ความลับในวิญญาณ มิติแห่งอนาคต
รัตติกาลโรยตัวปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็ว ความมืดมิดกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เหลือเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่สาดส่องลงมาตามช่องใบไม้ ก่อเกิดเป็นเงาตะคุ่มน่าพรั่นพรึงบนพื้นดิน เจียงหว่านหนิงกระชับมือน้อยๆ ของเจียงอี้เฉินแน่นขึ้น พาน้องชายเดินตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ของฟู่สือเยี่ยนไปอย่างเงียบงัน
เสียงฝีเท้าของคนสามคนและเสียงลมหวีดหวิวผ่านพงไพรคือสิ่งเดียวที่ทำลายความเงียบสงัดนี้
หลังจากเดินลึกเข้ามาในป่าได้ราวหนึ่งเค่อ* (*ประมาณ 15 นาที) ฟู่สือเยี่ยนก็หยุดฝีเท้าลงที่ลานดินเล็กๆ ข้างลำธารที่แห้งขอดสายหนึ่ง ที่นั่นมีหญิงชราท่าทางอ่อนเพลียและเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันั่งรออยู่ข้างกองไฟที่เพิ่งถูกจุดขึ้นอย่างหงอยเหงา
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว” ฟู่สือเยี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ พลางวางสัมภาระลงพื้น
หญิงชราผู้นั้นคือซุนหลิวฟาง มารดาของเขา นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่อิดโรยฉายแววเป็นห่วง ก่อนจะเบนสายตามายังเด็กสาวและเด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตรชายของตน “นี่คือ...”
“ภรรยาของข้า เจียงหว่านหนิง และน้องชายของนาง เจียงอี้เฉิน” เขาแนะนำสั้นๆ ไร้ซึ่งอารัมภบทใดๆ
ซุนหลิวฟางพยักหน้ารับรู้ช้าๆ สายตาของนางกวาดมองเด็กทั้งสองด้วยความเวทนา สภาพมอมแมมและรอยฟกช้ำจางๆ บนใบหน้าของเจียงหว่านหนิงไม่ได้รอดพ้นสายตาของนางไปได้ “เดินทางมาเหนื่อยๆ นั่งพักก่อนเถิด”
เด็กสาวที่นั่งข้างๆ คือฟู่ชิวเยว่ น้องสาวของฟู่สือเยี่ยน นางมองมายังเจียงหว่านหนิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะขยับกายเว้นที่ว่างให้
“พี่สะใภ้ เชิญนั่งเจ้าค่ะ”
เจียงหว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อย พาน้องชายนั่งลงข้างกองไฟ ความอบอุ่นช่วยขับไล่ความหนาวเย็นยามค่ำคืนไปได้บ้าง นางเหลือบมองไปทางด้านหลังตามสัญชาตญาณ ในความมืดสลัวไกลออกไป นางเห็นเงาคนหลายร่างเคลื่อนไหววูบวาบอยู่หลังแนวต้นไม้ แม้จะมองไม่ชัด แต่ก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นคนของตระกูลเจียง พวกมันกำลังตามมาจริงๆ!
นางแค่นเสียงเย็นในใจ คิดจะเกาะกินบุญบารมีของตระกูลฟู่งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!
ฟู่สือเยี่ยนไม่ได้สนใจการมาถึงของนางมากไปกว่านั้น เขาหยิบเอาเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งออกจากห่อสัมภาระ ฉีกแบ่งให้มารดาและน้องสาว ก่อนจะยื่นชิ้นที่เล็กที่สุดส่งให้เจียงหว่านหนิง “กินเสีย จะได้มีแรงเดินทางต่อ”
เจียงหว่านหนิงรับมาโดยไม่กล่าววาจา นางแบ่งครึ่งหนึ่งให้น้องชายที่กำลังมองตาแป๋ว “อาเฉิน กินสิ”
เด็กชายรับไปเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างหิวโหย การเดินทางและการเผชิญหน้ากับเรื่องน่าหวาดกลัวมาทั้งวันทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงไปมาก
เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท ทุกคนต่างล้มตัวลงนอนเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่นอนหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย เหลือเพียงฟู่สือเยี่ยนที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่หลับตาพักผ่อน แต่ยังคงความระแวดระวังภัยรอบกายอยู่เสมอ
เจียงหว่านหนิงนอนกอดน้องชายไว้แนบอก นางรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา เด็กน้อยเริ่มตัวรุมๆ เพราะบาดแผลที่ขาซึ่งถูกเศษไม้บาดเมื่อหลายวันก่อนและไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ ส่วนแขนของนางเองก็ปวดหนึบจากรอยแผลที่ถูกหลินชุ่ยเจียวหยิกข่วนจนเป็นแผลถลอก
‘ไม่ได้การ หากปล่อยให้แผลติดเชื้อในยุคที่ขาดแคลนยาเช่นนี้ เรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้’
นางหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ ในชาติก่อน...นางมีความสามารถพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันคือ ‘มิติ’ พื้นที่ส่วนตัวที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของนาง ไม่ว่านางจะไปที่ไหน มิตินี้ก็จะติดตามไปด้วยเสมอ...แล้วตอนนี้เล่า? มันจะยังอยู่หรือไม่?
