ก้าวแรกแห่งการอพยพ ปลิงที่สลัดไม่หลุด
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว เงาร่างสูงใหญ่ของฟู่สือเยี่ยนยืนนิ่งทอดมองมาที่นาง ดวงตาคมกริบคู่นั้นสะท้อนแสงจันทร์วาววับ...เขาตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เจียงหว่านหนิงหัวใจเต้นระรัว มือที่กำขวดยาเปล่าอยู่เกร็งแน่น นางบังคับตนเองให้สงบเยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การลนลานคือหนทางสู่ความพินาศ
"ข้า...เห็นท่านท่าทางเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงนำสมุนไพรบำรุงกำลังที่ติดตัวมาผสมน้ำให้ท่านดื่ม" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด พยายามซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง "หวังว่าท่านจะไม่ถือสา"
นางเลือกที่จะเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะเสแสร้งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ฟู่สือเยี่ยนยังคงนิ่งเงียบ สายตาของเขามิได้จับจ้องที่ขวดในมือนาง แต่กลับมองลึกลงไปในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความจริงในนั้น บรรยากาศกดดันจนน่าอึดอัด เจียงหว่านหนิงรู้สึกราวกับถูกพญาเหยี่ยวจับจ้อง เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมที่ฝ่ามือ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งซึ่งยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ เขาก็ละสายตาไป พยักหน้าเบาๆ ครั้งหนึ่ง เอ่ยเพียงคำเดียว "อืม"
สิ้นเสียงนั้น เขาก็เอนกายพิงต้นไม้ใหญ่และหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพฝัน
เจียงหว่านหนิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรีบเก็บขวดยาเข้ามิติอย่างรวดเร็วและแนบเนียน แล้วกลับไปนั่งข้างน้องชายเงียบๆ ค่ำคืนนี้...นางคงมิอาจข่มตาหลับลงได้อีกแล้ว
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเสียงไก่ขันจากบ้านหลังสุดท้ายที่ยังพอมีชีวิตเหลือรอด ท้องฟ้าเริ่มสาง แสงสีเทาหม่นสาดส่องลงมายังหมู่บ้านผิงกู่ที่บัดนี้ไม่ต่างจากหมู่บ้านร้าง ผู้คนเริ่มทยอยเก็บข้าวของเท่าที่พอจะหอบหิ้วไหว ใบหน้าทุกคนฉาบไปด้วยความสิ้นหวังและความไม่แน่นอนต่ออนาคต
"ชิวเยว่ ประคองข้าที" ซุนหลิวฟางพยายามยันกายลุกขึ้น ใบหน้านางยังคงซีดเซียว แต่ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อย อาจเป็นเพราะน้ำวิญญาณที่เจียงหว่านหนิงแอบผสมให้เมื่อคืน
"เจ้าค่ะ ท่านแม่" ฟู่ชิวเยว่รีบเข้าไปประคองมารดาอย่างแข็งขัน
เจียงหว่านหนิงยื่นหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อวานให้น้องชาย "อี้เฉิน กินเสีย จะได้มีแรงเดินทาง"
เด็กชายรับมาและกัดกินอย่างว่าง่าย ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัว ขบวนของตระกูลเจียงก็เดินเข้ามาสมทบอย่างจงใจ เจียงต้าไห่เดินนำหน้า ตามด้วยหลินชุ่ยเจียวและคนอื่นๆ พวกเขายืนปักหลักอยู่ไม่ห่างจากครอบครัวฟู่ ประหนึ่งประกาศเจตนาชัดเจนว่าจะขอเกาะติดไปด้วย
ฟู่สือเยี่ยนเพียงปรายตามองอย่างเย็นชาคราหนึ่ง ก่อนจะหันไปสะพายคันธนูและมีดล่าสัตว์เตรียมพร้อมออกเดินทาง เขาไม่เอ่ยสิ่งใด แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาก็ทำให้คนของตระกูลเจียงไม่กล้าเข้ามาใกล้จนเกินไป
