ไข้ป่าและยารักษา

เสียงโห่ร้องก่นด่าและเสียงทุบตีอันหนักหน่วงค่อยๆ แผ่วเบาลงในสายลมที่แห้งแล้ง แต่ความตึงเครียดกลับยังคงจับตัวหนาแน่นอยู่ในอากาศ คล้ายเมฆทะมึนที่รอวันกลั่นตัวเป็นพายุฝน

ณ ที่พักของตระกูลฟู่ ความวุ่นวายภายนอกราวกับเป็นเพียงฉากละครที่จบลงแล้ว เจียงหว่านหนิงเก็บถ้วยโจ๊กที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปจัดแจงสัมภาระที่เหลืออยู่น้อยนิดให้เป็นระเบียบ นางเคลื่อนไหวอย่างสงบเยือกเย็น สวนทางกับบรรยากาศโดยรอบอย่างสิ้นเชิง

ฟู่สือเยี่ยนมิได้กล่าววาจาใด เขาเพียงจับจ้องแผ่นหลังของภรรยาที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน ในใจยังคงประหวัดถึงแผนการอันแยบยลที่เพิ่งคลี่คลายไป สตรีผู้นี้...นางทั้งหลักแหลมและเด็ดขาดยิ่งนัก ความรู้สึกชื่นชมและยำเกรงผสมปนเปกันจนยากจะแยกแยะ

ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน

“แค่ก...แค่กๆ!”

เสียงไออย่างรุนแรงดังมาจากร่างของซุนหลิวฟางที่นอนพักอยู่บนแคร่ไม้ซอมซ่อ ร่างของนางสั่นสะท้านราวกับลูกนกในลมหนาว ใบหน้าซีดเซียวพลันแดงก่ำขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ

“ท่านแม่!” ฟู่สือเยี่ยนปราดเข้าไปประคองร่างมารดาด้วยความตระหนก มือหนาสัมผัสหน้าผากของนางแล้วต้องชักกลับด้วยความตกใจ “ตัวร้อนราวกับไฟ! ท่านแม่ เป็นอะไรไปขอรับ!”

เจียงหว่านหนิงรีบเข้ามาดูอาการทันที นางวางหลังมือแตะหน้าผากของแม่สามี ขมวดคิ้วแน่น ผิวหนังร้อนจัดจนน่ากลัว เหงื่อกาฬไหลซึมทั้งที่ร่างสั่นเทา ริมฝีปากแห้งแตกและเริ่มพึมพำถ้อยคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์

“ไข้ป่า...” นางพึมพำเสียงเบา นี่คืออาการของไข้มาลาเรียหรือการติดเชื้อรุนแรงบางอย่างที่พบบ่อยในเส้นทางอพยพอันแร้นแค้น หากปล่อยไว้...ถึงตายได้ง่ายๆ

“ไข้ป่างั้นรึ!” ฟู่สือเยี่ยนหน้าถอดสี “ต้องรีบไปหาสมุนไพรลดไข้! ข้าจะเข้าป่าเดี๋ยวนี้!”

“ไม่ทันการณ์” เจียงหว่านหนิงกล่าวขัดอย่างเด็ดขาด สายตาของนางแน่วแน่ “สมุนไพรทั่วไปใช้เวลาต้มนาน ทั้งยังอาจได้ผลช้าเกินไป อาการของท่านแม่ทรุดหนักรวดเร็วปานนี้ รอไม่ได้แม้แต่ชั่วยามเดียว”

ความสิ้นหวังฉายชัดในแววตาของบุรุษผู้เข้มแข็ง “แล้ว...แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?” เขาถามเสียงสั่นเทา ความกตัญญูทำให้เขากลายเป็นเพียงบุตรชายที่หวาดกลัวจะสูญเสียมารดาไป

เจียงหว่านหนิงสูดลมหายใจลึก นางรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างเกราะกำบังให้กับความลับของตนเอง

“ตอนที่ข้าออกไปหาของป่าเมื่อหลายวันก่อน ข้าพบกับพ่อค้าเร่ผู้หนึ่งโดยบังเอิญ เขาไม่ใช่คนในขบวนเรา” นางเริ่มเล่าเรื่องที่เตรียมไว้อย่างใจเย็น “เขาบอกว่ามียาดีจากแดนไกล เป็นยาวิเศษที่รักษาได้สารพัดโรค โดยเฉพาะไข้หนักที่เกิดขึ้นกลางป่ากลางเขา”

ฟู่สือเยี่ยนเบิกตากว้าง “แล้วเจ้า...?”