เจียงหว่านหนิงเพ่งจิตไปที่ความว่างเปล่าในห้วงคำนึง พลันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด! จิตของนางราวกับถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์แห่งแสง ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นในสถานที่อันคุ้นเคย
เบื้องหน้าคือโกดังสินค้าขนาดมหึมาที่จัดเรียงชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ บนชั้นเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้จากยุคสมัยของนาง ทั้งอาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสารบรรจุถุงสุญญากาศ ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง
นางรีบเคลื่อนจิตไปยังอีกฟากหนึ่งของโกดัง ที่นั่นคือ ‘ห้องยา’ ที่มีลักษณะคล้ายร้านขายยาขนาดเล็ก ตู้กระจกใสบรรจุยาแผนปัจจุบันหลากหลายชนิด ตั้งแต่ยาแก้ปวดลดไข้ไปจนถึงยาปฏิชีวนะและอุปกรณ์ทำแผลที่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี
‘ยังอยู่! มันตามข้ามาด้วยจริงๆ!’ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความยินดีระคนตื่นเต้น
นางไม่รอช้า จิตของนางพุ่งตรงไปยังชั้นวางยาปฏิชีวะนะและเวชภัณฑ์ทำแผล นางรู้ดีว่าทรัพยากรเหล่านี้มีจำกัด ใช้แล้วหมดไป ต้องใช้อย่างประหยัดที่สุด นางหยิบเพียงยาผงแก้อักเสบชนิดโรยแผลหนึ่งขวดเล็ก น้ำเกลือล้างแผลขวดจิ๋ว ผ้าก๊อซปลอดเชื้อ และพลาสเตอร์ปิดแผลสองสามชิ้น
ก่อนจะออกจากมิติ สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นแอ่งน้ำเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของพื้นที่ นี่คือ ‘น้ำพุวิญญาณ’ ที่นางค้นพบในภายหลัง น้ำจากที่นี่ไม่เพียงแต่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ยังมีพลังในการฟื้นฟูร่างกายและบรรเทาความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าอัศจรรย์
นางใช้ความคิดควบคุมภาชนะในมิติ ตักน้ำจากบ่อวิญญาณขึ้นมาส่วนหนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับคืนสู่ร่างในโลกปัจจุบัน
ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมและเสียงหายใจสม่ำเสมอของคนที่หลับใหล ในมือของนางปรากฏขวดยาและอุปกรณ์ทำแผลที่นำออกมาจากมิติราวกับ变戏法 (เปี้ยนซี่ฝ่า - การแสดงมายากล)
นางค่อยๆ ขยับตัวอย่างเงียบกริบที่สุด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องให้เห็นบาดแผลบนหน้าแข้งของเจียงอี้เฉินที่เริ่มบวมแดง นางเปิดขวดน้ำเกลือ ค่อยๆ ชำระล้างบาดแผลอย่างแผ่วเบาที่สุดเพื่อไม่ให้เด็กชายตื่น
เจียงอี้เฉินขมวดคิ้ว ขยับตัวเล็กน้อยในนิทรา เจียงหว่านหนิงจึงรีบหยุดมือ รอจนเขาสงบลงอีกครั้งจึงค่อยๆ โรยยาผงแก้อักเสบลงบนแผล ก่อนจะใช้ผ้าก๊อซและพลาสเตอร์ปิดทับไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงจัดการกับแผลของตนเองบ้าง ความรู้สึกเย็นสบายจากยาช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้เป็นอย่างดี
เมื่อจัดการเรื่องบาดแผลเสร็จสิ้น สายตาของนางก็จับจ้องไปยังกระบอกน้ำไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างกายของฟู่สือเยี่ยน เขายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แสดงว่ากำลังหลับลึก
นางครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจหยิบน้ำจากบ่อวิญญาณส่วนที่เหลือที่นำออกมาด้วย ค่อยๆ เปิดจุกกระบอกน้ำของเขา แล้วเทน้ำวิญญาณผสมลงไปจนเต็ม
‘ข้าไม่ใช่คนที่จะรับของใครเปล่าๆ’ นางคิดในใจ ‘นี่ถือเป็นการตอบแทนค่าเนื้อแห้ง และเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต อย่างน้อยที่สุด คนผู้นี้คือปราการเดียวที่คุ้มครองข้ากับน้องชายในตอนนี้ เขาต้องแข็งแรงอยู่เสมอ’
นางปิดจุกกระบอกน้ำแล้ววางกลับที่เดิมอย่างเงียบเชียบ ทุกการกระทำของนางเบาหวิวราวกับขนนก ทว่า...
แกรบ!
เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง!
เจียงหว่านหนิงตัวแข็งทื่อในทันที! หัวใจของนางหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม มือที่ยังกำขวดยาเปล่าอยู่สั่นเทาเล็กน้อย นางค่อยๆ หันขวับไปมองยังต้นเสียง...
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนนิ่งทอดมองมาที่นาง ดวงตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงจันทร์วาววับ...เป็นฟู่สือเยี่ยนที่ลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็สุดจะหยั่งรู้