ยถาม ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองผืนดินที่เต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมเข่า

"วันนี้พวกเราจะมาขยายแปลงผักกัน" หลินชิงเหมี่ยวกล่าวพลางกวาดสายตามองพื้นที่ว่างเปล่าอย่างประเมิน "ตอนนี้กระท่อมของเราซ่อมแซมเสร็จสิ้นแล้ว ลำดับต่อไปคือการขยายสเกลฟาร์มให้ใหญ่ขึ้น หากพวกเราถางหญ้าและพลิกหน้าดินบริเวณนี้ได้ทั้งหมด จะสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปได้อีกถึงครึ่งหมู่ เมื่อถึงตอนนั้น รายได้จากการขายสมุนไพรและผักปราณของพวกเราก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ"

ได้ยินคำว่า 'รายได้ทวีคูณ' ดวงตาของเด็กชายก็ทอประกายเจิดจ้า ราวกับเห็นก้อนเงินก้อนทองกองอยู่เบื้องหน้า เขารีบพยักหน้าหงึกหงักอย่างแข็งขัน "ข้าพร้อมแล้วขอรับพี่ใหญ่! ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าจนเกลี้ยงเลย!"

หลินชิงเหมี่ยวแย้มยิ้มบางๆ นางลูบศีรษะน้องชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเรียกใช้ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะเอไอเซียนโอสถกสิกรรมในห้วงคำนึง

'ระบบ สแกนพื้นที่บริเวณนี้และช่วยวิเคราะห์การวางผังแปลงเพาะปลูกให้ข้าที'

[รับทราบ เริ่มกระบวนการสแกนภูมิประเทศ...]

เสียงกลไกสังเคราะห์ดังขึ้นในโสตประสาทของเด็กสาว พร้อมกับหน้าต่างระบบโปร่งแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เส้นแสงสีฟ้าวาดผ่านผืนดินอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งตาข่ายที่คลุมทับอาณาบริเวณหลังกระท่อม ข้อมูลตัวเลขและแผนผังหลั่งไหลปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีเพียงหลินชิงเหมี่ยวผู้เดียวที่สามารถมองเห็นได้

[ประมวลผลเสร็จสิ้น: พื้นที่ทั้งหมดประมาณครึ่งหมู่ ดินมีความเป็นกรดเล็กน้อย ทิศทางลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การรับแสงแดดยามเช้าดีเยี่ยม]

[ข้อเสนอแนะ: วางผังแปลงปลูกในแนวเหนือใต้ เพื่อให้พืชทุกต้นได้รับแสงแดดเฉลี่ยเท่ากันตลอดวัน ควรแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่ส่วนสำหรับหมุนเวียนพืชผล และขุดร่องน้ำกว้างสองฉื่อขนานกับแปลงปลูก เพื่อรักษาสภาพความชื้นและระบายน้ำอย่างเหมาะสมที่สุด]

หลินชิงเหมี่ยวมองดูภาพจำลองสามมิติบนหน้าจอโปร่งแสงที่แสดงตำแหน่งการขุดดินและร่องน้ำอย่างละเอียด นางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ การมีระบบเอไอช่วยเหลือ ทำให้การวางแผนเกษตรกรรมกลายเป็นเรื่องง่ายดายและแม่นยำไร้ที่ติ

"เอาล่ะ เสี่ยวหมิง เจ้าเริ่มถางวัชพืชจากฝั่งซ้าย ส่วนพี่จะเริ่มขุดพลิกหน้าดินจากฝั่งขวา เราจะแบ่งงานกันทำ"

สองพี่น้องลงมือทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงจอบสับลงบนผืนดินดังประสานกับเสียงเคียวเกี่ยวหญ้าเป็นจังหวะ หยาดเหงื่อใสผุดซึมตามกรอบหน้า แต่รอยยิ้มแห่งความหวังกลับระบายอยู่บนริมฝีปากของทั้งคู่ ผืนดินที่เคยรกร้างและแห้งกระด้าง บัดนี้ค่อยๆ ถูกพลิกขึ้นมาเผยให้เห็นดินชั้นล่างที่มีสีเข้มกว่า หลินชิงเหมี่ยวควบคุมการขุดร่องน้ำตามที่ระบบชี้แนะอย่างเคร่งครัด ร่องดินที่ถูกตีขึ้นมาดูเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก

เมื่อตะวันลอยโด่งขึ้นสู่กลางกระหม่อม แสงแดดแผดเผาจนผิวหนังร้อนผ่าว สองพี่น้องจึงหยุดพักดื่มน้ำ หลินชิงเหมี่ยวแอบหยดน้ำพุวิญญาณจากมิติลับหยกปราณผสมลงในกระบอกน้ำดื่ม เมื่อหลินเสี่ยวหมิงดื่มเข้าไป ความเหนื่อยล้าก็ปลาสนาการไปสิ้น ร่างกายกลับมาเปี่ยมล้นด้วยพละกำลังอีกครั้ง

หลังจากพักเหนื่อยจนหายดี หลินชิงเหมี่ยวก็เริ่มดำเนินตามแผนการขั้นต่อไป นั่นคือการทำปุ๋ยหมักบำรุงดิน

"พี่ใหญ่ ท่านให้ข้าโกยเศษหญ้ากับใบไม้แห้งมากองรวมกันทำไมหรือ?" เสี่ยวหมิงเอ่ยถามขณะกอบเศษซากวัชพืชมากองสุมเป็นภูเขาลูกย่อมๆ

