ข้าวสารเน่าสองกระสอบกับชีวิตที่ถูกขาย

ในสายตาของพวกมัน...ข้าเป็นเพียงตัวถ่วงที่หมดประโยชน์แล้ว

แต่พวกมันไม่รู้ว่า ข้าพก "มิติ" จากโลกอนาคตติดตัวมาด้วย ภายในเต็มไปด้วยอาหาร ยารักษาโรค เมล็ดพันธุ์ และทรัพยากรล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนทั้งครอบครัว

จากหญิงสาวที่ถูกขายราวกับไร้ค่า ข้าค่อย ๆ สร้างฐานะ รักษาผู้คน และพลิกชะตาชีวิตของตนเอง จนผู้คนต่างยกย่องและแย่งกันเข้าหา

ส่วนญาติที่เคยขายข้าเพื่อผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย...

เมื่อถึงวันที่พวกมันหมดหนทาง กลับต้องพากันมาคุกเข่าต่อหน้าข้า อ้อนวอนให้ช่วยชีวิต ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อว่าข้าไม่มีวันลุกขึ้นได้อีก

เสียงทะเลาะวิวาทที่แหลมเสียดแก้วหูดังปลุกเจียงหว่านหนิงขึ้นมาจากความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ศีรษะของนางปวดราวกับจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงจนแทบขยับไม่ได้

“แค่ข้าวสารเน่าๆ สองกระสอบนี่น่ะหรือ? ฟู่สือเยี่ยน! เจ้าเห็นหลานสาวข้าเป็นแค่เศษผักในตลาดรึอย่างไร!” เสียงของสตรีผู้หนึ่งแผดลั่นด้วยความไม่พอใจ

“ป้าหลิน ท่านก็รู้ว่าปีนี้แล้งหนักเพียงใด ข้าวสารสองกระสอบนี้ข้าต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในป่าลึกถึงหามาได้ หากท่านไม่พอใจ ก็ถือว่าการตกลงนี้เป็นโมฆะ” เสียงบุรุษผู้ตอบกลับนั้นทุ้มต่ำและเยียบเย็น ไร้ซึ่งระลอกอารมณ์ใดๆ

เจียงหว่านหนิงพยายามฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งให้เปิดขึ้น ภาพที่ปรากฏคือห้องดินแคบๆ ผุพัง หลังคามุงจากมีรูโหว่จนเห็นแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมา สตรีร่างท้วมในชุดผ้าป่านสีหม่นกำลังยืนเท้าสะเอวชี้นิ้วไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง ส่วนข้างกายนางคือชายวัยกลางคนที่ดูซูบซีด กำลังลูบมือไปมาด้วยท่าทีประหนึ่งคนดีที่กำลังลำบากใจ

นางคือหลินชุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ของร่างนี้ และชายผู้นั้นคือเจียงต้าไห่ ลุงใหญ่ของนาง

ส่วนบุรุษร่างสูงที่ยืนสงบนิ่งดั่งภูผา เขาสวมชุดผ้าเนื้อหยาบเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้าน แผ่นหลังกว้างตั้งตรง ใบหน้าคมคายติดจะเย็นชา ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับจับจ้องมาที่นางอย่างประเมินค่า

ความทรงจำที่มิใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก... ภัยแล้งครั้งใหญ่ หมู่บ้านอดอยาก ผู้คนล้มตายดั่งใบไม้ร่วง บิดามารดาของเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตไปเมื่อครึ่งปีก่อน ทิ้งนางกับน้องชายวัยแปดขวบไว้ให้ตระกูลเจียงสายหลักดูแล แต่ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ เด็กกำพร้าสองคนไม่ต่างอะไรจากภาระ

และบัดนี้... ภาระเช่นนางกำลังจะถูกขายเพื่อแลกกับข้าวสารเน่าสองกระสอบ

“พี่ใหญ่ ท่านดูสิ! พรานฟู่ผู้นี้กดราคาพวกเราเกินไปแล้ว!” หลินชุ่ยเจียวหันไปโวยวายกับสามี

เจียงต้าไห่ถอนหายใจยาว แสร้งทำหน้าเศร้าสลด “ชุ่ยเจียว เจ้าก็ใจเย็นๆ เถอะ หว่านหนิงก็เหมือนลูกหลานเรา แต่ครอบครัวเราก็จะอดตายกันหมดแล้วนะ การให้นางไปมีชีวิตที่ดีกว่าก็นับเป็นวาสนาแล้ว”

ชีวิตที่ดีกว่า? เจียงหว่านหนิงแค่นเสียงในใจ สายตาของนางกวาดไปเห็นกระสอบป่านสองใบที่มุมห้อง ปากกระสอบที่เปิดอ้าเผยให้เห็นเมล็ดข้าวสีเหลืองคล้ำส่งกลิ่นอับชื้นจางๆ นี่น่ะหรือคือราคาชีวิตของนาง?