“ข้าใช้เงินอีแปะสองสามเหรียญสุดท้ายที่เรามี แลกยานั้นมาหนึ่งเม็ด” เจียงหว่านหนิงกล่าวต่อ พลางแสร้งทำสีหน้าไม่แน่ใจ “ตอนนั้นเพียงคิดว่าซื้อเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน ไม่คิดว่าจะต้องใช้จริงๆ เร็วถึงเพียงนี้”

นี่คือข้ออ้างที่นางต้องสร้างขึ้น ‘พ่อค้าเร่ลึกลับ’ จะกลายเป็นที่มาของทุกสิ่งมหัศจรรย์ที่นางจะนำออกมาจากมิติในอนาคต มันเป็นเรื่องที่พอจะรับฟังได้ในยุคสมัยที่การเดินทางยังเต็มไปด้วยเรื่องราวแปลกประหลาดและผู้คนลึกลับ

“ยา...ยาวิเศษ?” ฟู่สือเยี่ยนทวนคำอย่างมีความหวังระคนสงสัย “มันจะใช้ได้ผลจริงหรือ?”

“ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” เจียงหว่านหนิงตอบกลับทันควัน “ท่านพี่ไปต้มน้ำร้อนมาให้ข้าถ้วยหนึ่ง ข้าจะไปเอายามา”

ความเด็ดขาดในน้ำเสียงของนางทำให้ฟู่สือเยี่ยนไม่มีทางเลือกอื่น เขาพยักหน้ารับแล้วรีบหันไปจัดการก่อไฟต้มน้ำทันที

เมื่อได้โอกาสอยู่ตามลำพังชั่วครู่ เจียงหว่านหนิงแสร้งทำเป็นก้มลงค้นหาของในห่อผ้าของตนเอง มือข้างหนึ่งบังสายตาคนอื่นไว้ ขณะที่จิตของนางจมดิ่งลงสู่มิติส่วนตัวอย่างรวดเร็ว

ใน ‘ห้องยาอนาคต’ ชั้นวางยาเรียงรายเป็นระเบียบ นางไม่ลังเลที่จะหยิบยาพาราเซตามอลลดไข้ชนิดเม็ด และยาปฏิชีวนะอะม็อกซีซิลลินอย่างละหนึ่งเม็ดออกมา ทั้งสองเป็นยาพื้นฐานแต่ทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งสำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียและลดไข้

นางกำเม็ดยาสีขาวเล็กๆ ทั้งสองไว้ในฝ่ามือ แล้วกลับออกมาจากมิติในชั่วพริบตาเดียวกับที่ฟู่สือเยี่ยนนำถ้วยน้ำร้อนกลับมาพอดี

“ยาอยู่นี่แล้ว” นางเปิดฝ่ามือออก เผยให้เห็นเม็ดยาสีขาวสองเม็ดที่ดูแตกต่างจากยาลูกกลอนสีดำคล้ำที่คนทั่วไปคุ้นเคย

ฟู่สือเยี่ยนมองมันด้วยความประหลาดใจ แต่ความกังวลที่มีต่อมารดาทำให้เขามิได้ซักถามอะไรอีก “รีบป้อนท่านแม่เถิด”

เจียงหว่านหนิงพยักหน้า นางประคองศีรษะของซุนหลิวฟางขึ้นอย่างนุ่มนวล ค่อยๆ ป้อนยาเข้าปากนาง แล้วจึงตามด้วยน้ำอุ่น ซุนหลิวฟางที่อยู่ในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่นกลืนยาทั้งสองลงคอไปอย่างยากลำบากก่อนจะฟุบหลับไปด้วยความอ่อนเพลียอีกครั้ง

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามที่ยาวนานราวกับชั่วชีวิต ฟู่สือเยี่ยนนั่งไม่ติดที่ เขาคอยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้มารดาไม่หยุด ขณะที่เจียงหว่านหนิงนั่งนิ่งๆ คอยสังเกตอาการอยู่ข้างๆ

และแล้วปาฏิหาริย์ก็บังเกิด!

“เหงื่อ...ท่านแม่เหงื่อออกแล้ว!” ฟู่สือเยี่ยนร้องออกมาอย่างตื่นเต้น

ร่างของซุนหลิวฟางที่เคยสั่นเทา บัดนี้กลับนิ่งสงบลง เหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและลำคอ เจียงหว่านหนิงเอื้อมมือไปแตะหน้าผากนางอีกครั้ง...ความร้อนที่เคยสูงจัด บัดนี้ลดลงจนเกือบเป็นปกติแล้ว!

