ตลบหลังคนชั่ว
เงาร่างตะคุ่มของชายสองคนเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ ฝีเท้าของพวกมันเบาหวิว แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมากลับหนักอึ้งจนน่าอึดอัด ในที่สุด ชายคนหนึ่งก็ยื่นมือที่หยาบกร้านของมันออกไป หมายจะคว้าตัวเด็กที่นอนหลับอยู่บนกองฟาง
ฉับพลันนั้นเอง!
เงาร่างของเจียงหว่านหนิงพลันเคลื่อนไหววูบไหวราวภูตพรายในราตรีกาล! นางไม่เปิดโอกาสให้คนผู้นั้นได้ทันตั้งตัว กระป๋องโลหะในมือถูกยกขึ้น ปากกระบอกเล็งตรงไปยังใบหน้าของมัน
“ฟู่!”
ของเหลวชนิดหนึ่งถูกฉีดพ่นออกมาเป็นฝอยละเอียด ชายคนนั้นชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างเงียบงัน มันทิ้งอาวุธในมือ ปล่อยสองมือตะกุยใบหน้าของตนเองอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาที่เคยดุร้ายเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับถูกเปลวไฟแผดเผา
ชายอีกคนหันขวับด้วยความตระหนก แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ทำสิ่งใด เงาร่างสูงใหญ่ของฟู่สือเยี่ยนก็ปรากฏขึ้นด้านหลังราวกับยมทูตไร้เงา ฝ่ามือหนาฟาดลงบนจุดชีพจรที่ต้นคอของมันอย่างแม่นยำ
“อั่ก!”
ร่างของชายผู้นั้นอ่อนพับลงทันที เจียงหว่านหนิงไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย นางปราดเข้าไปประชิดตัวชายคนแรกที่ยังคงทุรนทุรายอยู่บนพื้น ยัด ‘ยาสลบ’ ที่เตรียมไว้เข้าปากมันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทำเช่นเดียวกันกับชายอีกคน
เพียงชั่วอึดใจ...ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงัด มีเพียงร่างไร้สติของชายสองคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเป็นเครื่องยืนยันถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
“เรียบร้อย” เจียงหว่านหนิงปัดมือ กล่าวเสียงเรียบ ดวงตาของนางภายใต้แสงจันทร์ฉายแววเย็นชาปราศจากความปรานี
ฟู่สือเยี่ยนมองนางด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความเร็ว ความเด็ดขาด และ ‘ของเล่น’ ประหลาดในมือของนาง...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกินความคาดหมายของเขา สตรีที่เขาซื้อมาผู้นี้ ช่างเต็มไปด้วยความลับที่น่าตกตะลึงยิ่งนัก
“ท่านพี่ ช่วยข้าหน่อย” เจียงหว่านหนิงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ “เราต้องส่ง ‘ของขวัญ’ กลับไปให้เจ้าของ”
ฟู่สือเยี่ยนมิได้เอ่ยถามอันใด เขารู้ดีว่านางหมายถึงสิ่งใด ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะแบกร่างของชายคนหนึ่งขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดายด้วยพละกำลังของผู้ฝึกยุทธ์ เจียงหว่านหนิงจัดการอีกคนด้วยการลากไปตามพื้นอย่างทุลักทุเล
ระหว่างทาง ฟู่สือเยี่ยนเหลือบไปเห็นรอยเท้าเล็กๆ ของเจียงหว่านหนิงที่จมลงบนผืนดินอ่อนใกล้กับจุดเกิดเหตุ...เขาเพียงขยับเท้าของตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้รองเท้าที่ใหญ่กว่ากลบเกลื่อนร่องรอยนั้นให้หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ การกระทำเล็กน้อยนี้เป็นการแสดงออกถึงการสมรู้ร่วมคิดและปกป้องอย่างเงียบงัน
ทั้งสองลากร่างของนักค้ามนุษย์ทั้งสองฝ่าความมืดไปยังจุดพักของตระกูลเจียงซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พวกเขาวางร่างของคนชั่วทั้งสองลงข้างเกวียนโทรมๆ ของเจียงต้าไห่ จัดท่าทางให้ดูเหมือนพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่นอนหลับใหลอยู่ จากนั้นเจียงหว่านหนิงก็หยิบถุงผ้าปักลายนกยูงรำแพนที่ฉกมาจากเอวของหลินชุ่ยเจียวเมื่อหลายวันก่อน ยัดใส่มือของชายคนหนึ่งไว้อย่างแนบเนียน
“กลับกันเถอะ” นางกระซิบ ทั้งสองเร้นกายหายไปในความมืดอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงหายนะที่กำลังจะปะทุขึ้นในรุ่งเช้า
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่อง ขบวนอพยพก็เริ่มตื่นจากนิทรา เสียงพูดคุยและเตรียมตัวเดินทางเริ่มดังขึ้น ทว่าไม่นานนัก เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้นจากทิศทางของที่พักตระกูลเจียง
“นั่นใครน่ะ! มีคนแปลกหน้าสองคนนอนอยู่ที่นี่!”
