ตื่นขึ้นมาก็ถูกหย่า แต่ข้าจะไม่ไปตัวเปล่า
ศีรษะปวดร้าวราวกับถูกค้อนเหล็กตอกกระหน่ำ ฟางเซวี่ยหนิงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปรือตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดตาในห้องพักส่วนตัวของยุคปัจจุบัน ทว่ากลับเป็นแผ่นกระดาษหยาบๆ สีเหลืองหม่นที่ถูกปาใส่หน้าอย่างแรงจนร่วงหล่นลงมาบนตัก ตัวอักษรสีดำที่ตวัดเขียนด้วยพู่กันปรากฏเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า...
'หนังสือหย่าขาด'
นางยังไม่ทันจะได้เรียบเรียงความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาประดุจสายน้ำหลาก เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงวัยกลางคนก็ดังทะลุโสตประสาท
"นังตัวดี! ในเมื่อเจ้าตื่นแล้วก็รีบประทับรอยนิ้วมือเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว! ตระกูลกู้ของข้าไม่มีที่ให้สตรีไร้ค่า ไม่รู้จักทำมาหากินเช่นเจ้าซุกหัวนอนอีกต่อไป วันนี้เจ้าต้องไสหัวออกไปจากบ้านของข้า ไปเสียแต่ตัวเปล่า!"
ฟางเซวี่ยหนิงเงยหน้าขึ้นมอง ซุนเจี่ยวอวี้ อดีตแม่สามีผู้มีใบหน้าอวบอูม โหนกแก้มสูง และแววตาที่เต็มไปด้วยความละโมบกำลังยืนตระหง่านชี้นิ้วด่าทอนางอย่างไม่เหลือเยื่อใย ถัดไปไม่ไกลนักคือกู้ฉางเฟิง บัณฑิตสอบตกผู้เป็นอดีตสามี เขาสวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเรียบง่าย ทว่ากลับเอามือไพล่หลัง เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ราวกับตนเองเป็นปัญญาชนผู้สูงส่งที่ไม่คู่ควรจะลดตัวลงมาเสวนาด้วย
ในชั่วพริบตานั้น ความทรงจำของร่างเดิมก็หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของนางอย่างสมบูรณ์ ฟางเซวี่ยหนิง... นักโภชนาการสาวฝีปากกล้าจากยุคปัจจุบัน ผู้สามารถวิจารณ์และโต้เถียงด้วยตรรกะจนผู้คนต้องยอมจำนน ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสตรีชื่อเดียวกันในยุคโบราณ สตรีผู้นี้ถูกมารดาสามีกดขี่ข่มเหงสารพัด และท้ายที่สุดก็ถูกสามีที่อ้างตนว่าเป็นบัณฑิตยื่นหนังสือหย่า เพียงเพราะนางล้มป่วยจนไม่อาจทำงานหนักรับใช้คนทั้งบ้านได้อีกต่อไป
ที่น่าขันยิ่งกว่านั้นคือ พวกหน้าเนื้อใจเสือตระกูลนี้คิดจะฉวยโอกาสขับไล่นางออกไปตัวเปล่า และฮุบเอา 'สินเดิม' ของนางไว้หน้าตาเฉย!
ฟางเซวี่ยหนิงไม่ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนที่ร่างเดิมเคยทำ นางเพียงหยิบหนังสือหย่าขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างใจเย็น ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นเยียบจนกู้ฉางเฟิงและซุนเจี่ยวอวี้ถึงกับผงะไปชั่วครู่
"หย่าหรือ? ย่อมได้" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้าน "แต่ที่ท่านบอกให้ข้าออกไปตัวเปล่า... ดูเหมือนท่านจะลืมเลือนกฎหมายของแคว้นไปกระมัง ข้าแต่งเข้าตระกูลกู้พร้อมสินเดิม แม้ข้าจะถูกหย่าตามธรรมเนียม แต่กฎหมายย่อมระบุชัดเจนว่า สินเดิมของฝ่ายหญิงต้องตกเป็นของฝ่ายหญิงคืนทั้งหมด"
ซุนเจี่ยวอวี้เบิกตากว้าง ถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดัง "ถุย! สินเดิมอันใดกัน! ข้าวของพวกนั้นเจ้ากินใช้ผลาญไปหมดแล้วในบ้านข้า จะเอาอันใดมาทวงคืน!"
"เครื่องเรือนและผ้าพับข้าไม่นับ" ฟางเซวี่ยหนิงลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่นางกลับยืดแผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นไผ่ "แต่ 'โฉนดที่ดิน' ท้ายหมู่บ้านชิงซีจำนวนสองหมู่ที่บิดามารดาข้าทิ้งไว้ให้ก่อนตาย นั่นคือสินเดิมที่แท้จริง ท่านคิดจะฮุบสมบัติแล้วไล่ข้าเยี่ยงสุนัขข้างถนนอย่างนั้นหรือ?"
