เรือนร้างท้ายหมู่บ้าน และมิติสวนพฤกษาโภชนา

ทัศนวิสัยของฟางเซวี่ยหนิงแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เบื้องหน้าของนางมิใช่เพียงผืนดินแห้งแล้งสีน้ำตาลซีดอีกต่อไป ทว่ากลับปรากฏแถบสีโปร่งแสงล่องลอยอยู่เหนือสรรพสิ่ง แถบสีเหล่านั้นมีทั้งความสว่างและหม่นหมองแตกต่างกันไป เมื่อนางทอดสายตามองไปยังกอหญ้าแห้งเหี่ยวริมทาง แถบสีเหนือต้นหญ้านั้นเป็นสีเทาเข้มจนเกือบดำ บ่งบอกถึงการขาดสสารหล่อเลี้ยงชีวิตอย่างรุนแรง

นางกะพริบตาปริบๆ ความรู้แจ้งบางอย่างผุดขึ้นในห้วงคำนึง สติปัญญาจากชาติภพก่อนในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ ได้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของร่างนี้ ก่อกำเนิดเป็นความสามารถพิเศษที่นางขนานนามมันในใจว่า 'ดวงตาโภชนาการ' มันมิใช่เพียงการมองเห็นสิ่งลี้ลับ ทว่าคือการประเมินคุณภาพของวัตถุดิบ ดิน น้ำ และพืชพรรณได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางสามารถล่วงรู้ได้ทันทีว่าสิ่งใดสดใหม่ สิ่งใดมีคุณค่าทางอาหารล้ำเลิศ หรือสิ่งใดเสื่อมโทรมจนไร้ค่า

ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นเต้น นางรวบรวมสมาธิเพ่งจิตเพียงเล็กน้อย ทัศนวิสัยที่มีแถบสีประหลาดก็เลือนหายไป กลับกลายเป็นมุมมองของคนปกติอีกครั้ง หญิงสาวยกยิ้มมุมปาก ค่อยๆ ก้าวเดินต่อไปจนถึงสุดเขตหมู่บ้านชิงซี

เบื้องหน้าของนางคือเรือนไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว หลังคามุงแฝกทรุดโทรมจนเห็นรูโหว่ บานประตูไม้เอนเอียงราวกับจะหลุดลอกออกจากบานพับได้ทุกเมื่อ รอบด้านคือที่ดินสินเดิมจำนวนสองหมู่ที่เต็มไปด้วยวัชพืชแห้งตายและดินแตกระแหง แม้สภาพจะดูเอนอนาถเพียงใด แต่สำหรับฟางเซวี่ยหนิง บัดนี้สถานที่แห่งนี้คือสวรรค์แห่งอิสรภาพ คืออาณาจักรของนางแต่เพียงผู้เดียว

นางผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากขื่อคา หญิงสาววางห่อผ้าใบเล็กที่มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดลงบนแคร่ไม้ไผ่ที่ยังพอใช้งานได้ ขณะที่นางกำลังปัดกวาดหยากไย่และฝุ่นละอองอยู่นั้น ความรู้สึกร้อนผ่าวที่กลางอกพลันปะทุขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้นางมิได้ขัดขืน แต่ปล่อยให้จิตวิญญาณล่องลอยไปตามกระแสพลังอันอบอุ่นนั้น

ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศอับทึบของเรือนร้างก็มลายหายไป ฟางเซวี่ยหนิงพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งกว้างขวาง ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีครามกระจ่างใสไร้เมฆหมอก อากาศบริสุทธิ์สดชื่นจนนางต้องสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นไอดินหอมกรุ่นลอยเตะจมูก เมื่อก้มลงมอง นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง

ผืนดินใต้ฝ่าเท้าคือดินร่วนสีดำขลับที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่นางเคยพานพบมาในทั้งสองชาติภพ พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางประมาณสองหมู่ ทว่าความพิเศษมิได้มีเพียงแค่นั้น สัญชาตญาณอันลี้ลับบางอย่างที่เชื่อมต่อกับพื้นที่แห่งนี้บอกนางว่า กาลเวลาในสถานที่ลับแห่งนี้เดินเร็วกว่าโลกภายนอกถึงสามเท่า! หมายความว่าหากนางปลูกพืชพรรณใดลงไป เพียงหนึ่งวันในโลกภายนอก พืชในนี้จะเติบโตเท่ากับผ่านไปแล้วถึงสามวัน

"มิติสวนพฤกษาโภชนา..." ฟางเซวี่ยหนิงพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า คลื่นความยินดีถาโถมเข้าใส่จิตใจ สวรรค์มิได้ทอดทิ้งนาง การหลุดพ้นจากตระกูลกู้ที่โสมม นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ นางมีทั้งที่ดินสินเดิม มีความรู้ มีดวงตาโภชนาการ และยังมีมิติสวรรค์แห่งนี้คอยหนุนหลัง

ในขณะที่นางกำลังจะเดินสำรวจพื้นที่สีดำอุดมสมบูรณ์นั้น พลันเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเรียกด้วยความร้อนรนก็ดังแว่วมาจากโลกภายนอก

"หนิงเอ๋อร์! หนิงเอ๋อร์ของลุง! เจ้าอยู่ข้างในหรือไม่!"

ฟางเซวี่ยหนิงดึงสติกลับมา ภาพมิติสวนพฤกษาเลือนหายไป นางกลับมายืนอยู่กลางเรือนไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นอีกครั้ง หญิงสาวรีบเดินไปเปิดประตู ก็พบกับร่างกำยำผิวคล้ำแดดของบุรุษวัยกลางคนผู้มีใบหน้าซื่อสัตย์ และสตรีวัยกลางคนผู้มีแววตาอ่อนโยนที่กำลังหอบแฮกๆ

"ท่านลุงต้าจื้อ ท่านป้าซุ่ยฟาง" ฟางเซวี่ยหนิงเอ่ยเรียกสรรพนามตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

ฟางต้าจื้อ ลุงแท้ๆ ของนางก้าวพรวดเข้ามาจับไหล่หลานสาว พลางสำรวจร่างกายของนางด้วยสายตาเป็นกังวล "ข้าเพิ่งกลับจากทำนา ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าตระกูลกู้สารเลวนั่นบังคับหย่าขาดกับเจ้า ซ้ำยังคิดจะฮุบที่ดินสินเดิมของเจ้าอีก พวกมันช่างเดรัจฉานนัก! ลุงจะไปทุบตีไอ้บัณฑิตจอมปลอมนั่นให้ตายคามือ!"

"ตาเฒ่า! ใจเย็นก่อนเถิด" หลินซุ่ยฟาง ป้าสะใภ้ผู้มีจิตใจเมตตารีบดึงแขนสามีไว้ ก่อนจะหันมามองฟางเซวี่ยหนิงด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา นางดึงหลานสาวเข้ามากอดแนบแน่น "โธ่... หนิงเอ๋อร์ของป้า เจ้าคงลำบากมามากกระมัง รูปร่างผ่ายผอมลงไปถึงเพียงนี้ สวรรค์ช่างไร้เมตตาเหลือเกิน"

ฟางเซวี่ยหนิงซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดของสายเลือดที่แท้จริง นางสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันบริสุทธิ์ใจที่หาไม่ได้จากตระกูลกู้ หญิงสาวแย้มยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นลูบหลังป้าสะใภ้อย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม

"ท่านลุง ท่านป้า ไม่ต้องเป็นห่วงข้าเจ้าค่ะ การหย่าขาดจากกู้ฉางเฟิงมิใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นสวรรค์เปิดทางให้ข้าต่างหาก บัดนี้ข้าเป็นอิสระแล้ว ไม่ต้องทนเป็นวัวเป็นม้าให้ผู้ใดกดขี่ข่มเหงอีก ข้าจะใช้ชีวิตบนที่ดินสินเดิมของท่านแม่ให้ดีที่สุด ท่านลุงอย่าได้ไปหาเรื่องพวกมันเลยเจ้าค่ะ ให้พวกมันรับผลกรรมจากความหน้าด้านของตนเองเถิด"