เมื่อผู้ใหญ่บ้านให้สัญญาณ ขบวนผู้อพยพที่ยาวเหยียดก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านที่เคยเป็นบ้านเกิดมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ที่พวกเขาหวังว่าจะมีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์กว่ารออยู่
เส้นทางนั้นยากลำบากกว่าที่คิด พื้นดินแห้งแตกระแหง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบอบอวลทุกย่างก้าว แสงแดดแผดเผาราวกับจะสูบทุกหยาดหยดของพลังชีวิตไปให้สิ้น หลายคนเริ่มเดินโซซัดโซเซเพราะความอ่อนเพลียและความหิวกระหาย
ซุนหลิวฟางมีร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม เดินได้ไม่นานก็เริ่มหายใจหอบถี่ หน้าซีดเผือด ฟู่ชิวเยว่ต้องคอยประคองมารดาอย่างสุดกำลัง
"ท่านแม่ ดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ" เจียงหว่านหนิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปหา นางเปิดจุกกระบอกน้ำไม้ไผ่ของตนเองแล้วยื่นให้ซุนหลิวฟางอย่างเป็นห่วง
ซุนหลิวฟางมองนางด้วยความเกรงใจ แต่ก็รับมาจิบเพียงเล็กน้อยพอให้ชุ่มคอ "ขอบใจเจ้ามาก หว่านหนิง"
ทว่าภาพนั้นกลับตกอยู่ในสายตาของหลินชุ่ยเจียวที่เดินตามมาติดๆ นางมองกระบอกน้ำในมือเจียงหว่านหนิงด้วยดวงตาเป็นประกายโลภ นางเร่งฝีเท้าเข้ามาหาทันที
"โอ้...ท่านแม่สามีของหว่านหนิง ท่านดูท่าทางอ่อนเพลียนะ" หลินชุ่ยเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง พลางปาดเหงื่อบนหน้าผากอย่างเสแสร้ง "พวกเราก็เช่นกัน เดินทางมาตั้งไกล ช่างหิวกระหายเหลือเกิน"
ซุนหลิวฟางเป็นคนจิตใจดี แม้จะไม่ชอบใจสะใภ้รองของตระกูลเจียงผู้นี้เท่าใดนัก แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายร้องขอซึ่งหน้าก็อดที่จะลังเลไม่ได้ นางกำลังจะเอ่ยปาก...
"ป้าสะใภ้รอง" เสียงใสทว่าเย็นเยียบของเจียงหว่านหนิงดังขัดขึ้นมาเสียก่อน "น้ำในกระบอกนี้เป็นของตระกูลฟู่ ไม่ใช่ของตระกูลเจียง"
หลินชุ่ยเจียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถลึงตาใส่เจียงหว่านหนิง "เจ้าเด็กไร้มารยาท! พูดจาอันใดของเจ้า! ข้าเป็นผู้อาวุโสของเจ้า พูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร? แค่น้ำเล็กๆ น้อยๆ จะใจดำไปถึงไหนกัน!"
"ผู้อาวุโสหรือ?" เจียงหว่านหนิงแค่นยิ้มมุมปาก ดวงตาของนางฉายแววเย็นชา "วันที่ท่านกับท่านลุงใหญ่ขายข้าแลกกับเสบียงเพียงหยิบมือ ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับตระกูลเจียงก็ขาดสะบั้นลงแล้ว ตอนนี้ข้าคือคนของตระกูลฟู่ ส่วนท่านคือคนนอก"
คำพูดของนางดังชัดเจนจนผู้อพยพที่เดินอยู่ใกล้ๆ หันมามองเป็นตาเดียว ใบหน้าของหลินชุ่ยเจียวพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับเขียวด้วยความอับอายและโกรธจัด
"เจ้า! นางเด็กอกตัญญู!" หลินชุ่ยเจียวชี้นิ้วสั่นเทามาที่นาง "ข้าเลี้ยงดูเจ้ามานะ! แค่น้ำ一口 (หนึ่งคำ) ก็ให้กันไม่ได้รึ!"
"เลี้ยงดู?" เจียงหว่านหนิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "ข้าจำได้แต่ว่าตั้งแต่บิดามารดาข้าจากไป ข้ากับน้องชายก็ทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าแลกกับเศษอาหารประทังชีวิต ท่านเคยให้ความเมตตาพวกเราบ้างหรือไม่? บัดนี้ท่านแม่สามีของข้าร่างกายอ่อนแอ ต้องการน้ำเพื่อประคองชีวิต แต่ท่านกลับจะมาช่วงชิงไปหน้าตาเฉย นี่หรือคือสิ่งที่ผู้อาวุโสพึงกระทำ?"
