แผนร้ายขายเด็ก
จิตสังหารอันเย็นเยียบของฟู่สือเยี่ยนแผ่กระจายออกไปราวกับม่านน้ำแข็ง ปกคลุมกลุ่มคนตระกูลเจียงจนใบหน้าซีดเผือด แม้แต่เจียงต้าไห่ผู้หน้าหนาใจดำยังต้องผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ปลายหน้าไม้ที่สั่นไหวเพียงเล็กน้อยนั้นดูราวกับเคียวของพญามัจจุราชที่พร้อมจะพรากชีวิตได้ทุกเมื่อ
“เจ้า...เจ้ากล้ารึ!” หลินชุ่ยเจียวตวาดเสียงสั่น แต่แววตากลับหลุกหลิกไม่อาจสบตรงไปยังดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของฟู่สือเยี่ยนได้
ฟู่สือเยี่ยนไม่ตอบ เขาเพียงแค่ใช้นิ้วหัวแม่มือดันนกหน้าไม้ให้ส่งเสียง ‘แกร๊ก’ ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นการยืนยันคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่าวาจาใด
“พอแล้ว! ถอยออกมา!” ในที่สุดเจียงต้าไห่ก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ เขาตระหนักดีว่าพรานป่าผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะข่มขู่ได้ด้วยคำพูด ยามนี้เสบียงในมือพวกตนร่อยหรอ ร่างกายก็ยังอ่อนล้าจากการถูกยาถ่ายเล่นงาน การปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังคึกคะนองย่อมมีแต่เสียกับเสีย
หลินชุ่ยเจียวจำต้องกัดฟันกรอด นางจ้องมองเจียงหว่านหนิงด้วยสายตาอาฆาตแค้นราวกับจะเผาให้มอดไหม้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ ในตระกูล
เมื่อกลุ่มคนเจ้าปัญหากลับไปแล้ว บรรยากาศที่ตึงเครียดก็คลายลง ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่ต่างรีบแยกย้ายไปตักน้ำจากแอ่งอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ใดกล้าสร้างปัญหาอีก
ฟู่ชิวเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ข้ากลัวแทบแย่...นึกว่าพวกเขาจะบุกเข้ามาแล้วเสียอีก”
เจียงอี้เฉินกำหมัดน้อยๆ แน่น “หากพวกเขาเข้ามา ข้าจะช่วยพี่เขยสู้!”
เจียงหว่านหนิงลูบศีรษะน้องชายเบาๆ แต่นัยน์ตากลับฉายแววเย็นชา ความอดทนที่นางมีต่อตระกูลเจียงนั้น...ได้มาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ การกระทำของพวกเขาในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับการหยั่งเชิง หากวันนี้ฟู่สือเยี่ยนไม่อยู่ หรือหากเขามิได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ชะตากรรมของครอบครัวนางคงไม่ต่างจากเนื้อบนเขียง
“พี่ใหญ่” นางหันไปกล่าวกับฟู่สือเยี่ยน “ขอบคุณท่านมาก”
ฟู่สือเยี่ยนเก็บหน้าไม้กลับเข้าที่เดิม “ข้าบอกแล้วว่าจะปกป้องพวกเจ้า”
แม้คำพูดจะเรียบง่าย แต่เจียงหว่านหนิงกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในหัวใจ อย่างไรก็ตาม นางรู้ดีว่าการป้องกันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เมื่อภัยอันตรายสามารถมาเยือนได้ทุกเมื่อ การสอนให้คนที่นางรักรู้จักวิธีป้องกันตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
หลังจากจัดแจงเรื่องน้ำและหาที่พักเหมาะๆ ได้แล้ว เจียงหว่านหนิงจึงเรียกเจียงอี้เฉินและฟู่ชิวเยว่เข้ามาหาในมุมที่ลับตาคนเล็กน้อย
“อี้เฉิน ชิวเยว่ มานี่สิ พี่สาวจะสอนอะไรให้”
เด็กทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัยก่อนจะเดินเข้ามาหาแต่โดยดี
“พี่สาว/พี่สะใภ้จะสอนอะไรหรือเจ้าคะ?” ฟู่ชิวเยว่เอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“สอนวิธีป้องกันตัว” เจียงหว่านหนิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “จำไว้นะ หากมีคนแปลกหน้าหรือคนไม่ดีพยายามจะจับตัวพวกเจ้า ให้เล็งไปที่จุดอ่อนสามแห่งนี้”
นางชี้ไปที่ดวงตา ลำคอ และหว่างขาของตนเองเป็นตัวอย่าง “ดวงตา ทำให้พวกมันมองไม่เห็น ลำคอ ทำให้หายใจไม่ออก และจุดนี้...จะทำให้พวกมันเจ็บปวดจนจุก”
เจียงหว่านหนิงไม่ได้อธิบายอย่างโจ่งแจ้ง แต่สาธิตท่าทางง่ายๆ ให้ดู ทั้งการใช้นิ้วจิ้มตา การใช้สันมือฟาดลำคอ หรือการใช้เข่ากระแทกเข้าเป้าอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นท่าที่สวยงามหรือไม่ ขอแค่ให้เร็วและแรงที่สุด จากนั้นให้รีบวิ่งหนีและตะโกนขอความช่วยเหลือ เข้าใจหรือไม่?”