“ไข้ลดแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

ฟู่สือเยี่ยนทรุดตัวลงนั่งข้างแคร่ราวกับหมดแรง ดวงตาที่แข็งกร้าวดุจเหยี่ยวของเขา บัดนี้กลับมีหยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมา เขามองภรรยาของตนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง “หว่านหนิง...ข้า...ข้าขอบคุณเจ้า ขอบคุณเจ้าจริงๆ”

ยาจากอนาคตช่างทรงอานุภาพนัก มันทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเกินกว่าที่ผู้คนในยุคนี้จะจินตนาการได้

ในขณะที่ครอบครัวฟู่กำลังเปี่ยมล้นด้วยความโล่งใจ ห่างออกไปไม่ไกลนัก ณ ที่พักพิงชั่วคราวของตระกูลเจียงที่ถูกขับไล่ออกมา บรรยากาศกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

เจียงต้าไห่และหลินชุ่ยเจียวนอน стонаng อยู่บนพื้นดิน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ สายตาของผู้คนในขบวนที่มองมาล้วนเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

เจียงรุ่ย บุตรสาวของพวกเขานั่งกอดเข่าอยู่มุมหนึ่ง นางไม่ได้สนใจบิดามารดาที่บาดเจ็บ แต่นัยน์ตาของนางกลับจับจ้องไปยังที่พักของตระกูลฟู่ซึ่งมีแสงไฟสว่างไสวอยู่ไม่ไกล

นางเห็นฟู่สือเยี่ยนวิ่งวุ่นต้มน้ำ เห็นเจียงหว่านหนิงป้อนบางอย่างให้ซุนหลิวฟางที่ป่วยหนัก เห็นความกระตือรือร้นและความหวังของคนในครอบครัวนั้น แม้จะอยู่ไกล แต่นางสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่าง

พวกนั้น...พวกมันต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่ๆ! ไม่เช่นนั้นจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ‘ยาวิเศษ’ ที่ว่านั่นได้!

ความอิจฉาริษยาแผดเผาในอกของเจียงรุ่ยราวกับไฟป่า เสบียงของตระกูลนางใกล้จะหมดลงทุกที บิดามารดาก็บาดเจ็บจนเป็นภาระ อนาคตช่างมืดมนสิ้นดี แต่ตระกูลฟู่...ตระกูลของอีเด็กสารเลวเจียงหว่านหนิงกลับดูสุขสบายขึ้นทุกวัน!

ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในหัว นางคลานเข้าไปหาเจียงต้าไห่ผู้เป็นบิดา กระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยยาพิษ

“ท่านพ่อ ท่านดูพวกมันสิเจ้าคะ ขนาดท่านย่าซุนป่วยหนัก พวกมันยังมีเงินซื้อยาดีๆ มารักษาได้ แสดงว่าพวกมันต้องซ่อนเสบียงและเงินทองไว้มากมายแน่”

เจียงต้าไห่ที่กำลังเจ็บปวดทั้งกายใจหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาขุ่นมัว “แล้วจะทำไม?”

“ท่านพ่อลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ ว่าเจียงหว่านหนิงมันเคยเป็นคนของตระกูลเรา ของที่มันมี...ก็ควรจะเป็นของตระกูลเราด้วย!” เจียงรุ่ยยุยงต่อ “ฟู่สือเยี่ยนมันเป็นแค่พรานป่ายากจน จะมีปัญญาหาของดีๆ มาจากไหน ถ้าไม่ใช่เจียงหว่านหนิงมันแอบเอาสมบัติที่ควรเป็นของเราไปปรนเปรอพวกมัน!”

คำพูดของนางแทงใจดำเจียงต้าไห่อย่างจัง!

ใช่แล้ว! ถูกของนาง! เด็กนั่นมันทรยศ มันขโมยโชคลาภที่ควรจะเป็นของตระกูลเจียงไป! ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและความโลภในบัดดล

“พวกมันมีทุกอย่าง แต่เรากลับไม่มีอะไรเลย...มันไม่ยุติธรรม!” เจียงรุ่ยบีบน้ำตา “ท่านพ่อ...เราต้องไปทวงของของเราคืนมานะเจ้าคะ”

ดวงตาของเจียงต้าไห่ลุกวาบขึ้นด้วยความอาฆาต เขาพยุงร่างที่สะบักสะบอมของตนลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ความเจ็บปวดทางกายบัดนี้เทียบไม่ได้เลยกับความเคียดแค้นที่สุมอยู่ในอก

“เจ้าพูดถูก” เขากัดฟันกรอด เสียงลอดไรฟันออกมาอย่างน่าขนลุก “ในเมื่อพวกมันไม่ให้เราดีๆ...เราก็ต้องไป ‘เอา’ ของของเราคืนมา!”

ราตรีนั้นมืดมิดและเงียบสงัดกว่าทุกคืน เงาร่างตะคุ่มของบุรุษผู้หนึ่งค่อยๆ แยกตัวออกจากกลุ่มคนที่น่าสมเพช ย่องเท้าแผ่วเบา...มุ่งตรงไปยังที่พักของตระกูลฟู่ซึ่งบัดนี้มีเพียงแสงไฟริบหรี่เพียงดวงเดียวที่ยังส่องสว่างอยู่...