เผชิญหน้าฝูงสุนัขบ้า

คำพูดของชายผู้นั้นดุจดังสายฟ้าฟาดลงกลางใจขบวนอพยพที่กำลังจะเคลื่อนตัว ทุกสายตาพลันจับจ้องไปยังสภาพอันน่าสังเวชของตระกูลเจียงที่นอนกองระเกะระกะอยู่บนพื้นดินแห้งผาก

หัวหน้าขบวนอพยพซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำกร้านแดดเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง "เจียงต้าไห่! พวกเจ้าเป็นอะไรไป? คิดจะถ่วงทุกคนรึอย่างไร!"

เจียงต้าไห่พยายามยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ร่างกายสั่นเทาไร้เรี่ยวแรง "ท่านหัวหน้า... พวกข้า... พวกข้าท้องไส้ปั่นป่วนมาทั้งคืน เดินไม่ไหวจริงๆ ขอพักอีกสักครึ่งชั่วยามเถิด"

"ครึ่งชั่วยามรึ!" ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนสวนขึ้นมาด้วยความโมโห "กว่าจะถึงตอนนั้นแดดก็แรงกล้าแล้ว พวกเราจะเอาแรงที่ไหนไปเดิน! พวกเจ้าป่วยก็เรื่องของพวกเจ้า อย่ามาทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย!"

เสียงต่อว่าดังระงมขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง หลินชุ่ยเจียวที่นอนซมอยู่ได้แต่ส่งสายตาอาฆาตมาทางเจียงหว่านหนิง แต่นางไม่มีแรงแม้แต่จะเอ่ยปากด่าทอ

เจียงหว่านหนิงยืนนิ่งเฉย สีหน้าเรียบสนิทราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับนาง ฟู่สือเยี่ยนยืนขนาบข้างนาง ประดุจขุนเขาที่มั่นคงคอยปกป้องคุ้มภัย

"จะให้พวกข้าทิ้งพ่อแม่ไว้ที่นี่รึ! พวกเจ้าช่างใจดำอำมหิตนัก!" เจียงกุ้ยฮวา บุตรสาวของเจียงต้าไห่แผดเสียงออกมาทั้งที่ยังนอนอยู่บนพื้น

"หุบปาก!" เจียงหว่านหนิงกล่าวเสียงเย็นเยียบ ความเย็นชาในน้ำเสียงของนางทำให้ทุกคนที่กำลังเอะอะโวยวายต้องชะงักไปชั่วขณะ "พวกท่านทำตัวเองทั้งสิ้น หากยังลุกไม่ขึ้นก็จงนอนอยู่ที่นี่ รอให้สัตว์ป่ามาลากไปกินเสียเถิด พวกเราจะไปกันต่อ"

ความเด็ดขาดของนางทำให้เจียงต้าไห่หน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าหากถูกทิ้งไว้กลางทางเช่นนี้ ชะตากรรมเดียวที่รออยู่คือความตาย

แต่ก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลายไปมากกว่านี้...

"โฮกกกกก---!"

เสียงเห่าหอนโหยหวนอันน่าขนพองสยองเกล้าก็ดังขึ้นจากแนวป่าทึบที่อยู่ไม่ไกล ชาวบ้านทุกคนพลันหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนก

"สุนัขป่า!" ใครคนหนึ่งร้องเสียงหลง

สิ้นเสียงนั้น ร่างสีเทาและน้ำตาลที่ผอมโซจนเห็นซี่โครงหลายสิบตัวก็พุ่งทะยานออกมาจากพงไม้ ดวงตาสีเขียวเรืองรองของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและหิวโหย น้ำลายเหนียวหนืดไหลย้อยจากมุมปากที่แยกเขี้ยวขาววับ

กลิ่นสาบสางของสัตว์ร้ายและไอสังหารคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ขบวนอพยพที่เคยมีเสียงจอแจพลันเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หวาดหวั่นและเสียงขู่คำรามในลำคอของฝูงอสูรร้าย

"ตั้งสติไว้! ผู้ชายจับอาวุธขึ้นมา! ปกป้องเด็กกับผู้หญิง!" หัวหน้าขบวนตะโกนลั่น พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง

ฟู่สือเยี่ยนไม่รอช้า เขากระชับขวานเล่มเขื่องในมือ ก้าวมายืนขวางหน้าครอบครัวของตนไว้ แผ่ไอเย็นเยียบกดดันออกมาจากร่าง "ชิวเยว่ ดูแลท่านแม่ให้ดี! อี้เฉิน มาอยู่ข้างหลังข้า!"

ซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่ใบหน้าซีดขาวด้วยความกลัว แต่ก็ยังพยายามขยับเข้าไปรวมกลุ่มกันตามคำสั่ง เจียงอี้เฉินตัวสั่นงันงก รีบวิ่งไปหลบหลังแผ่นหลังกว้างของฟู่สือเยี่ยนทันที

ฝูงสุนัขป่าไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ตั้งตัวนานกว่านั้น พวกมันพุ่งเข้าใส่ราวกับคลื่นคลั่ง!

ฟู่สือเยี่ยนตวาดก้อง โคจรพลังปราณทั่วร่าง พลังยุทธ์ขั้นรวบรวมปราณปะทุขึ้นทำให้ความเร็วและพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าพรั่นพรึง ขวานในมือสะบัดออกไปราวกับสายลมกรด สกัดกั้นสุนัขป่าตัวแรกที่กระโจนเข้ามาได้อย่างแม่นยำ

ขณะที่การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างดุเดือด ณ อีกฟากหนึ่งของความโกลาหล เจียงต้าไห่ที่เมื่อครู่ยังอ้างว่าลุกไม่ไหว บัดนี้กลับมีแรงมหาศาลขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เขากระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

สุนัขป่าตัวหนึ่งแยกเขี้ยวพุ่งเข้าหาเขา เจียงต้าไห่กรีดร้องลั่นด้วยความขลาดเขลา แทนที่จะต่อสู้หรือหลบหนี เขากลับคว้าแขนชาวบ้านชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วผลักออกไปรับเคราะห์แทนอย่างเลือดเย็น!

"อ๊ากกก! เจ้า...!" ชายผู้โชคร้ายร้องออกมาได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกสุนัขป่าขย้ำและลากหายเข้าไปในฝูง

ภาพเหตุการณ์นั้นอยู่ในสายตาของทุกคน แต่ไม่มีใครมีเวลาพอจะกล่าวโทษ การเอาชีวิตรอดสำคัญที่สุดในยามนี้

"ท่านพี่! ไปหลบหลังเขาเร็วเข้า!" หลินชุ่ยเจียวร้องบอกสามี พลางชี้ไปยังฟู่สือเยี่ยนที่กำลังต่อสู้อย่างองอาจ

ราวกับได้รับสัญญาณ ตระกูลเจียงที่เหลือทั้งหมดต่างพากันตะเกียกตะกายวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังฟู่สือเยี่ยนทันที พวกเขามองเห็นเพียงว่าเขาคือที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ โดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำนั้นจะสร้างภาระให้เขามากเพียงใด

"พวกเจ้าเกะกะ!" ฟู่สือเยี่ยนตวาดลั่นอย่างหัวเสีย การเคลื่อนไหวของเขาติดขัดขึ้นทันทีเมื่อต้องคอยระวังไม่ให้ขวานไปโดนเหล่าญาติไร้ยางอายที่เข้ามาเบียดเสียดอยู่ด้านหลัง สุนัขป่าตัวหนึ่งฉวยโอกาสที่เขาเสียจังหวะ พุ่งเข้ากัดที่แขนของเขา!

ฟู่สือเยี่ยนสะบัดแขนอย่างแรงจนสุนัขป่าตัวนั้นกระเด็นออกไป แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงเพราะมีพลังปราณคุ้มกายอยู่บ้าง แต่แขนเสื้อของเขาก็ขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยขีดข่วน

เจียงหว่านหนิงขมวดคิ้วแน่น นางดึงเจียงอี้เฉินให้มายืนชิดตนเอง สายตาจับจ้องความเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระแวดระวัง นางไม่คาดหวังให้ใครมาปกป้อง และนางก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายน้องชายของนางเด็ดขาด!

