สำรวจดินเสื่อมโทรมด้วยดวงตาโภชนาการ

ม่านแสงโปร่งแสงหลากสีสันที่ซ้อนทับลงบนลานสายตาของฟางเซวี่ยหนิง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นในความมืดมิด ทว่าสิ่งที่ดวงตาโภชนาการเปิดเผยให้เห็นนั้น มิใช่ประกายสีเขียวขจีแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรือสีเหลืองทองแห่งแร่ธาตุที่พืชพรรณต้องการ แต่มันคือ 'แถบสีเทาหม่น' ที่ทอดตัวปกคลุมผืนดินสินเดิมทั้งสองหมู่อย่างหนาทึบ ราวกับผ้าห่อศพที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา

ในฐานะนักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์สารอาหาร แถบสีเทาเข้มข้นที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านี้ บ่งบอกถึงสภาวะ 'ขาดแคลนสารอาหารขั้นวิกฤต' ดินผืนนี้สูญเสียความสมดุลอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งอินทรียวัตถุ ขาดแคลนความชื้น และปราศจากแร่ธาตุสำคัญที่จะหล่อเลี้ยงรากพืชให้เติบโต สภาพของมันเลวร้ายยิ่งกว่าที่ชาวบ้านเล่าลือกันเสียอีก หากนำเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปในยามนี้ ต่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศปานใด ก็ย่อมต้องแห้งเหี่ยวเฉาตายภายในไม่กี่วัน

ทว่าท่ามกลางความจริงอันน่าสลด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับผุดขึ้นที่มุมปากของสตรีร่างบาง ตระกูลกู้คงคิดสินะว่า การคืนที่ดินผืนนี้ให้แก่นาง คือการมอบสุสานฝังกลบอนาคต พวกเขายอมคืนโฉนดให้โดยไม่ดิ้นรนให้มากความนัก ก็เพราะรู้ดีว่าผืนดินแห่งนี้ปลูกสิ่งใดก็ไม่ขึ้น หวังจะให้นางอดตายอย่างอนาถาอยู่ท้ายหมู่บ้าน ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่า สำหรับผู้ที่มีความรู้กว้างขวางด้านการเกษตรผสมผสานและโภชนาการแห่งแผ่นดินเช่นนาง ดินที่ตายแล้วก็เปรียบเสมือนกระดาษเปล่าที่รอให้นางตวัดพู่กันวาดภาพใหม่ลงไปเท่านั้น!

รุ่งอรุณเบิกฟ้า แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนไม้เก่าซอมซ่อ ฟางเซวี่ยหนิงตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา นางบิแป้งหยาบที่ป้าสะใภ้ให้มาเมื่อคืนกินรองท้องไปเพียงครึ่งก้อน ก่อนจะผลักบานประตูออกไปเผชิญหน้ากับความท้าทายแรกของชีวิตใหม่

"หนิงเอ๋อร์! เจ้าตื่นแล้วหรือ"

เสียงเรียกคุ้นหูทะลุผ่านม่านหมอกยามเช้า หลินซุ่ยฟาง ป้าสะใภ้ของนางแบกจอบขุดดินบนบ่า มืออีกข้างหิ้วตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ เดินย่ำน้ำค้างตรงมาหา ใบหน้ากร้านแดดของสตรีวัยกลางคนเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและมุ่งมั่น

"ท่านป้า เหตุใดจึงมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้เจ้าคะ" ฟางเซวี่ยหนิงรีบเดินเข้าไปรับตะกร้าไม้ไผ่จากมือผู้เป็นป้า

"ข้าก็มาช่วยเจ้าถางหญ้าอย่างไรเล่า ดินสองหมู่นี้ถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน หากให้เจ้าทำเพียงลำพัง สตรีร่างบอบบางเช่นเจ้า มีหวังเป็นลมล้มพับไปก่อนพอดี มาเถิด รีบลงมือแต่เช้า แดดยังไม่ร้อนจัดนัก" หลินซุ่ยฟางกล่าวจบก็ไม่รอช้า นางกระชับด้ามจอบในมือแล้วสับลงบนผืนดินที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชทันที

ฟางเซวี่ยหนิงหยิบเคียวเกี่ยวหญ้าที่ลุงของนางทิ้งไว้ให้เมื่อคืน เดินตามไปช่วยผู้เป็นป้าสะใภ้ถางวัชพืชอย่างแข็งขัน ขณะที่ทั้งสองกำลังลงแรงถอนรากถอนโคนหญ้าคาที่หยั่งรากลึก หลินซุ่ยฟางก็อดไม่ได้ที่จะระบายความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอก

"ตระกูลกู้ช่างเป็นฝูงหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่องเสียจริง!" หลินซุ่ยฟางสับจอบลงดินอย่างแรงราวกับเห็นดินเป็นหน้าของอดีตแม่สามีหลานสาว "หลายปีที่ผ่านมา พวกมันใช้งานเจ้าเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า ตื่นก่อนไก่หลับหลังสุนัข งานหนักในเรือนทุกอย่างล้วนตกเป็นของเจ้า สตรีตระกูลฟางของเราอุตส่าห์ก้มหน้าปรนนิบัติแม่ผัวอย่างซุนเจี่ยวอวี้ หวังเพียงให้กู้ฉางเฟิงสอบได้เป็นบัณฑิตมีหน้ามีตา ทว่าพอเจ้าลูกเนรคุณนั่นได้ดีมีชื่อเสียง พวกมันกลับถีบหัวส่งเจ้าอย่างไม่ไยดี หนำซ้ำยังกล้าป้ายสีสร้างเรื่องหย่าขาด ช่างหน้าหนาไร้ยางอายยิ่งนัก!"