ณ เวลานี้ บริเวณลานหน้าบ้านตระกูลกู้ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสามคน ชาวบ้านชิงซีที่เดินผ่านไปมาและได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ต่างพากันมาชะเง้อคอมุงดูอยู่ริมรั้วไม้ไผ่ เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นเป็นระลอก บ้างก็เวทนาฟางเซวี่ยหนิง บ้างก็ตกตะลึงที่สตรีหัวอ่อนผู้นี้กล้าลุกขึ้นมาโต้เถียงกับแม่สามี
เมื่อเห็นว่ามีพยานรู้เห็น ฟางเซวี่ยหนิงจึงไม่รอช้า นางใช้ความได้เปรียบนี้ทันที หญิงสาวปรายตามองอดีตสามีด้วยสายตาเหยียดหยามขั้นสุด
"ชาวบ้านชิงซีทุกท่านโปรดมาเป็นพยานเถิด!" เสียงใสกระจ่างของนางดังกังวาน "กู้ฉางเฟิง! ท่านเป็นถึงบัณฑิตผู้ใฝ่รู้ ท่องตำรานักปราชญ์ อ้างตนว่าเป็นผู้มีคุณธรรม ทว่ากลับปล่อยให้มารดายักยอกสินเดิมของสตรีที่เพิ่งถูกหย่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูท่านอาจารย์ในสถานศึกษา หรือท่านนายอำเภอหยุนไหล... ข้าอยากรู้นักว่า 'บัณฑิตผู้มีมลทินยักยอกสมบัติสตรีผู้อ่อนแอ' ยังจะมีหน้าไปสอบแข่งขัน หรือมีเส้นทางขุนนางที่สว่างไสวรออยู่อีกหรือไม่!"
คำพูดของนางราวกับกระบี่แหลมคมที่แทงทะลุจุดตายของกู้ฉางเฟิง ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งพลันซีดเผือดลงทันตา เขารู้ดีว่าชื่อเสียงสำหรับบัณฑิตนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต หากเรื่องจรรยาบรรณด่างพร้อยนี้หลุดรอดออกไป อนาคตของเขาคงจบสิ้น!
"ท่านแม่!" กู้ฉางเฟิงหันไปตวาดมารดาของตนด้วยความร้อนรน "มอบโฉนดที่ดินท้ายหมู่บ้านคืนให้นางไปเสีย! มันก็แค่ที่ดินเสื่อมโทรมปลูกอันใดก็ไม่ขึ้น อย่าให้ตระกูลกู้ของเราต้องมัวหมองเพราะเรื่องพรรค์นี้เลย!"
"แต่ว่า... อาเฟิง..." ซุนเจี่ยวอวี้อึกอัก แม้จะเป็นที่ดินรกร้าง แต่นางก็กะจะเก็บไว้ขุดบ่อปลาในอนาคต ทว่าเมื่อเห็นสายตาดุดันของบุตรชาย นางจึงจำใจล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงเอาแผ่นกระดาษพับครึ่งที่ซ่อนไว้ออกมา แล้วโยนกระแทกใส่หน้าอกของฟางเซวี่ยหนิงด้วยความเจ็บใจ "เอ้า! เอาไป! แล้วไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!"
ฟางเซวี่ยหนิงรับโฉนดมาคลี่ออกดู เมื่อตรวจสอบรอยประทับตราของทางการว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว นางจึงกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แล้วประทับรอยนิ้วมือลงบนหนังสือหย่าอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่มีการลังเล ไม่มีการอาลัยอาวรณ์
"นับแต่นี้ ฟางเซวี่ยหนิง และตระกูลกู้ ขาดสะบั้นต่อกัน ไม่ติดค้างสิ่งใดอีก!"
หญิงสาวสะบัดแขนเสื้อ เดินฝ่าวงล้อมของชาวบ้านที่กำลังยืนเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง พวกเขาต่างกระซิบกระซาบกันว่าสตรีผู้นี้ช่างเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน นางก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางท้ายหมู่บ้านชิงซี สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของนาง
ทว่า ในขณะที่นางกำลังก้าวเท้าพ้นเขตชุมชนและมองเห็นเรือนไม้ผุพังบนที่ดินรกร้างของตนอยู่ลิบๆ พลันเกิดความรู้สึกร้อนผ่าวแปลกประหลาดแล่นปราดขึ้นมาจากกลางอกพุ่งตรงเข้าสู่ดวงตา อาการปวดศีรษะที่เคยมีมลายหายไป สติสัมปชัญญะของนางกลับสว่างวาบราวกับมีประตูมิติบางอย่างเปิดออกในห้วงจิตวิญญาณ
เมื่อฟางเซวี่ยหนิงกะพริบตาและมองไปยังพื้นดินที่แห้งแล้งเบื้องหน้า ทัศนวิสัยของนางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เรือนร้างท้ายหมู่บ้าน และมิติสวนพฤกษาโภชนา]**