แล้วสายตาของนางก็พลันหยุดลงที่ร่างเล็กๆ ผอมแห้งซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้เก่าๆ เด็กชายเจียงอี้เฉิน น้องชายแท้ๆ ของนางกำลังมองมาด้วยแววตาหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทา ริมฝีปากแห้งแตกซีดขาว

ในวินาทีนั้นเอง ความสับสนและเจ็บปวดทั้งหมดของเจียงหว่านหนิงพลันมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวราวกับน้ำแข็งพันปี นางคือแพทย์ทหารหน่วยรบพิเศษจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การเอาชีวิตรอดคือสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก!

ตระกูลเจียงคือปลิงดูดเลือดที่ต้องรีบสลัดทิ้ง หากนางถูกขายไปคนเดียว อี้เฉินน้อยจะต้องถูกพวกมันทรมานจนตายอย่างไม่ต้องสงสัย!

นางกัดฟันใช้แรงทั้งหมดที่มีพยุงร่างที่โซเซให้ลุกขึ้นยืน ความเคลื่อนไหวของนางทำให้ทุกสายตาหันมาจับจ้อง

“อ้าว นังเด็กสารเลว ฟื้นขึ้นมาแล้วรึ!” หลินชุ่ยเจียวตวาดลั่น “ดีเลย! รีบเก็บของแล้วตามสามีเจ้าไปซะ!”

เจียงหว่านหนิงไม่สนใจเสียงเห่าหอนของนาง สายตาเย็นชาของนางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะคว้าท่อนฟืนขนาดเหมาะมือที่วางอยู่ข้างเตาขึ้นมาถือไว้แน่น ปลายไม้ชี้ตรงไปยังใบหน้าอ้วนกลมของหลินชุ่ยเจียว

“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!” ป้าสะใภ้ตกใจจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“ท่านป้าสะใภ้” เจียงหว่านหนิงเอ่ยขึ้น เสียงของนางแหบพร่าแต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจคุกคามที่น่าหวาดหวั่น “จะขายหลานสาวกินทั้งที อย่างน้อยก็น่าจะหาข้าวสารดีๆ มาแลกเปลี่ยนหน่อยมิใช่หรือ ข้าวสารเน่าสองกระสอบนี่ แม้แต่สุนัขบ้านเศรษฐียังเมินหน้าหนี”

“นังเด็กไม่รักดี! กล้าต่อปากต่อคำกับข้าเรอะ!” หลินชุ่ยเจียวหน้าเขียวหน้าแดงด้วยความโกรธ

“ข้าพูดความจริง” นางกล่าวเรียบๆ ก่อนจะหันไปทางเจียงต้าไห่ “ท่านลุงใหญ่ ในฐานะผู้นำตระกูล ท่านก็เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเช่นนี้ด้วยหรือเจ้าคะ การขายลูกหลานกินประทังชีวิตเยี่ยงนี้ หากบรรพบุรุษตระกูลเจียงล่วงรู้เข้า เกรงว่าคงลุกจากหลุมมาสาปแช่งพวกท่าน”

เจียงต้าไห่หน้าซีดเผือด อึกอักพูดไม่ออก เขาทำได้เพียงหลบสายตาที่คมกริบราวกับมีดของหลานสาว

เจียงหว่านหนิงไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนหน้าไหว้หลังหลอกอีกต่อไป นางหันไปเผชิญหน้ากับบุรุษเพียงคนเดียวที่กุมชะตาชีวิตของนางในขณะนี้ ฟู่สือเยี่ยน

นางสบตากับเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว “ท่านพรานฟู่ ท่านต้องการซื้อข้าไปเป็นภรรยาใช่หรือไม่”

ฟู่สือเยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเรียบเฉยปรากฏประกายความประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ “แม่ข้าป่วย น้องสาวก็ยังเล็ก ข้าต้องการคนไปช่วยดูแลงานบ้าน”

คำตอบของเขาตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม

“ดี!” เจียงหว่านหนิงกล่าวเสียงดังฟังชัด “ข้อตกลงนี้ข้าตกลง แต่ข้ามีเงื่อนไข”

“เจ้ากล้าตั้งเงื่อนไขอีกรึ!” หลินชุ่ยเจียวแทบจะกระโจนเข้ามา

แต่เจียงหว่านหนิงไม่แม้แต่จะปรายตามองนาง นางยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฟู่สือเยี่ยน “หากท่านต้องการตัวข้า ท่านต้องรับน้องชายของข้า เจียงอี้เฉิน ไปด้วย”

สิ้นคำพูดของนาง ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง

“เป็นไปไม่ได้!” หลินชุ่ยเจียวหวีดร้อง “เพิ่มมาอีกหนึ่งปากท้อง ใครจะไปเลี้ยงไหว! ข้อตกลงคือเจ้าคนเดียว!”