เสียงหอบหายใจของหลินซุ่ยฟางดังประสานกับเสียงสับดิน นางแค่นเสียงหยัน "สวรรค์มีตา ขอให้พวกมันพบเจอแต่ความวิบัติ ชื่อเสียงบัณฑิตของกู้ฉางเฟิงที่แปดเปื้อนไปแล้ว ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะชูคอในหมู่บ้านได้อย่างไรอีก!"

ฟางเซวี่ยหนิงฟังคำด่าทออันเผ็ดร้อนของป้าสะใภ้แล้ว กลับรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางยิ้มบางๆ ขณะดึงรากหญ้ากำใหญ่ขึ้นมาจากดิน "ท่านป้าอย่าได้มีโทสะไปเลยเจ้าค่ะ โชคดีเสียอีกที่ข้าหลุดพ้นจากขุมนรกตระกูลกู้มาได้ นับแต่นี้ไป ข้าฟางเซวี่ยหนิง ขอเป็นนายของชีวิตตนเอง ไม่ต้องก้มหน้าทนรับอารมณ์ผู้ใดอีก แค่มีที่ดินสินเดิมผืนนี้ ข้าย่อมหาทางเลี้ยงชีพให้อยู่รอดได้อย่างสง่างามเจ้าค่ะ"

คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เด็ดเดี่ยวของหลานสาว ทำให้หลินซุ่ยฟางชะงักไปเล็กน้อย นางมองฟางเซวี่ยหนิงราวกับเห็นคนแปลกหน้า ทว่าก็เป็นความแปลกหน้าที่ทำให้นางรู้สึกเบาใจ หลานสาวของนางเติบโตและเข้มแข็งขึ้นแล้วจริงๆ

เมื่อแสงตะวันเริ่มแรงกล้าขึ้น การถางหญ้าก็เผยให้เห็นเนื้อแท้ของผืนดิน ฟางเซวี่ยหนิงทรุดตัวลงนั่งยองๆ นางใช้มือเปล่าโกยดินที่ถูกจอบสับขึ้นมา สัมผัสของมันแข็งกระด้างราวกับเศษหิน เมื่อลองบีบดู ดินก็แตกออกเป็นผงฝุ่นปลิวไปตามลม ไร้ซึ่งความเหนียวแน่นและความชุ่มชื้นโดยสิ้นเชิง

ดวงตาโภชนาการของนางทำงานอยู่เงียบๆ แถบสีเทาที่มองเห็นเมื่อคืน บัดนี้เมื่อได้สัมผัสของจริง นางก็ยิ่งตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา 'ดินตาย' อย่างสมบูรณ์ การจะฟื้นฟูดินผืนนี้ด้วยวิธีปกติของยุคสมัยนี้ ที่ต้องอาศัยการหมักปุ๋ยคอก ขี้เถ้าฟืน และใบไม้ผุ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานนับปี กว่าดินจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นเรื่องที่ชักช้าเกินไป

"ดินผืนนี้แข็งและแห้งแล้งนัก ถางหญ้าออกหมดแล้ว เจ้าคิดจะปลูกอันใดหรือหนิงเอ๋อร์" หลินซุ่ยฟางถามพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก

"ดินยังป่วยหนักอยู่เจ้าค่ะท่านป้า หากดันทุรังปลูกลงไปตอนนี้ เกรงว่าเมล็ดพันธุ์คงสูญเปล่า ข้าคงต้องหาวิธีปรับปรุงดินเสียก่อน" ฟางเซวี่ยหนิงตอบพลางทอดสายตามองผืนดินกว้าง นางมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในใจ พืชผักสีสันแปลกตาที่นางตั้งใจจะปลูก ล้วนต้องการสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หากดินไม่อำนวย แผนการค้าขายที่วาดฝันไว้ก็ไม่อาจเป็นจริง

เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง หลินซุ่ยฟางก็ขอตัวกลับไปเตรียมอาหารเย็นให้ครอบครัว ทิ้งให้ฟางเซวี่ยหนิงยืนอยู่ท่ามกลางแปลงดินที่เพิ่งถูกถางวัชพืชออกไปได้เพียงเสี้ยวเดียว สตรีร่างบางถอนหายใจยาว เสบียงที่เหลืออยู่ประทังชีวิตนางได้ไม่เกินสามวัน นางไม่มีเวลารอคอยให้ธรรมชาติฟื้นฟูดินด้วยตัวเองเป็นปีๆ นางต้องการปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ที่จะพลิกฟื้นดินเสื่อมโทรมนี้ให้กลับมามีชีวิตในเวลาอันสั้น

เมื่อความมืดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ฟางเซวี่ยหนิงกลับเข้ามาในเรือน นางจุดตะเกียงน้ำมัน นั่งขัดสมาธิลงบนเตียงไม้เก่าๆ แล้วหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดดิ่งลึกลงไปในจิตวิญญาณของตนเอง นางจำได้ดีถึงความรู้สึกประหลาดเมื่อครั้งที่ค้นพบ 'ดวงตาโภชนาการ' มันมีความเชื่อมโยงบางอย่างที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้นซ่อนอยู่ภายใน

จิตของนางดำดิ่งลงไป ท่ามกลางความเงียบสงบ นางสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานอันบริสุทธิ์และชุ่มฉ่ำที่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ เสียงหยดน้ำดังกังวานแผ่วเบา 'ติ๋ง... ติ๋ง...' ราวกับมีแหล่งน้ำเร้นลับกำลังส่งเสียงเรียกหานาง ประตูแห่งมิติส่วนตัวที่ซ่อนเร้นอยู่ กำลังรอคอยให้นางเปิดเข้าไปค้นพบความลับที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกชะตาชีวิตของดินผืนนี้!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: น้ำพุวารีพิสุทธิ์ หยาดน้ำแห่งชีวิต]**