แหล่งน้ำที่เหือดแห้ง

เงาร่างมหึมาของจ่าฝูงสุนัขป่าทะยานข้ามศีรษะของผู้คน พุ่งตรงเข้าหาลำคอระหงของเจียงหว่านหนิง เขี้ยวเล็บอันแหลมคมสะท้อนแสงจันทร์วูบหนึ่ง ราวกับยมทูตที่กำลังจะมาพรากชีวิต

เจียงหว่านหนิงยังคงยืนนิ่งสงบ กอดร่างน้องชายไว้ในอ้อมแขนแน่น นางไม่ได้หลบหนี เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองเงาร่างนั้นด้วยแววตาที่เยือกเย็นจนน่าประหลาด

ฟุ่บ!

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเงาสีดำสายหนึ่งที่พุ่งสวนทางกับจ่าฝูงสุนัขป่า มันคือลูกศรหน้าไม้!

ลูกศรดอกนั้นปักเข้าที่กลางแสกหน้าของจ่าฝูงอย่างแม่นยำไร้ที่ติ แรงปะทะมหาศาลหยุดร่างที่กำลังกระโจนของมันกลางอากาศ ก่อนที่มันจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังตุบ ห่างจากปลายเท้าของเจียงหว่านหนิงไม่ถึงสามก้าว มันกระตุกสองสามครั้งแล้วแน่นิ่งไปตลอดกาล

ฟู่สือเยี่ยนลดหน้าไม้ในมือลง ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับฉายประกายคมกล้า เขาขยับมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าเจียงหว่านหนิงและน้องชาย ปกป้องทั้งสองไว้ด้านหลังอย่างสมบูรณ์

เมื่อจ่าฝูงล้มลง สุนัขป่าที่เหลือก็แตกตื่นเสียขวัญ พวกมันหันหลังวิ่งหนีหายเข้าไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงซากสังเวยและความเงียบงันที่น่าอึดอัด

“เจ้า...ไม่เป็นไรนะ?” ฟู่สือเยี่ยนหันมาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แม้จะพยายามควบคุมให้เป็นปกติ แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความกังวล

เจียงหว่านหนิงส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านพี่” นางคลายอ้อมกอดจากน้องชายที่ตัวสั่นเทา ก่อนจะลูบศีรษะเขาเบาๆ “อี้เฉินไม่ต้องกลัวแล้ว”

ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก บางคนทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง พวกเขามองไปยังครอบครัวฟู่ด้วยสายตาที่ซับซ้อน ทั้งขอบคุณ ทั้งอิจฉา และหวาดเกรงในเวลาเดียวกัน

โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังเจียงต้าไห่และครอบครัวที่เอาแต่หลบอยู่ด้านหลังผู้อื่นตลอดการต่อสู้ ความรู้สึกดูแคลนก็ยิ่งทบทวี

การเดินทางดำเนินต่อไป ทว่าบรรยากาศกลับยิ่งหดหู่และสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม เสบียงและน้ำที่เหลือน้อยนิดถูกแบ่งปันกันอย่างกระเบียดกระเสียร ริมฝีปากของทุกคนแห้งผาก ร่างกายอ่อนล้าโรยแรง แสงแดดยามบ่ายแผดเผาผืนดินจนแตกระแหง ความหวังริบหรี่ราวกับเปลวเทียนใกล้ดับ

“ท่านพี่...อีกไกลหรือไม่กว่าจะถึงลำธารที่ท่านผู้เฒ่าหลี่บอก?” ซุนหลิวฟางเอ่ยถามบุตรชายด้วยเสียงที่แหบพร่า นางต้องพิงร่างของฟู่ชิวเยว่เพื่อพยุงกายเอาไว้

“ข้างหน้านี่แล้วท่านแม่ อดทนอีกนิด” ฟู่สือเยี่ยนตอบ แม้เขาจะยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก็บ่งบอกถึงความกังวลในใจ