เสียงนั้นเรียกให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงพากันกรูเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เจียงต้าไห่และหลินชุ่ยเจียวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความโกลาหล ทั้งสองมีสีหน้างุนงงระคนหงุดหงิด
“เกิดอะไรขึ้นแต่เช้า! โวยวายอะไรกัน!” หลินชุ่ยเจียวแผดเสียง แต่เมื่อนางเห็นร่างของชายสองคนที่นอนสลบไสลอยู่ข้างเกวียนของตน สีหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที
“พวก...พวกเจ้าเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!” เจียงต้าไห่ร้องถาม พลางถอยหลังกรูดด้วยความหวาดระแวง
ในขณะนั้นเอง ชายทั้งสองก็เริ่มได้สติ พวกมันลืมตาขึ้นมาอย่างมึนงง พยายามจะลุกขึ้น แต่กลับพบว่าร่างกายถูกมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา
ทันใดนั้น ชายร่างกำยำคนหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านก็เบิกตากว้าง ชี้ไปยังรอยสักรูปแมงป่องที่ต้นคอของหนึ่งในสองคนร้าย “ข้าจำได้! นี่คือตราของแก๊ง ‘เงาอสูร’ พวกมันเป็นแก๊งค้ามนุษย์ที่ทางการกำลังตามล่าตัวอยู่!”
คำพูดนั้นเปรียบดังสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงสนทนา! ชาวบ้านทุกคนต่างพากันถอยห่างด้วยความตื่นตระหนก กอดลูกหลานของตนแน่นด้วยความหวาดกลัว
“ค้ามนุษย์รึ!”
“สวรรค์! พวกมันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
หลินชุ่ยเจียวหน้าถอดสี “ไม่...ไม่เกี่ยวกับพวกเรา! ข้าไม่รู้เรื่อง!”
แต่แล้วสายตาของชาวบ้านคนหนึ่งก็เหลือบไปเห็นถุงผ้าในมือของคนร้าย “นั่น...นั่นมันถุงผ้าของเจ้ามิใช่รึ ท่านป้าเจียง ข้าจำได้ว่าเห็นเจ้าถือมันเมื่อวานนี้”
ทุกสายตาหันไปมองหลินชุ่ยเจียวเป็นตาเดียว นางส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่จริง! ไม่ใช่ของข้า! พวกมันใส่ร้ายข้า!”
คนร้ายคนหนึ่งที่เพิ่งฟื้นสติเต็มที่ พอเห็นหลินชุ่ยเจียวก็ชี้หน้าทันที “นาง! นางเป็นคนจ้างวานพวกข้า! นางบอกจะให้เสบียงสิบจิน แลกกับเด็กสองคน!”
สิ้นคำพูดนั้น ความอดทนของเหล่าชาวบ้านก็ขาดสะบั้น! ความกลัวและความโกรธแค้นปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด ตระกูลเจียงมีชื่อเสียงเน่าเฟะอยู่แล้ว การผลักเพื่อนร่วมทางไปให้สุนัขป่ากินยังคงเป็นภาพติดตาของทุกคน และบัดนี้ พวกมันยังกล้าสมคบคิดกับโจรค้ามนุษย์อีก!
“คนชั่วช้า! พวกเจ้ากล้าทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ลูกหลานข้าเกือบไปแล้ว! ตีมัน!”
“พวกค้ามนุษย์! อย่าให้มันมีที่ยืนในขบวนอีกต่อไป!”
ฝูงชนที่บ้าคลั่งพากันกรูกเข้าใส่! ไม่มีการไต่สวน ไม่มีการรอคอยผู้นำอีกต่อไป กำปั้นและเท้าถูกประเคนเข้าใส่ร่างของเจียงต้าไห่และหลินชุ่ยเจียวอย่างไม่ยั้ง
“โอ๊ย! หยุดนะ! ข้าเจ็บ!”
“ข้าบอกว่าไม่รู้เรื่อง! อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนของทั้งสองดังระงมไปทั่ว ผสมปนเปกับเสียงก่นด่าสาปแช่งและเสียงทุบตีหนักๆ ที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย ความน่าเชื่อถือของตระกูลเจียงที่เคยมีอยู่บ้าง บัดนี้ได้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในเช้าวันนี้แล้วอย่างสมบูรณ์
ณ ที่พักของตระกูลฟู่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เจียงหว่านหนิงกำลังป้อนโจ๊กให้น้องชายอย่างใจเย็น นางมองภาพความโกลาหลนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังชมละครฉากหนึ่งเท่านั้น
ฟู่สือเยี่ยนยืนอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้มองไปยังวงล้อมที่วุ่นวาย แต่มองเพียงใบหน้าด้านข้างของภรรยาตนเอง ในใจพลันรู้สึกทั้งหวาดหวั่นและชื่นชมในเวลาเดียวกัน นี่คือการตลบหลังที่แยบยลและอำมหิตยิ่งนัก
“ท่านพี่ ท่านพี่ใหญ่เจียง”
เสียงเรียกที่สั่นเครือดังขึ้นจากผู้นำขบวนอพยพที่เพิ่งมาถึง เขาคือหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและผิดหวังอย่างถึงที่สุด
“ตระกูลเจียงของเจ้า ทำเรื่องที่ฟ้าดินไม่อาจให้อภัย! นับจากนี้ไป พวกเจ้าจงออกจากขบวนอพยพของเราไปเสีย!” เสียงประกาศกร้าวนั้นดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน และมันก็เป็นเหมือนค้อนพิพากษาที่ทุบลงบนอนาคตของตระกูลเจียง
ทันใดนั้นเอง ชายชราคนหนึ่งในขบวนก็ตะโกนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว “แค่ขับไล่มันน้อยไป! คนพวกนี้ต้องชดใช้!”
สิ้นเสียง ชายชราคนนั้นก็คว้าท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา เงื้อสุดแขนแล้วฟาดลงไปที่กลางวงล้อมนั้น