ตอนที่ 31

***บทที่ 31: แผนสกปรกของโรงหมอบัวหิมะ***

หลินชิงเหมี่ยวรั้งลมหายใจให้แผ่วเบาที่สุด ร่างบอบบางแนบชิดกับผนังไม้ผุพังราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงามืดในกระท่อม นัยน์ตากระจ่างใสที่เคยมองโลกด้วยความอ่อนโยน บัดนี้กลับฉายแววเย็นเยียบดุจน้ำแข็งแห่งเหมันตฤดู มือบางที่จับด้ามเคียวกำแน่นจนข้อขาว ชัดเจนแล้วว่าความสำเร็จของนางได้ไปเตะจมูกผู้ที่เสียผลประโยชน์เข้าอย่างจัง และศัตรูตัวฉกาจได้เริ่มใช้แผนสกปรกเคลื่อนไหวแล้ว!

ทันใดนั้นเอง ในโสตประสาทของเด็กสาวพลันบังเกิดเสียงกลไกประหลาดดังขึ้นแผ่วเบา พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ

[แจ้งเตือนฉุกเฉิน: ระบบวิเคราะห์เชิงลึกตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติบริเวณรอบฟาร์ม]

[เป้าหมาย: บุคคลภายนอกจำนวนสองนาย มีเจตนามุ่งร้ายและเป็นปรปักษ์ ระดับความอันตราย: สูง แนะนำให้หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงเพื่อความปลอดภัย]

หน้าต่างโปร่งแสงแสดงภาพจำลองโครงร่างสีแดงของบุรุษฉกรรจ์ทั้งสองคนอย่างชัดเจน แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ทว่าระบบผู้ช่วยของจี้หยกบรรพกาลกลับสามารถประเมินพฤติกรรมและระยะห่างของพวกมันได้อย่างแม่นยำ หลินชิงเหมี่ยวลอบพยักหน้าในใจ นางย่อมรู้ดีว่าด้วยพละกำลังของเด็กสาววัยสิบห้าปี การพุ่งออกไปปะทะกับชายฉกรรจ์สองคนที่มีอาวุธอยู่ในมือ ย่อมไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบิดาที่กำลังรักษาตัวและมารดาที่เพิ่งฟื้นไข้นอนหลับอยู่ไม่ไกล นางไม่อาจนำชีวิตของครอบครัวไปเสี่ยงได้

เด็กสาวเลือกที่จะสงวนท่าทีและเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไปอย่างเงียบเชียบ

ภายนอกกระท่อม ชายฉกรรจ์ทั้งสองย่ำเท้าไปตามแปลงผักที่เพิ่งถูกพลิกหน้าดินใหม่ๆ แสงจันทร์สลัวทอดเงายาวของพวกมันให้ดูน่าเกลียดน่ากลัวราวกับภูตผี หนึ่งในนั้นยกจอบขนาดเล็กขึ้นมาขุดคุ้ยลงไปในดินด้วยความเร่งรีบ ทว่าสิ่งที่พบกลับมีเพียงเศษดินร่วนซุยและรากหญ้าแห้งแล้ง ไม่มีแม้แต่เงาของพืชวิเศษใดๆ

"บัดซบ! ไฉนจึงมีแต่ความว่างเปล่าเล่า ผักวิเศษที่ว่าอยู่ที่ใดกัน?" ชายคนแรกสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด พลางเตะก้อนดินข้างเท้าอย่างหัวเสีย

"เบาเสียงลงหน่อยเถอะ เจ้าอยากให้พวกมันตื่นขึ้นมาหรืออย่างไร!" ชายอีกคนเอ็ดเสียงเขียว ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง "แปลงผักแห่งนี้เพิ่งถูกถางใหม่ ข้าเดาว่านังเด็กนั่นคงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายให้โรงหมอหุยชุนจนหมดสิ้นแล้วกระมัง"

"แล้วเราจะทำอย่างไร? กลับไปมือเปล่าเช่นนี้ หมอผิงได้ถลกหนังหัวพวกเราแน่ เจ้าย่อมรู้ดีว่าตาเฒ่านั่นอารมณ์ร้ายและโหดเหี้ยมเพียงใด"

เมื่อได้ยินชื่อ 'หมอผิง' อีกครั้ง คิ้วเรียวของหลินชิงเหมี่ยวก็ขมวดเข้าหากัน นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ของ 'ผิงอัน' หรือหมอผิงแห่งโรงหมอบัวหิมะผู้นี้มาบ้าง โรงหมอบัวหิมะตั้งอยู่ในย่านการค้าของเมืองหลินโจวและมีสาขาในอำเภอ เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการขูดรีดและกดราคาชาวบ้านอย่างหน้าเลือด อีกทั้งยังมักจะขายยาคุณภาพต่ำที่ผสมของปลอมเพื่อกอบโกยกำไรเข้ากระเป๋าตนเอง

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ข่าวลือเรื่องสมุนไพรปราณและพืชผลคุณภาพสูงที่นางส่งขายให้เถ้าแก่เถาแห่งโรงหมอหุยชุน ได้ลอยไปเข้าหูของพวกหน้าเลือดเข้าแล้ว การที่ศัตรูจากในเมืองเริ่มแทรกแซงและยื่นมือสกปรกเข้ามาในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโลภโมโทสันที่ไม่มีที่สิ้นสุด พวกมันไม่เพียงแต่ต้องการแย่งชิงผลประโยชน์ ทว่ายังปรารถนาที่จะผูกขาดเส้นทางการค้าทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว!

