ตอนที่ 32

***บทที่ 32: สุนัขเฝ้าฟาร์ม***

แอ๊ด...

เสียงบานพับหน้าต่างไม้ที่เก่าคร่ำครวญครางยามถูกดึงเปิดออก ช้าๆ ทว่าบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของหลินชิงเหมี่ยว แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลอดรอยแยกเข้ามา ทาบทับใบหน้าเหี้ยมเกรียมของชายฉกรรจ์ผู้บุกรุก นัยน์ตาขุ่นมัวของมันเต็มไปด้วยความละโมบ ทว่าทันทีที่บานหน้าต่างเปิดกว้างออก สิ่งที่ต้อนรับมันกลับไม่ใช่ผักวิเศษหรือทรัพย์สินเงินทองดังที่หมายตา แต่เป็นคมเคียววาววับที่พุ่งสวนออกมาอย่างรวดเร็วและดุดัน!

"ย้าก!"

หลินชิงเหมี่ยวแผดเสียงตวาดกร้าวพร้อมกับตวัดเคียวในมือสุดแรงเกิด คมเหล็กเย็นเฉียบกรีดผ่านอากาศ ก่อเกิดเสียงลมหวีดหวิว ชายฉกรรจ์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดเตรียมพร้อมตั้งรับอยู่ก่อนแล้ว สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้มันรีบผงะหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้า คมเคียวเฉียดปลายจมูกของมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทิ้งรอยบาดตื้นๆ หยาดโลหิตสีแดงฉานซึมออกมาในทันที

"โอ๊ย! นังเด็กบ้า!" มันสบถลั่นด้วยความขลาดเขลา มือตะครุบจมูกตัวเอง

"ขโมย! มีโจรบุกบ้าน! ท่านพ่อ ป้าหลี่ ช่วยด้วย!" หลินชิงเหมี่ยวไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย นางแหกปากตะโกนสุดเสียงเพื่อปลุกคนในบ้านและเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง

ภายในกระท่อม เสียงความเคลื่อนไหวพลันดังขึ้น หลินต้าซานที่หลับอยู่สะดุ้งตื่น ร้องตะโกนถามด้วยความเป็นห่วง "ชิงเหมี่ยว! เกิดอันใดขึ้น!" เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดังตึกตักบ่งบอกว่าบิดาของนางกำลังรีบรุดมา

พวกโจรเมื่อเห็นว่าแผนการลอบปล้นล้มเหลว ซ้ำชาวบ้านอาจจะตื่นขึ้นมาแห่ล้อมจับ พวกมันต่างหน้าถอดสี ชายที่ล้มอยู่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ก่นด่าสาปแช่งในลำคอ "ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! ไป! พวกเราหนี!" สิ้นคำ พวกมันก็พากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงหายลับเข้าไปในความมืดมิดของชายป่า ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าและความเงียบงันที่ค่อยๆ โรยตัวกลับคืนมา

หลินชิงเหมี่ยวทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงไม้ไผ่ หอบหายใจฮัก เหงื่อเย็นเยียบชโลมทั่วแผ่นหลัง แม้นางจะขับไล่พวกมันไปได้ แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยอันยิ่งใหญ่ หากคราวนี้นางไม่บังเอิญได้ยินเสียงพวกมันก่อน หรือหากพวกมันมากันมากกว่านี้ ลำพังตัวนางกับบิดาที่เพิ่งฟื้นไข้และน้องชายตัวน้อย จะต้านทานผู้บุกรุกได้อย่างไร?

'ข้าจำต้องมีผู้พิทักษ์... สุนัขเฝ้าฟาร์มสักตัว!' หญิงสาวคิดในใจอย่างเด็ดเดี่ยว

รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงทองอาบไล้ทั่วหมู่บ้านชิงสุ่ย หลินชิงเหมี่ยวจัดการฝากฝังให้หลินต้าซานและหลินเสี่ยวหมิงช่วยกันดูแลแปลงผักกาดและหัวไชเท้า ก่อนที่นางจะมุ่งหน้าสู่ตลาดอำเภอไป๋หยุนแต่เช้าตรู่

ตลาดอำเภอไป๋หยุนยามสายคลาคล่ำไปด้วยผู้คน พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องตะโกนขายของเซ็งแซ่ หลินชิงเหมี่ยวเดินลัดเลาะไปตามแผงลอยต่างๆ สายตากวาดมองหาสุนัขที่ชาวบ้านนำมาเร่ขาย ทว่าเดินจนทั่วแล้วก็ยังไม่พบสุนัขที่มีหน่วยก้านดีพอจะนำมาฝึกเป็นผู้พิทักษ์ได้ ส่วนใหญ่เป็นเพียงสุนัขเลี้ยงไว้ดูเล่นตัวเล็กๆ หรือไม่ก็ผอมโซจนไร้เรี่ยวแรง

ขณะที่นางกำลังจะถอดใจและก้าวเท้ากลับ พลันหูแว่วเสียงครางหงิงๆ ดังมาจากตรอกแคบที่ชื้นแฉะและส่งกลิ่นเหม็นอับข้างโรงเตี๊ยม ร่างบางชะงักฝีเท้า หันขวับไปมองตามเสียงนั้น

