ตอนที่ 9

***บทที่ 9: ทักษะเร่งกระบวนการหมัก***

"เปิดมันเดี๋ยวนี้ เสี่ยวชุ่ย!" หลินเหม่ยหลินส่งกระแสจิตตอบกลับในห้วงคำนึงอย่างฉับพลัน หัวใจของนางเต้นกระหน่ำดั่งม้าศึกที่กำลังควบตะบึงอยู่ในสมรภูมิ หากสิ่งนี้คือหนทางรอดเดียวที่สวรรค์ประทานมาให้ นางย่อมไม่รั้งรอที่จะไขว่คว้าเอาไว้

"รับทราบเจ้าค่ะนายหญิง!" เสียงใสกระจ่างของปัญญาประดิษฐ์สาวดังก้องขึ้น พร้อมกับแสงสีทองอร่ามที่วาบผ่านโสตประสาทของหญิงสาวราวกับดาวตก "ติ่ง! ระบบได้ทำการปลดล็อกทักษะพิเศษระดับหายากสำเร็จ... ท่านได้รับทักษะ 'เร่งกระบวนการหมัก' เจ้าค่ะ!"

ทันทีที่สิ้นเสียงแจ้งเตือน ข้อมูลล้ำค่ามหาศาลก็ไหลบ่าเข้าสู่ความทรงจำของหลินเหม่ยหลิน ทักษะเร่งกระบวนการหมักนี้หาใช่วิชาเวทมนตร์อันพิสดาร ทว่ามันคือการดึงเอาพลังปราณบริสุทธิ์จากมิติลับสวนวิเศษ มาควบแน่นและกระตุ้นการทำงานของวัตถุดิบ ร่นระยะเวลาแห่งกาลเวลาที่ต้องใช้ในการบ่มเพาะรสชาติจากหลายราตรี ให้หดสั้นลงเหลือเพียงชั่วข้ามคืน!

"สวรรค์ช่างเมตตาข้าเสียจริง..." หลินเหม่ยหลินพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มงดงามประดับบนริมฝีปากที่เคยแห้งผาก นางเบือนหน้าไปมองเสี่ยวเป่าที่บัดนี้กินอิ่มจนหนังตาเริ่มหย่อนคล้อย เด็กน้อยลูบท้องที่นูนป่องของตนเองไปมา ก่อนจะฟุบหลับคาโต๊ะไม้ไผ่เก่าๆ ไปด้วยความอ่อนเพลียและความสุขล้นปรี่ที่ได้รับจากอาหารมื้ออร่อย

มารดาสาวอุ้มร่างเล็กของบุตรชายไปวางบนเตียงเตาอย่างทะนุถนอม ห่มผ้าหยาบผืนบางให้ด้วยความรักใคร่ เมื่อแน่ใจว่าลมหายใจของเด็กน้อยเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแล้ว นางจึงหันกลับมาจัดการกับภารกิจอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้า

หลินเหม่ยหลินเดินกลับมาที่อ่างไม้ซึ่งบรรจุน้ำพริกเผาสูตรวิเศษที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ แม้กลิ่นหอมจะยั่วยวนเพียงใด ทว่าในฐานะยอดเชฟแห่งยุค นางรู้ดีว่ารสชาติของกระเทียมป่าและพริกแดงยังมีความเฝื่อนขมซ่อนอยู่ จารีตของการทำน้ำพริกชั้นเลิศคือการปล่อยให้วัตถุดิบได้กลืนกินรสชาติซึ่งกันและกันจนกลมกล่อม ทว่าตอนนี้นางมีตัวช่วยที่เหนือชั้นกว่านั้น

"เริ่มใช้งานทักษะเร่งกระบวนการหมัก!" หญิงสาวเอ่ยคำรามในใจ ดวงตาหงส์ทอประกายมุ่งมั่น