ในที่สุด ขบวนอพยพก็ลากสังขารมาถึงจุดหมาย ลำธารที่ควรจะไหลรินกลับกลายเป็นเพียงร่องดินแห้งผาก มีเพียงก้อนกรวดและทรายที่ร้อนระอุ ไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว

“จบสิ้นแล้ว! จบสิ้นกันแล้วจริงๆ!” ชายชราคนหนึ่งทรุดลงกับพื้นร่ำไห้ปานจะขาดใจ

ความสิ้นหวังแผ่กระจายไปทั่วทั้งขบวนอย่างรวดเร็ว เสียงร้องไห้และเสียงโอดครวญดังระงมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากไม่มีน้ำ พวกเขาก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้ว

เจียงหว่านหนิงมองสภาพของซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่ที่อ่อนแรงเต็มที ริมฝีปากของทั้งคู่ซีดขาวและแตกเป็นขุย แม้แต่เจียงอี้เฉินที่นางคอยดูแลอย่างดีก็เริ่มหายใจหอบ ดวงตาของฟู่สือเยี่ยนแดงก่ำจากการอดนอนและฝืนใช้กำลังเกินขีดจำกัด

นางตัดสินใจแล้ว จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้!

“ท่านแม่ ท่านพี่ ข้าจะลองเดินไปดูรอบๆ เผื่อจะเจอแหล่งน้ำอื่น หรือพืชที่พอจะคั้นเอาน้ำได้บ้าง” นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

“มันอันตรายเกินไป” ฟู่สือเยี่ยนค้านทันที “เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปเอง”

“ท่านพี่ต้องคอยดูแลท่านแม่และทุกคนที่นี่ หากท่านไปแล้วมีอะไรเกิดขึ้นจะทำอย่างไร? ข้าไปไม่ไกล แค่บริเวณนี้เท่านั้น” เจียงหว่านหนิงยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เชื่อใจข้าเถิด”

ฟู่สือเยี่ยนมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ในที่สุดเขาก็พยักหน้าอย่างจำยอม “ระวังตัวด้วย หากมีอะไรผิดปกติให้ส่งเสียงทันที”

เจียงหว่านหนิงรับคำ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากกลุ่มคนไปอย่างเงียบเชียบ นางทำทีเป็นสำรวจไปตามพุ่มไม้และซอกหิน รอจนลับสายตาผู้คนแล้วจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปในป่าละเมาะที่อยู่ไม่ไกลนัก

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา นางจึงหลับตาลงและส่งจิตเข้าไปในมิติพิเศษของนางทันที

เบื้องหน้าคือธารน้ำพุวิญญาณที่ใสสะอาดราวกับแก้วผลึก ส่งไอเย็นจางๆ ออกมา นางไม่ลังเลที่จะใช้ถังไม้ขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ในมิติตักน้ำขึ้นมาจนเต็ม จากนั้นจึงนำมันออกมาจากมิติ

นางมองหาทำเลที่เหมาะสมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบกับแอ่งหินเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่แห่งหนึ่ง แอ่งนั้นแห้งสนิทมีเพียงใบไม้แห้งทับถมอยู่ก้นแอ่ง นางกวาดใบไม้ออก ก่อนจะเทน้ำพุวิญญาณจากถังไม้ลงไปอย่างระมัดระวังจนเกือบเต็ม

น้ำใสสะอาดกระทบกับหินเกิดเป็นเสียงใสกังวาน ช่างเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดท่ามกลางความแห้งแล้งนี้

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางก็เดินกลับไปยังกลุ่มคนด้วยท่าทีปกติ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตื่นเต้นดีใจ

“ท่านพี่! ทุกคน! ทางนี้! ข้าเจอน้ำ!”

เสียงของนางดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์ ทุกสายตาหันมามองเป็นจุดเดียว ความหวังฉายวาบขึ้นมาในแววตาที่สิ้นหวังของพวกเขาอีกครั้ง

ฟู่สือเยี่ยนปราดเข้ามาหานางเป็นคนแรก “เจ้าว่าอะไรนะ? น้ำอยู่ที่ไหน?”