ในมุมมืดของตรอก มีร่างของลูกสุนัขจรจัดสีดำสนิทตัวหนึ่งนอนคุดคู้จมกองเลือดอยู่ ขนของมันจับตัวเป็นก้อนเกรอะกรัง ตามลำตัวมีรอยถูกทุบตีและรอยเขี้ยวของสุนัขตัวใหญ่กว่ากัดจนเหวอะหวะ ลมหายใจของมันรวยรินดั่งเปลวเทียนต้องลม ใกล้จะดับมอดลงทุกขณะ ทว่าเมื่อมันสัมผัสได้ถึงฝีเท้าของหลินชิงเหมี่ยว นัยน์ตาสีเหลืองอำพันที่ปรือขึ้นนั้นกลับฉายแววดุดันและระแวดระวัง มันแยกเขี้ยวขาววับ พยายามส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ก็ตาม

"ติ๊ง! ระบบเซียนโอสถกสิกรรมทำการสแกน... ตรวจพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ 'สุนัขหมาป่าทมิฬ' สภาพร่างกายบอบช้ำสาหัส กระดูกซี่โครงหักสองซี่ โลหิตไหลออกมาก หากไม่ได้รับการรักษาภายในหนึ่งเค่อ จะสิ้นใจ" เสียงกลไกคุ้นหูของระบบเอไอรายงานสถานะในโสตประสาทของนาง

หลินชิงเหมี่ยวดวงตาเป็นประกาย 'สุนัขหมาป่าทมิฬ' แม้จะเป็นเพียงลูกสุนัข แต่สัญชาตญาณความเป็นนักสู้และความดุร้ายต่อผู้แปลกหน้านั้นชัดเจนยิ่งนัก หากรอดชีวิตและได้รับการฝึกฝน มันย่อมกลายเป็นยอดสุนัขเฝ้าฟาร์มที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกร

นางไม่รอช้า ย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าลูกสุนัขดำตัวนั้น ค่อยๆ ยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ เพื่อมิให้มันตื่นตระหนก "ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนแต่มั่นคง

ลูกสุนัขดำจ้องมองมือที่ยื่นมา มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมลดความระแวดระวังลง คางของมันเกยลงบนฝ่ามืออุ่นของหญิงสาวอย่างจำนนต่อชะตากรรม หลินชิงเหมี่ยวอุ้มร่างเล็กที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม ไม่รังเกียจความสกปรกแม้แต่น้อย แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินทางกลับหมู่บ้านชิงสุ่ยทันที

เมื่อกลับถึงกระท่อม นางลอบนำลูกสุนัขเข้าไปในมิติลับหยกปราณอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบริสุทธิ์ของมิติทำให้ลมหายใจของสุนัขน้อยสม่ำเสมอขึ้น หลินชิงเหมี่ยวตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณที่เปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาหนึ่งชาม ค่อยๆ ป้อนเข้าปากที่แห้งผากของมันทีละหยด

หยาดน้ำพุวิญญาณไหลลื่นลงสู่ลำคอ พลังปราณบริสุทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วร่างเล็กๆ นั้นราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลเหวอะหวะตามลำตัวค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ เลือดที่เคยไหลซึมหยุดลงสนิท กระดูกซี่โครงที่หักก็เชื่อมต่อกันด้วยพลังแห่งการฟื้นฟูอันลึกล้ำ ขนสีดำที่เคยเกรอะกรังหลุดร่วงไป แทนที่ด้วยเส้นขนใหม่ที่ดกดำเงางามประดุจแพรไหม นัยน์ตาสีอำพันที่เคยหม่นหมองกลับมาสุกสกาวและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ลูกสุนัขที่เคยก้าวเท้าเข้าสู่ประตูยมโลกก็ผุดลุกขึ้นยืน สลัดขนดังพรึ่บพรับ ร่างกายของมันดูใหญ่โตและแข็งแรงขึ้นกว่าตอนที่พบในตรอกอย่างเห็นได้ชัด มันแหงนหน้ามองหลินชิงเหมี่ยว กระดิกหางไปมา ก่อนจะเดินเข้ามาถูไถศีรษะกับหน้าแข้งของนางอย่างออดอ้อน บ่งบอกถึงความสำนึกบุญคุณและยอมรับนางเป็นเจ้านาย

"ช่างเป็นสุนัขที่ฉลาดรู้ความนัก..." หลินชิงเหมี่ยวแย้มยิ้ม ลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู "จากนี้ไป เจ้าชื่อ 'ต้าเฮย' ก็แล้วกัน นามนี้เหมาะสมกับเจ้าที่สุด"

"โฮ่ง!" ต้าเฮยเห่ารับคำเจ้านาย เสียงของมันดังกังวานและทรงพลังเกินกว่าจะเป็นเพียงลูกสุนัข

เมื่อนำต้าเฮยออกมาจากมิติลับ หลินเสี่ยวหมิงที่กำลังนั่งช่วยบิดาคัดแยกวัชพืชอยู่หน้ากระท่อมก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น เด็กน้อยวิ่งเตาะแตะเข้ามากระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวสุนัขสีดำตัวใหญ่ "ท่านพี่! ท่านพี่พาสุนัขกลับมาด้วยหรือขอรับ! ตัวมันใหญ่และดำสนิทเลย!"