พริบตานั้น ปราณสีเขียวอ่อนจางๆ ก็แผ่ซ่านออกจากปลายนิ้วเรียวงามของนาง ไหลรินลงสู่อ่างไม้ราวกับสายน้ำทิพย์ชโลมดิน คลื่นพลังงานบริสุทธิ์ค่อยๆ ห่อหุ้มเนื้อน้ำพริกสีแดงสดเอาไว้จนเกิดเป็นหมอกควันบางเบา หลินเหม่ยหลินรับรู้ได้ถึงความร้อนระอุที่ค่อยๆ ปะทุขึ้นจากภายในอ่าง กระบวนการบ่มเพาะอันลี้ลับกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายใต้การควบคุมของระบบครัวสวรรค์

"กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาตลอดทั้งคืนจึงจะเสร็จสมบูรณ์เจ้าค่ะนายหญิง" เสี่ยวชุ่ยรายงานอย่างฉะฉาน "ระหว่างนี้ ท่านควรเตรียมภาชนะสำหรับบรรจุให้พร้อมนะเจ้าคะ"

"ขอบใจเจ้ามาก เสี่ยวชุ่ย"

เมื่อได้ยินคำแนะนำ หลินเหม่ยหลินจึงละสายตาจากอ่างน้ำพริกวิเศษ นางเดินถือตะเกียงน้ำมันดวงเล็กไปสำรวจตามซอกมุมของเรือนครัวซอมซ่อ เพื่อค้นหาสิ่งที่พอจะนำมาใช้สอยได้ ในที่สุด สายตาของนางก็สะดุดเข้ากับกองเศษฟืนและหยากไย่ที่มุมห้อง ภายใต้ฝุ่นหนาเตอะนั้น มีกระปุกดินเผาเก่าๆ ขนาดพอเหมาะจำนวนห้าถึงหกใบถูกทิ้งขว้างไว้อย่างไร้ค่า

หญิงสาวปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง แม้โถดินเผาเหล่านี้จะมีรอยบิ่นเล็กน้อยที่ขอบปาก ทว่าเนื้อดินยังคงความแข็งแกร่งและฝาปิดก็ยังใช้งานได้ดี นางจัดการตักน้ำสะอาดจากลำธารที่เก็บไว้ในถังไม้ มาขัดล้างกระปุกดินเผาทีละใบอย่างพิถีพิถัน ทุกซอกทุกมุมถูกล้างจนไร้คราบสกปรกและกลิ่นอับชื้น ก่อนจะนำไปคว่ำผึ่งลมให้แห้งสนิท

"แค่นี้ก็เรียบร้อย..." นางเหงื่อซึมชื้นหน้าผาก ทว่าแววตากลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง โถเก่าคร่ำคร่าเมื่อผ่านการชำระล้างก็ดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาถนัดตา พรุ่งนี้เช้าเมื่อน้ำพริกหมักได้ที่ นางจะบรรจุมันลงในกระปุกเหล่านี้เพื่อนำไปเป็นสินค้าเบิกทางในตลาดตำบลชิงจู๋

กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปจนล่วงเข้าสู่ยามโฉ่ว (01.00 - 02.59 น.) อากาศยามค่ำคืนเย็นเยียบ ทว่าภายในเรือนครัวกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นประหลาด

"ติ่ง! กระบวนการหมักเสร็จสิ้นสมบูรณ์!"

เสียงของเสี่ยวชุ่ยดึงหลินเหม่ยหลินให้หลุดจากภวังค์ หญิงสาวรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ไม้อ่างทันที หมอกควันสีเขียวจางๆ มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงน้ำพริกเผาที่บัดนี้เปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำอมน้ำตาล 윤เงางามราวกับอัญมณีล้ำค่า น้ำมันพริกสีแดงใสลอยเคลือบอยู่เบื้องบน ส่งประกายระยิบระยับล้อแสงตะเกียง