ฟู่สือเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่น มองไปยังเด็กชายผอมแห้งที่ยังคงตัวสั่นงันงกอยู่หลังเสา การพาคนเพิ่มอีกหนึ่งคนในยุคที่อาหารหายากยิ่งกว่าทองคำเช่นนี้ นับเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลา

เจียงหว่านหนิงเห็นความลังเลในแววตาของเขา นางจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ท่านพราน ท่านดูข้าให้ดี ข้าอาจจะดูผอมแห้งไปบ้าง แต่ข้าทำงานได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านงานเรือน หรือแม้แต่ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร ข้าก็ทำได้ทั้งสิ้น ส่วนน้องชายข้า แม้จะยังเล็ก แต่เขาก็เป็นเด็กดีว่าง่าย ขอเพียงมีข้าวกินประทังชีวิต เขาก็สามารถช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ได้”

นางหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวประโยคตัดสินชะตา “พวกเราสองคนพี่น้องอาจเป็นภาระในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ท่านจะได้คนทำงานเพิ่มถึงสองคน ข้ายืนยันได้ว่าพวกเราจะไม่เป็นตัวถ่วงของท่านเด็ดขาด แต่หากท่านทิ้งเขาไว้ที่นี่...ข้าขอตายอยู่ที่นี่เสียดีกว่าจะไปกับท่านเพียงลำพัง!”

นางกระชับท่อนฟืนในมือแน่นขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ

บรรยากาศในห้องพลันตึงเครียดถึงขีดสุด เจียงต้าไห่หน้าเสีย ส่วนหลินชุ่ยเจียวก็กำลังจะอ้าปากสาปแช่งอีกครั้ง

ทว่าฟู่สือเยี่ยนกลับยกมือขึ้นห้ามไว้ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเจียงหว่านหนิง ดวงตาที่แม้จะอยู่ในร่างของเด็กสาวผอมโซ แต่กลับฉายแววของความทรหดอดทนและสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา นางไม่ได้อ้อนวอน ไม่ได้ร้องไห้ แต่กลับใช้ไหวพริบเจรจาต่อรองอย่างเยือกเย็น สตรีเช่นนี้... ไม่ใช่คนที่จะยอมอดตายง่ายๆ แน่

ในที่สุด เขาก็พยักหน้าช้าๆ เอ่ยคำที่ทำให้หัวใจของเจียงหว่านหนิงคลายลง “ตกลง”

เพียงคำเดียวสั้นๆ แต่หนักแน่นดั่งขุนเขา

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป คว้ากระสอบข้าวสารสองใบโยนไปกองแทบเท้าของเจียงต้าไห่ เสียงกระสอบตกกระทบพื้นดินดัง ‘ตุ้บ’ เป็นสัญญาณของการซื้อขายที่เสร็จสมบูรณ์

“ไปกันได้แล้ว” ฟู่สือเยี่ยนหันหลังให้ตระกูลเจียง กล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม

เจียงหว่านหนิงทิ้งท่อนฟืนในมือลงทันที นางรีบเดินไปจูงมือน้องชายที่ยังคงอยู่ในอาการตื่นตระหนก “อาเฉิน ไม่ต้องกลัว พี่สาวอยู่นี่แล้ว ไปกับพี่นะ”

เด็กชายพยักหน้ารับคำเบาๆ ดวงตาคู่โตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแต่ก็มิได้ร้องไห้ออกมา เขาปล่อยให้พี่สาวจูงมือเดินตามหลังบุรุษแปลกหน้าออกจากบ้านที่เคยอาศัยอยู่

ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู เสียงแหลมสูงอันเกรี้ยวกราดของหลินชุ่ยเจียวก็ดังไล่หลังมา “นังเด็กอกตัญญู! ไปแล้วก็อย่าซมซานกลับมาขอข้าวข้ากินตอนที่ผัวเจ้าปล่อยให้อดตายล่ะ!”

ก่อนที่เจียงหว่านหนิงจะได้ทันตอกกลับ ร่างสูงใหญ่ของฟู่สือเยี่ยนที่เดินนำหน้ากลับหยุดชะงักลงกะทันหัน เขาหันขวับกลับมา บรรยากาศรอบกายพลันหนาวสะท้านลงหลายส่วน ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังหลินชุ่ยเจียวดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองเหยื่อ

น้ำเสียงของเขาต่ำและอันตรายยิ่งกว่าครั้งใด “พูดอีกคำสิ”

คำขู่ที่ไม่ได้เปล่งเสียงออกมานั้นทรงพลังยิ่งกว่าการตะคอกใดๆ หลินชุ่ยเจียวพลันตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีปีศาจ นางรีบหุบปากฉับ ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก

ฟู่สือเยี่ยนแค่นเสียงเย็นชาในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามองอีก เจียงหว่านหนิงกระชับมือน้องชายแน่นขึ้น พาร่างเล็กๆ ของเขาก้าวข้ามธรณีประตูนั้น...ทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลัง เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมใหม่ที่ยังไม่อาจคาดเดาได้