ต้าเฮยหันไปมองเด็กน้อย นัยน์ตาสีอำพันฉายแววฉงน ก่อนที่สัญชาตญาณความอ่อนโยนต่อคนในครอบครัวเจ้านายจะทำงาน มันเดินเข้าไปหาหลินเสี่ยวหมิง แลบลิ้นเลียฝ่ามือเล็กๆ ของเด็กน้อยจนเสี่ยวหมิงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ทั้งสองผูกพันและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วราวกับรู้จักกันมานาน ต้าเฮยยอมให้เสี่ยวหมิงกอดคอและลูบขนเล่นอย่างว่าง่าย กลายเป็นเพื่อนเล่นคนใหม่ของเด็กชายไปในทันที

ทว่าความอ่อนโยนของต้าเฮยนั้นมีไว้สำหรับคนในครอบครัวหลินเท่านั้น ยามบ่ายเมื่อป้าหลี่เดินแวะนำมันเทศมาแบ่งปัน ทันทีที่หญิงวัยกลางคนก้าวเท้าเข้ามาในเขตบ้าน ต้าเฮยที่นอนหมอบอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่พลันผุดลุกขึ้นยืน หูทั้งสองข้างตั้งชัน ขนคอพองฟู มันก้าวออกมายืนขวางหน้าประตู พร้อมกับแยกเขี้ยวส่งเสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอ นัยน์ตาสีอำพันดุดันจ้องเขม็งราวกับสัตว์ป่าเตรียมขย้ำเหยื่อ จนป้าหลี่ตกใจถอยกรูดไปหลายก้าว

"ว้าย! ชิงเหมี่ยว สุนัขของเจ้าดุร้ายนัก!"

หลินชิงเหมี่ยวรีบเดินออกมาลูบหัวต้าเฮยเพื่อปราม "ต้าเฮย นั่งลง นี่คือป้าหลี่ เป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู"

เมื่อได้ยินคำสั่งของเจ้านาย ต้าเฮยจึงยอมเก็บเขี้ยว ลดเสียงขู่ลงและกลับไปหมอบนิ่งเช่นเดิม ทว่าสายตายังคงจับจ้องป้าหลี่อย่างไม่วางตา หลินชิงเหมี่ยวยิ้มขออภัยป้าหลี่ พลางลอบชื่นชมในใจ ต้าเฮยช่างเป็นสุนัขเฝ้าฟาร์มที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มันชาญฉลาด แยกแยะมิตรศัตรูได้ และดุร้ายกับคนแปลกหน้าอย่างที่นางต้องการไม่มีผิดเพี้ยน

วันเวลาผันผ่านไปอย่างสงบสุขภายใต้การอารักขาของต้าเฮย สุนัขหมาป่าทมิฬตัวนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยน้ำพุวิญญาณและเศษอาหารผสมสมุนไพรปราณที่หลินชิงเหมี่ยวเจียดให้ ร่างกายของมันสูงใหญ่กำยำเทียบเท่าสุนัขโตเต็มวัย เขี้ยวเล็บคมกริบ การปรากฏตัวของมันทำให้พวกขี้ขโมยในละแวกนั้นไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดกรายเข้ามาใกล้แปลงผักของครอบครัวหลิน

จนกระทั่ง...

ค่ำคืนหนึ่งที่ไร้แสงดาว ความมืดมิดปกคลุมหมู่บ้านชิงสุ่ยราวกับม่านสีดำผืนใหญ่ ลมหนาวพัดโชยมาพาให้ใบไม้แห้งปลิวว่อน สายลมนั้นพัดพากลิ่นอายประหลาดและเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของแขกไม่ได้รับเชิญลอยปะปนมาด้วย

ภายในกระท่อม ต้าเฮยที่กำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างเตียงของหลินเสี่ยวหมิงพลันลืมตากว้าง นัยน์ตาสีอำพันวาวโรจน์ในความมืด หูที่ตั้งชันกระตุกรับเสียงจากภายนอก ร่างสีดำทมึนค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนอย่างเงียบกริบ มันหันหน้าไปทางหน้าต่างฝั่งที่ติดกับแปลงผักกาดปราณ ริมฝีปากที่ประดับด้วยเขี้ยวแหลมคมเผยอขึ้นน้อยๆ พร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามต่ำๆ ดังครืนๆ อยู่ในลำคอ...

เสียงนั้นปลุกหลินชิงเหมี่ยวที่นอนหลับหูไวให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในฉับพลัน หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่ง มือเรียวเอื้อมไปคว้าด้ามเคียวที่วางอยู่ข้างหมอนโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาหงส์หรี่แคบลงจ้องมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางที่ต้าเฮยกำลังเพ่งเล็ง... มีผู้บุกรุกมาเยือนฟาร์มของนางอีกแล้ว!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จับโจรขโมยผัก]**