ฟางต้าจื้อและหลินซุ่ยฟางชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาประหลาดใจกับท่าทีที่สงบนิ่งและวาจาฉะฉานของหลานสาว ที่ผ่านมารู้เพียงว่านางเป็นคนหัวอ่อน ยอมคน ทว่าบัดนี้กลับดูเข้มแข็งราวกับต้นสนที่ยืนหยัดต้านลมหนาว

"เจ้าคิดได้เช่นนี้ป้าก็เบาใจ" หลินซุ่ยฟางปาดน้ำตา ก่อนจะเลื่อนตะกร้าไม้ไผ่ที่คล้องแขนอยู่ออกมา "บ้านลุงกับป้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอันใด ปีนี้ผลผลิตก็ไม่ค่อยดีนัก แต่นี่คือแป้งหยาบครึ่งจินกับมันเทศอีกสองสามหัว แล้วก็ผักป่าเล็กน้อย เจ้าเก็บไว้ประทังความหิวก่อนเถิดนะ พรุ่งนี้เช้าลุงของเจ้าจะเกณฑ์ลูกพี่ลูกน้องของเจ้ามาช่วยซ่อมแซมหลังคาเรือนให้"

ฟางเซวี่ยหนิงมองดูเสบียงอาหารอันน้อยนิดแตกลั่นกรุ่นไปด้วยน้ำใจอันยิ่งใหญ่ นางรับตะกร้ามาอย่างระมัดระวัง รู้ดีว่านี่คืออาหารที่ลุงและป้าเจียดมาจากปากท้องของครอบครัวตนเอง "ขอบคุณท่านลุงท่านป้ามากเจ้าค่ะ บุญคุณนี้ หนิงเอ๋อร์จะไม่มีวันลืม"

หลังจากพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกันอีกครู่ใหญ่ ฟางต้าจื้อและหลินซุ่ยฟางก็ขอตัวกลับไปจัดการงานที่ค้างคา โดยกำชับให้นางลงกลอนประตูให้แน่นหนา

เมื่อแสงตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดมิดเริ่มโรยตัวปกคลุมหมู่บ้านชิงซี ฟางเซวี่ยหนิงจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่พบในเรือน นางวางตะกร้าเสบียงลงบนโต๊ะไม้ ก่อนจะเดินออกมายืนรับลมเย็นที่หน้าบานประตู สายตาของนางทอดมองไปยังความมืดมิดของที่ดินสินเดิมจำนวนสองหมู่นอกเรือน

นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่การจะปลูกสิ่งใดให้งอกงามบนที่ดินรกร้างเช่นนี้ มิใช่เรื่องที่คิดจะทำก็ทำได้ทันที นางต้องรู้ถึงสภาพที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้เสียก่อน

สตรีร่างบางหลับตาลง รวบรวมสมาธิอีกครั้ง เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นในความมืด 'ดวงตาโภชนาการ' ก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มกำลัง แสงสีโปร่งแสงหลากสีสันสว่างวาบขึ้นในลานสายตา ซ้อนทับลงบนผืนดินแห้งแล้งเบื้องหน้า

นางเพ่งมองลึกลงไปในชั้นดิน เพื่อค้นหาคำตอบว่าเหตุใดชาวบ้านจึงกล่าวขานว่ามันเป็นดินเสื่อมโทรมที่ปลูกอันใดก็ไม่ขึ้น และสิ่งที่ดวงตาโภชนาการเปิดเผยให้เห็นในวินาทีถัดมา ก็ทำให้นางต้องหรี่ตาลงด้วยความเคร่งเครียด พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นบนมุมปาก

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สำรวจดินเสื่อมโทรมด้วยดวงตาโภชนาการ]**