"เจ้า...เจ้า!" หลินชุ่ยเจียวอับจนถ้อยคำ นางไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสู้คน จะกล้าต่อปากต่อคำกับนางฉะฉานถึงเพียงนี้
ซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ในใจของซุนหลิวฟางนั้นทั้งรู้สึกสะใจและประทับใจในเวลาเดียวกัน นางไม่เคยคิดเลยว่าสะใภ้ที่ซื้อมาด้วยข้าวสารสองกระสอบจะกล้าหาญและปกป้องนางได้ถึงเพียงนี้ ส่วนฟู่ชิวเยว่นั้นมองพี่สะใภ้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง
"น้ำทุกหยดในยามนี้มีค่าดั่งทอง" เจียงหว่านหนิงกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "หากตระกูลเจียงของท่านมีน้ำเหลือเฟือ ก็ควรแบ่งปันให้คนอื่น ไม่ใช่มาเที่ยวขอจากครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้นเช่นเรา หากไม่มี...ก็ควรจัดการคนของท่านให้ดี แทนที่จะมาเป็นปลิงดูดเลือดผู้อื่นเช่นนี้!"
"นางเด็กปากกล้า!" หลินชุ่ยเจียวกรีดร้องออกมาด้วยความเดือดดาล แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบเย็นเยียบของฟู่สือเยี่ยนที่หันกลับมามอง นางก็พลันเสียงอ่อยลงทันที ความกลัวฉายชัดขึ้นมาในแววตา
นางรู้ดีว่าพรานป่าผู้นี้ไม่ใช่คนที่นางจะหาเรื่องได้ง่ายๆ สุดท้ายจึงทำได้เพียงกัดฟันกรอด สะบัดหน้าหนีกลับไปรวมกลุ่มกับครอบครัวของตน ทิ้งท้ายด้วยคำอาฆาตแผ่วเบา "ข้าจะคอยดู ว่าพวกเจ้าจะไปได้ไกลสักแค่ไหน!"
เมื่อปลิงตัวใหญ่ล่าถอยไปแล้ว เจียงหว่านหนิงจึงหันกลับมาหาซุนหลิวฟาง ปรับสีหน้าเป็นอ่อนโยนดังเดิม "ท่านแม่ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ"
ซุนหลิวฟางจับมือนางเบาๆ ดวงตาฉายแววเอ็นดูอย่างไม่ปิดบัง "ขอบใจเจ้ามาก...หว่านหนิง ลำบากเจ้าแล้ว"
คำพูดเรียบง่ายเพียงไม่กี่คำ กลับทำให้หัวใจของเจียงหว่านหนิงอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คือความรู้สึกของ 'ครอบครัว' ที่นางโหยหามาตลอดชีวิต
การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ทว่าสายตาที่ซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่มองมายังเจียงหว่านหนิงนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ในฐานะสะใภ้ที่ซื้อมา แต่เป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวฟู่โดยสมบูรณ์
ขบวนผู้อพยพเดินต่อไปอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาเบื้องหน้า ความมืดเริ่มโรยตัวเข้ามาปกคลุมผืนป่ารกชัฏสองข้างทาง เสียงแมลงกลางคืนเริ่มกรีดร้องประสานเสียงกันวังเวง
พลันนั้น ฟู่สือเยี่ยนที่เดินนำหน้าอยู่ก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดชะงัก!
เบื้องหน้าของพวกเขา ห่างออกไปไม่ถึงครึ่งลี้ ปรากฏทางแยกสองทาง ทางหนึ่งทอดลึกลงไปในหุบเขาที่มืดมิดและเงียบสงัดผิดปกติ อีกทางหนึ่งเป็นทางชันขึ้นสู่เนินเขาที่เต็มไปด้วยโขดหินแหลมคม และบนพื้นดินตรงกลางทางแยกนั้น...มีรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนเหยียบย่ำปะปนกันไปมาอย่างสับสน