นางใช้ช้อนไม้ตักขึ้นมาดมเพียงเล็กน้อย กลิ่นฉุนเฉียวของกระเทียมป่าและพริกสดที่เคยมี บัดนี้ได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหอมล้ำลึกที่ผสานเข้ากับรสเค็มหวานของเครื่องปรุงอย่างลงตัว กลิ่นหอมนี้ล้ำลึกและนุ่มนวลราวกับถูกหมักบ่มมานานนับเดือนในไหหยกใต้ดิน

"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" หลินเหม่ยหลินกลืนน้ำลายลงคอ รสชาตินี้เหนือล้ำกว่าสูตรดั้งเดิมที่นางเคยทำในยุคปัจจุบันเสียอีก ความสมบูรณ์แบบนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่วัตถุดิบวิเศษและทักษะแห่งระบบ

หญิงสาวไม่รอช้า นางบรรจงตักน้ำพริกเผารสเลิศบรรจุลงในกระปุกดินเผาที่เตรียมไว้จนเต็มเปี่ยมทุกใบ ปิดฝาผนึกอย่างแน่นหนาเพื่อรักษากลิ่นและรสชาติให้คงทนที่สุด

ทว่า หลังจากจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องของหลินเหม่ยหลินก็ส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาเบาๆ การใช้พลังสมาธิและเรี่ยวแรงไปกับการเตรียมการตลอดคืนทำให้นางสูญเสียพลังงานไปไม่น้อย หญิงสาวกวาดตามองหาของกินรองท้อง ก่อนจะพบแผ่นแป้งหยาบแห้งกรังที่เหลืออยู่เพียงครึ่งแผ่นบนชั้นวาง

นางจุดไฟในเตาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง หวังเพียงจะอุ่นแผ่นแป้งให้อ่อนนุ่มลงเพื่อประทังความหิว ทว่าเมื่อแผ่นแป้งเริ่มร้อนและส่งกลิ่นหอมจางๆ ของธัญพืช ความคิดซุกซนบางอย่างก็ผุดขึ้นในหัว หลินเหม่ยหลินอดใจไม่ไหว นางตักเศษน้ำพริกที่ยังหลงเหลือติดก้นอ่างเพียงปลายก้อย ปาดลงบนแผ่นแป้งร้อนๆ นั้น

ฉ่า!

ทันทีที่น้ำพริกเผาวิเศษปะทะกับความร้อนของแผ่นแป้งที่เพิ่งยกออกจากเตา ปฏิกิริยามหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น! กลิ่นหอมของน้ำพริกที่ถูกเก็บกักไว้ระเบิดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ มันไม่ใช่กลิ่นอาหารธรรมดา ทว่ามันคือกลิ่นหอมรัญจวนจิตที่แทรกซึมทะลุทะลวงไปทุกอณูอากาศ กลิ่นความเผ็ดร้อนที่แฝงความหวานกลมกล่อม ลอยล่องอบอวลจนแมลงรุ่งสางที่เกาะอยู่ตามขอบหน้าต่างยังต้องร่วงหล่นเพราะความมึนเมาในรสสัมผัส

หลินเหม่ยหลินเบิกตากว้าง นางรีบยกแผ่นแป้งขึ้นมากัดคำหนึ่ง ความอร่อยแทบทำให้นางน้ำตาไหล ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดคือกำลังจะเกิดขึ้น...

สายลมยามเช้าตรู่พัดผ่านมาทางหน้าต่างไม้ที่แตกร้าว หอบเอากลิ่นหอมล้ำเลิศที่ไม่อาจต้านทานนี้ ม้วนตัวลอยข้ามกำแพงอิฐเตี้ยๆ ทะลวงฝ่าความมืดมิด มุ่งตรงไปยังเรือนของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันอย่างไม่อาจขวางกั้น!

ณ ริมรั้วอีกฝั่งหนึ่ง เงาร่างของใครบางคนที่กำลังหลับสนิทพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก จมูกสูดฟุดฟิดอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงกลืนน้ำลายที่ดังเอื้อกใหญ่ฝ่าความเงียบสงัดของยามวิกาล!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กลิ่นหอมข้ามกำแพง]**