ทันใดนั้นเอง สุนัขป่าตัวหนึ่งที่ฉลาดกว่าตัวอื่น มันเห็นช่องโหว่จึงไม่ได้พุ่งเข้าหาฟู่สือเยี่ยนโดยตรง แต่มันกลับอ้อมไปอีกทางแล้วกระโจนเข้าใส่เป้าหมายที่อ่อนแอที่สุด...เจียงอี้เฉิน!

"อี้เฉิน ระวัง!" ฟู่ชิวเยว่กรีดร้องด้วยความตกใจ

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป! ฟู่สือเยี่ยนกำลังติดพันกับสุนัขอีกสองตัว ไม่มีทางช่วยได้ทัน

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง นัยน์ตาของเจียงหว่านหนิงพลันฉายประกายเย็นเยียบ นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสะบัดออกอย่างรวดเร็ว วัตถุสีเงินวาววับปรากฏขึ้นในมือนาง มันคือมีดสั้นเล่มหนึ่งที่นางเตรียมไว้ตั้งแต่แรก มีดจากมิติพิเศษของนางที่ทั้งคมกริบและแข็งแกร่งกว่าเหล็กใดๆ ในยุคนี้!

นางดึงร่างน้องชายเข้ามาในอ้อมแขนพร้อมกับตวัดมีดสวนกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยว ฉับ! คมมีดกรีดผ่านอากาศเกิดเป็นเสียงหวีดหวิว ปะทะเข้ากับร่างของสุนัขป่าที่กำลังกระโจนเข้ามาเต็มแรง

สุนัขป่าร้องโหยหวนเสียงหลง ร่างของมันร่วงกระแทกลงบนพื้นไม่ไกลจากเท้านาง มันพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงนอนกระตุกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป

เจียงหว่านหนิงยืนนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก มือข้างหนึ่งยังกอดน้องชายไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างถือมีดสั้นที่ปลายคมมีของเหลวสีแดงฉานเกาะอยู่เล็กน้อย นางปาดมันกับพื้นดินอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเก็บมันเข้าแขนเสื้อตามเดิม

ฟู่สือเยี่ยนที่เพิ่งจัดการสุนัขสองตัวนั้นเสร็จหันมาเห็นภาพนั้นพอดี แววตาของเขาฉายความทึ่งออกมาอย่างชัดเจน เขาคาดไม่ถึงว่าสตรีที่ดูบอบบางนางนี้จะเด็ดเดี่ยวและมีฝีมือถึงเพียงนี้!

ทว่า...วิกฤตยังไม่จบสิ้น

การต่อสู้ทำให้เลือดสาดกระจาย กลิ่นคาวคลุ้งยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของฝูงสุนัขป่าที่เหลือให้บ้าคลั่งยิ่งขึ้น

และแล้ว...ท่ามกลางฝูงสุนัขที่กำลังสับสนวุ่นวาย ร่างหนึ่งที่ใหญ่กว่าตัวอื่นเกือบเท่าตัวก็ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ ขนสีดำสนิทของมันมีรอยแผลเป็นพาดผ่านหลายแห่ง ดวงตาของมันแดงก่ำราวกับโลหิต มันคือจ่าฝูง!

มันไม่สนใจเหยื่อรายอื่น สายตาอำมหิตของมันจับจ้องมายังจุดเดียว...จุดที่เพิ่งสังหารพวกพ้องของมันไป

ร่างมหึมาของจ่าฝูงย่อตัวลงต่ำ เสียงขู่คำรามดังกระหึ่มในลำคอของมัน ก่อนที่มันจะทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ พุ่งตรงเข้าหาเจียงหว่านหนิงที่ยังคงยืนปกป้องน้องชายอยู่! เงาร่างของอสูรร้ายทาบทับลงมา เขี้ยวเล็บอันแหลมคมของมันพุ่งตรงเข้าหาลำคอของนาง