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ห้องโถงรับรองของโรงหมอบัวหิมะ

ควันจากกระถางกำยานลอยอวลส่งกลิ่นฉุนกึก ผิงอัน ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดี กำลังนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก นัยน์ตาเล็กหยีที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นไขมันทอประกายเจ้าเล่ห์และเหี้ยมเกรียม ในมือของเขากำลังกลิ้งลูกเหล็กสองลูกไปมาส่งเสียงดังกริ๊กๆ อย่างต่อเนื่อง

"โรงหมอหุยชุน... ตาเฒ่าเถาช่างโชคดีนักที่ได้ของวิเศษเช่นนั้นไปครอง" ผิงอันแค่นเสียงเย็นชาผ่านลำคอ "แต่ของดีเช่นนั้น ย่อมไม่คู่ควรกับคลินิกซอมซ่อของเจ้า! หากข้าสามารถไขความลับวิธีเพาะปลูกพืชปราณของนังเด็กตระกูลหลินได้ โรงหมอบัวหิมะของข้าก็จะกลายเป็นผู้ผูกขาดสมุนไพรวิเศษแต่เพียงผู้เดียวในดินแดนแถบนี้ ถึงเวลานั้น ข้าจะเหยียบย่ำโรงหมอหุยชุนให้จมดิน!"

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าอันธพาลที่ตนจ้างวานไป จะต้องได้เบาะแสสำคัญกลับมาอย่างแน่นอน สำหรับเขาแล้ว ครอบครัวชาวนาที่ยากจนข้นแค้นอย่างตระกูลหลิน ก็เป็นเพียงมดปลวกที่เขาสามารถบี้ให้ตายได้ทุกเมื่อด้วยอำนาจและเงินตรา

กลับมาที่บริเวณแปลงผักหลังกระท่อมของครอบครัวหลิน

อันธพาลทั้งสองยังคงไม่ลดละความพยายาม ชายคนที่ถือถุงกระสอบรีบเปิดปากถุงออก ก่อนจะใช้มือโกยดินจากแปลงผักที่เพิ่งขุดเสร็จใส่ลงไปอย่างรวดเร็ว

"หมอผิงกำชับไว้ว่า หากไม่พบต้นพืช ก็จงนำดินจากแปลงปลูกของพวกมันกลับไป! เขาต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดูว่า ดินที่นี่มีแร่ธาตุหรือสิ่งวิเศษอันใดซุกซ่อนอยู่ จึงสามารถให้กำเนิดพืชปราณได้ เร็วเข้า! โกยดินใส่ถุงให้เต็มแล้วรีบไปจากที่นี่เสีย"

หลินชิงเหมี่ยวมองดูการกระทำอันโง่เขลาของพวกมันด้วยสายตาสมเพช ในใจแอบเยาะหยันอย่างเย็นชา ดินในแปลงนี้ก็เป็นเพียงดินภูเขาธรรมดาที่แห้งแล้ง ความลับที่แท้จริงของการเพาะปลูกล้วนมาจากบ่อน้ำพุวิญญาณและแปลงดินปราณในมิติลับหยกปราณของนางต่างหาก ต่อให้หมอผิงผู้นั้นจะเอาดินไปวิเคราะห์จนตาเหลือก ก็ไม่มีวันค้นพบสิ่งใดทั้งสิ้น!

ทว่าในขณะที่อันธพาลทั้งสองกำลังมัดปากถุงกระสอบเตรียมตัวจะล่าถอยนั้นเอง ชายคนที่สะพายถุงก็พลันหยุดชะงัก สายตาของมันเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของกระท่อมไม้ไผ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด

"ช้าก่อน..." มันเอ่ยเสียงเหี้ยม พลางชี้มือไปยังตัวบ้าน "ในเมื่ออุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว จะกลับไปพร้อมกับดินโคลนเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร? เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า นังเด็กนั่นอาจจะซ่อนผักวิเศษที่เก็บเกี่ยวแล้วไว้ในบ้าน!"

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร? จะบุกเข้าไปรึ? หากพวกมันตื่นขึ้นมาร้องโวยวายเล่า!"

"กลัวอันใดกัน! ในบ้านนั่นมีก็แต่ชายขาเป๋ หญิงเพิ่งฟื้นไข้ และเด็กเมื่อวานซืนอีกสองคน หากพวกมันกล้าขัดขืน ข้าก็จะใช้มีดสั้นเล่มนี้จัดการเสียให้หมด!"

คำพูดอันโหดเหี้ยมนั้นทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นยะเยือกลงฉับพลัน หลินชิงเหมี่ยวเบิกตากว้าง จิตสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างบางโดยไม่รู้ตัว มือที่กำด้ามเคียวสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว ทว่าคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้นที่ลุกโชน หากพวกมันกล้าแตะต้องคนในครอบครัวของนางแม้แต่ปลายก้อย นางสาบานว่าจะส่งพวกมันลงนรกไปเสียเดี๋ยวนี้!

ชายฉกรรจ์เจ้าของความคิดชั่วร้ายก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งมายังทิศทางของกระท่อม รองเท้าฟางของมันเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งเกิดเสียงดังกึกก้องในความเงียบงัน

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้านั้นขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เป้าหมายของมันไม่ใช่ประตูหน้า ทว่าเป็นบานหน้าต่างไม้ที่แง้มเปิดอยู่น้อยๆ... บานหน้าต่างบานเดียวกับที่หลินชิงเหมี่ยวกำลังยืนซ่อนตัวอยู่!

เงาทะมึนทาบทับลงมาจนบดบังแสงจันทร์สิ้น เสียงลมหายใจฟืดฟาดของชายฉกรรจ์ดังอยู่ห่างจากใบหน้าของเด็กสาวเพียงแผ่นไม้กั้น มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นค่อยๆ เอื้อมมาจับขอบหน้าต่าง เตรียมจะกระชากบานไม้ให้เปิดออกกว้าง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สุนัขเฝ้าฟาร์ม]**