“ทางนี้! อยู่หลังโขดหินตรงนั้น เป็นแอ่งเล็กๆ แต่มีน้ำเต็มเลย!” นางชี้มือไปยังทิศทางที่เตรียมการไว้

ทุกคนรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามนางไปทันที เมื่อเห็นแอ่งน้ำใสสะอาดที่ซ่อนตัวอยู่จริง เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังกระหึ่มขึ้น

“สวรรค์! มีน้ำจริงๆ ด้วย!”

“เรายังไม่ตาย! เรายังรอด!”

ฟู่สือเยี่ยนไม่ได้เข้าไปร่วมวงกับคนอื่น เขารีบประคองซุนหลิวฟางกับฟู่ชิวเยว่เข้าไปยังแอ่งน้ำ ตักน้ำด้วยกระบอกไม้ไผ่ส่งให้มารดาและน้องสาวก่อน

“ค่อยๆ ดื่มนะท่านแม่” เขากำชับ

ซุนหลิวฟางรับน้ำมาดื่มอย่างกระหาย ริมฝีปากที่แห้งผากของนางกลับมาชุ่มชื้นในทันที “โอ้...น้ำนี้...หวานชื่นใจนัก! ร่างกายข้ารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างประหลาด”

ฟู่ชิวเยว่เองก็พยักหน้าเห็นด้วย “จริงเจ้าค่ะท่านแม่ ข้ารู้สึกสดชื่นขึ้นมากเลย”

เจียงหว่านหนิงยิ้มบางๆ ก่อนจะตักน้ำส่งให้น้องชายและฟู่สือเยี่ยน “ท่านพี่ก็ดื่มเถิด ท่านเหนื่อยมามากแล้ว”

ฟู่สือเยี่ยนรับกระบอกน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด ในวินาทีที่น้ำพุวิญญาณไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง เขาก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว ปราณยุทธ์ที่เหือดแห้งไปจากการต่อสู้และการเดินทางอันยาวนาน พลันได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาส่วนหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์!

เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนเองได้ชัดเจน ดวงตาที่คมกริบของเขาตวัดมองไปยังเจียงหว่านหนิงทันที แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและคำถามมากมาย สตรีผู้นี้...นางเป็นใครกันแน่? เหตุใดเรื่องราวปาฏิหาริย์จึงมักเกิดขึ้นรอบตัวนางเสมอ?

ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

“นังเด็กอกตัญญู! มีน้ำแล้วยังจะเก็บไว้กินกันเองในครอบครัวรึ?” เสียงแหลมแสบแก้วหูของหลินชุ่ยเจียวดังขึ้น พร้อมกับร่างอ้วนท้วนของนางที่เบียดเสียดผู้คนเข้ามา

เจียงต้าไห่และคนอื่นๆ ในตระกูลเจียงรีบตามเข้ามาสมทบ พวกเขามองแอ่งน้ำด้วยสายตาละโมบราวกับสุนัขป่าที่หิวโหย

“หว่านหนิง อย่างไรเสียเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าใจดำนักเลย แบ่งน้ำให้พวกเราบ้างเถิด” เจียงต้าไห่เอ่ยด้วยท่าทีหน้าไหว้หลังหลอก

เจียงหว่านหนิงยังไม่ทันได้ตอบโต้ ร่างสูงใหญ่ของฟู่สือเยี่ยนก็ก้าวออกมาขวางหน้าทุกคนไว้เสียก่อน

แกร๊ก!

เสียงขึ้นนกหน้าไม้ดังขึ้นอย่างเยียบเย็น ฟู่สือเยี่ยนยกมันขึ้นชี้ตรงไปยังกลุ่มคนตระกูลเจียง ดวงตาของเขาฉายแววอำมหิตราวกับพญามัจจุราช

“นี่คือแหล่งน้ำที่ภรรยาของข้าเป็นผู้พบ” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ไม่อาจปิดบัง “ผู้ใดไม่เกี่ยวข้อง...ไสหัวไป!”