"การจะปลูกพืชให้งอกงาม ดินถือเป็นหัวใจสำคัญ ดินบริเวณนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน ขาดสารอาหารบำรุง พวกเราต้องสร้างปุ๋ยหมักขึ้นมาเองเพื่อฟื้นฟูสภาพหน้าดิน"

หลินชิงเหมี่ยวอธิบายอย่างใจเย็น นางนำมูลสัตว์แห้งที่เก็บรวบรวมไว้มาผสมคลุกเคล้ากับกองใบไม้และเศษวัชพืช จากนั้นนางแสร้งทำเป็นเดินไปตักน้ำจากโอ่งในครัว ทว่าแท้จริงแล้วนางลอบนำน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณในมิติลับหยกปราณออกมาผสมเจือจางกับน้ำธรรมดาในถังไม้

น้ำพุวิญญาณนั้นมีสรรพคุณเร่งการเจริญเติบโตและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของผืนดิน เมื่อนำมาผสานกับการทำปุ๋ยหมัก ย่อมก่อเกิดผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์

นางค่อยๆ รดน้ำที่ผสมน้ำพุวิญญาณลงบนกองปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ พลางพลิกกลับกองปุ๋ยให้ความชื้นซึมซาบอย่างทั่วถึง

[แจ้งเตือนระบบ: สารละลายน้ำพุวิญญาณกำลังกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมัก อัตราการย่อยสลายเพิ่มขึ้นสามร้อยส่วน คาดการณ์ว่าปุ๋ยหมักพลังปราณจะพร้อมใช้งานในเวลาอันสั้น]

ตัวอักษรสีเขียวปรากฏขึ้นบนหน้าต่างระบบ หลินชิงเหมี่ยวลอบยิ้มในใจ หากเป็นปุ๋ยหมักทั่วไปอาจต้องใช้เวลานานนับเดือน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากน้ำพุวิญญาณ นางสามารถย่นระยะเวลาลงได้อย่างมหาศาล ปุ๋ยหมักปราณกองนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แปลงผักของนางอุดมสมบูรณ์หาใดเปรียบ

เวลาล่วงเลยจนถึงยามเย็น ดวงตะวันคล้อยต่ำทอแสงสีส้มอมแดงอาบไล้ไปทั่วหมู่บ้านชิงสุ่ย ในที่สุดการขยายแปลงผักก็เสร็จสมบูรณ์ พื้นที่ด้านหลังกระท่อมที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรขนาดครึ่งหมู่ที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ ร่องน้ำลึกตัดตรงขนานกับแปลงดินดำขลับ รอคอยเพียงเมล็ดพันธุ์ที่จะมาหว่านเพาะ

หลินชิงเหมี่ยวทอดสายตามองผลงานด้วยความภาคภูมิใจ สเกลฟาร์มของนางขยับขยายใหญ่ขึ้นอีกขั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานะที่แท้จริง นางมั่นใจว่าด้วยพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นนี้ จะสามารถปลูกสมุนไพรและพืชปราณส่งขายให้โรงหมอหุยชุนได้อย่างต่อเนื่องและเป็นกอบเป็นกำ

ค่ำคืนนั้น สายลมพัดโชยนำพาความเย็นยะเยือกมาเยือน หลังจากทุกคนในครอบครัวล้มตัวลงนอนหลับด้วยความเหนื่อยล้า หลินชิงเหมี่ยวที่กำลังจะเข้าสู่นิทรากลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

เสียงเหยียบย่ำกิ่งไม้แห้งดังกรอบแกรบแว่วมาจากทางด้านหลังกระท่อม บริเวณแปลงผักที่นางและน้องชายเพิ่งขุดเสร็จใหม่ๆ

เด็กสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด มือบางเอื้อมไปคว้าด้ามเคียวข้างเตียงอย่างแผ่วเบา นางค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่างบานเดิม แง้มมองลอดรอยแยกของแผ่นไม้เพื่อสังเกตการณ์

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดหมู่เมฆ ปรากฏเงาร่างของบุรุษฉกรรจ์สองคนกำลังยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ริมรั้วไม้ไผ่ที่พังทลาย หนึ่งในนั้นถือถุงผ้ากระสอบและจอบขนาดเล็ก ดวงตาของพวกมันจ้องเขม็งไปยังแปลงผักอันว่างเปล่าของครอบครัวหลินราวกับสุนัขจิ้งจอกจ้องตะครุบเหยื่อ

"เจ้าแน่ใจนะว่านังเด็กตระกูลหลินปลูกผักวิเศษไว้ที่นี่?" หนึ่งในชายฉกรรจ์กระซิบถามเสียงแหบพร่า

"แน่นอน! หมอผิงแห่งโรงหมอบัวหิมะเป็นผู้สั่งการมาเอง เขาสงสัยว่านังเด็กนี่มีความลับในการปลูกผักปราณ จึงจ้างพวกเรามาขโมยผักของมันไปวิเคราะห์ หากเราได้ของกลับไป รางวัลย่อมงามนัก!" ชายอีกคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโลภ

ได้ยินบทสนทนานั้น นัยน์ตาของหลินชิงเหมี่ยวพลันฉายแววเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มือที่จับด้ามเคียวกำแน่นจนข้อขาว ชัดเจนแล้วว่าความสำเร็จของนางได้ไปเตะจมูกผู้ที่เสียผลประโยชน์เข้าอย่างจัง และศัตรูตัวฉกาจได้เริ่มใช้แผนสกปรกเคลื่อนไหวแล้ว!

***บทที่ 30: ขยายแปลงผัก***

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนสกปรกของโรงหมอบัวหิมะ]**