เจียงอี้เฉินพยักหน้าอย่างแข็งขัน แววตาเป็นประกาย “เข้าใจแล้วขอรับพี่ใหญ่! ข้าจะจิ้มตามัน!”
ฟู่ชิวเยว่แม้จะหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อเห็นการสาธิต แต่ก็พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “ชิวเยว่จำได้แล้วเจ้าค่ะ”
ซุนหลิวฟางที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆ มองการกระทำของสะใภ้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงหว่านหนิงจึงต้องสอนเรื่องเช่นนี้ให้เด็กๆ แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกลับบอกนางว่า...นี่อาจเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเย็น บรรยากาศในขบวนอพยพเริ่มเงียบสงบลงอีกครั้ง แต่ความอดอยากยังคงเป็นเงามืดที่คืบคลานอยู่ในใจของทุกคน เสบียงที่แต่ละครอบครัวมีนั้นร่อยหรอลงทุกขณะ
เจียงหว่านหนิงอ้างว่าจะไปหาที่ปลดทุกข์ในพุ่มไม้ที่ห่างออกไป เพื่อหาโอกาสเข้าไปในมิติและตรวจสอบเสบียงของตนเอง ทว่าขณะที่นางกำลังจะหาทำเลเหมาะๆ หูของนางพลันได้ยินเสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากอีกฟากของแนวพุ่มไม้ทึบ
“...แน่ใจนะว่าแค่เด็กสองคน แลกกับข้าวสารกระสอบเดียว?” นั่นคือเสียงแหลมๆ ของหลินชุ่ยเจียว!
เจียงหว่านหนิงชะงักเท้าทันที นางรีบย่อตัวลงและเคลื่อนเข้าไปใกล้แหล่งกำเนิดเสียงอย่างเงียบกริบราวกับแมวป่า
“วางใจได้ นังเด็กนั่นกับน้องชายมันไม่มีใครสนใจหรอก” เสียงของหลินชุ่ยเจียวยังคงดังต่อ “ส่วนอีกคนเป็นน้องสาวของเจ้าพรานป่าแซ่ฟู่ จัดการมันพร้อมกันไปเลย ข้าได้ยินว่ามันป่วยออดๆ แอดๆ คงไม่มีแรงขัดขืนนักหรอก คืนนี้พอตกดึก พวกเจ้าก็ย่องเข้าไปโปะยาแล้วอุ้มออกมาง่ายๆ แลกกับข้าวสารสองกระสอบ...ไม่สิ สามกระสอบ!”
เสียงห้าวทุ้มของชายคนหนึ่งหัวเราะในลำคอ “ได้เลยแม่นางหลิน ตราบใดที่ค่าตอบแทนงาม พวกข้าพี่น้องแก๊งอินทรีดำรับประกันฝีมือ คืนนี้ยามสาม* พวกข้าจะไปรับ ‘สินค้า’ ถึงที่”
หัวใจของเจียงหว่านหนิงหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม!
แก๊งอินทรีดำ! พวกมันคือกลุ่มค้ามนุษย์ที่แฝงตัวมาในขบวนอพยพนี่เอง! และหลินชุ่ยเจียว...สตรีผู้นี้ช่างใจอำมหิตผิดมนุษย์ กล้าคิดแผนขายหลานชายแท้ๆ และเด็กสาวอีกคนเพื่อแลกกับเสบียงเพียงหยิบมือ!
ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบระเบิด แต่เจียงหว่านหนิงสะกดกลั้นมันไว้ได้ทัน นางสูดหายใจเข้าลึกๆ บังคับให้ตนเองเยือกเย็นลง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเดือดดาล แต่เป็นเวลาต้องวางแผน
นางรอจนกระทั่งกลุ่มคนชั่วแยกย้ายกันไป จึงค่อยๆ ถอยออกมาจากที่ซ่อน ใบหน้าของนางเรียบเฉยจนน่ากลัว แต่ในดวงตากลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว
*‘ในเมื่อพวกเจ้าอยากเล่นสกปรกนัก ข้าก็จะสนองให้!’*
เจียงหว่านหนิงกลับมายังที่พักของครอบครัวด้วยท่าทีปกติ นางส่งยิ้มบางๆ ให้ทุกคนก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าว่าคืนนี้เราควรจะผลัดกันอยู่ยามนะเจ้าคะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ข้าจะไปเก็บฟืนมาเพิ่มเสียหน่อย”
ฟู่สือเยี่ยนขมวดคิ้ว “ให้ข้าไปเป็นเพื่อน”
“ไม่ต้องหรอกท่านพี่ ข้าไปไม่ไกล แค่แถวนี้เอง” นางปฏิเสธพลางหยิบย่ามใบเล็กติดมือไปด้วย “ท่านอยู่ดูแลท่านแม่กับเด็กๆ เถิด”
เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของนาง ฟู่สือเยี่ยนจึงไม่ได้รบเร้าต่อ เขาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของภรรยาไม่วางตา
เจียงหว่านหนิงเดินลึกเข้าไปในป่าอีกครั้งจนแน่ใจว่าลับตาคนแล้ว จึงไม่ลังเลที่จะเปิดมิติของตนเองทันที ร่างของนางหายวับเข้าไปในโกดังเก็บของที่คุ้นเคย
ครั้งนี้เป้าหมายของนางไม่ใช่เสบียงอาหาร แต่เป็น ‘ห้องยาอนาคต’ ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
นางกวาดตามองชั้นวางที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การแพทย์และยาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบของสองสิ่งออกมา หนึ่งคือกระป๋องสเปรย์โลหะขนาดเล็กที่นางดัดแปลงทำเป็น ‘สเปรย์พริกไทย’ ความเข้มข้นสูง และสองคือขวดยาแก้วสีชาขนาดเล็ก ภายในบรรจุของเหลวใสที่เขียนฉลากว่า ‘ยาสลบชนิดสูดดม’
*‘อยากจะโปะยาเด็กงั้นรึ? ก็ลองดูว่าจะทนฤทธิ์ยาของข้าได้หรือไม่!’*
นางกำของสองสิ่งนั้นไว้ในมือแน่น ก่อนจะออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอก เมื่อกลับมาถึงที่พัก ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้วโดยสมบูรณ์ ความมืดและความหนาวเย็นเริ่มเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ
นางเดินตรงเข้าไปหาฟู่สือเยี่ยนที่กำลังเหลาไม้เตรียมไว้เป็นอาวุธ “ท่านพี่ คืนนี้อาจจะมี ‘แขก’ ไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยือนเรา”
ฟู่สือเยี่ยนเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาสะท้อนแสงไฟวูบไหว “เจ้าหมายความว่า...”
“ตระกูลเจียง” เจียงหว่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “แต่พวกเขาไม่ได้มาด้วยตนเอง”
นางเล่าแผนการชั่วร้ายที่ได้ยินมาทั้งหมดให้เขาฟังอย่างรวบรัด ยิ่งฟังใบหน้าของฟู่สือเยี่ยนก็ยิ่งบึ้งตึง จิตสังหารที่เคยจางหายไปแล้วกลับมาคุกรุ่นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
“พวกมันสมควรตาย!”
“ใจเย็นก่อนท่านพี่” เจียงหว่านหนิงจับแขนเขาไว้ “การฆ่าคนในขบวนอพยพจะสร้างปัญหาใหญ่ให้เรา ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้น”
นางเปิดย่ามของตนเองออก เผยให้เห็นกระป๋องโลหะและขวดยาขนาดเล็ก “ข้ามี ‘ของเล่น’ สองชิ้นนี้ที่ได้มาจากอาจารย์ลึกลับท่านหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว คืนนี้...เราจะใช้มันต้อนรับแขก และส่งของขวัญกลับไปให้ตระกูลเจียง”
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดสนิทไร้แสงดาว ผู้คนในขบวนอพยพต่างหลับใหลอยู่ในความเหนื่อยล้า มีเพียงกองไฟไม่กี่กองที่ยังคงลุกโชนอยู่ห่างๆ กัน
ณ ที่พักของตระกูลฟู่ ทุกคนแสร้งทำเป็นหลับสนิท แต่แท้จริงแล้วกลับตื่นตัวและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เจียงหว่านหนิงและฟู่สือเยี่ยนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดข้างเกวียน ดวงตาจับจ้องไปยังความมืดมิดรอบทิศทาง
เวลาค่อยๆ ผ่านไปจนกระทั่งเข้าสู่ยามสาม
ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับใบไม้ร่วงก็ดังขึ้นจากแนวพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล
เงาร่างตะคุ่มของชายสองคนค่อยๆ ปรากฏขึ้นในความมืด พวกมันเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังและเชี่ยวชาญ ตรงเข้ามายังจุดที่ฟู่ชิวเยว่และเจียงอี้เฉินกำลัง ‘หลับ’ อยู่
เจียงหว่านหนิงเหลือบมองฟู่สือเยี่ยน ทั้งสองพยักหน้าให้กันเป็นสัญญาณ
ลมรัตติกาลพัดวูบหนึ่ง...พาเอากลิ่นอายแห่งอันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ!
---
เชิงอรรถ:
* ยามสาม (三更 sān gēng) คือช่วงเวลาระหว่าง 23:00 น. ถึง 01:00 น. เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลับสนิทที่สุด