บทเรียนราคาแพงของตระกูลเจียง

รัตติกาลโรยตัวลงมาปกคลุมทุกสรรพสิ่งจนมิด ความเหน็บหนาวแห่งราตรีกาลแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณที่พักชั่วคราวของขบวนอพยพ กองไฟของครอบครัวฟู่มอดลงแล้ว เหลือเพียงถ่านแดงคุโชนที่มอบไออุ่นจางๆ ทุกคนต่างหลับใหลในความสงบเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอและเสียงแมลงกลางคืนขับขาน

ทว่าความสงบนั้นถูกทำลายลงในยามจื่อ (23.00-00.59 น.)

"โอ๊ย... ปวดท้องเหลือเกิน..."

เสียงโอดครวญแผ่วเบาดังมาจากทิศทางของตระกูลเจียง ปลุกฟู่สือเยี่ยนที่หลับไม่สนิทให้ลืมตาขึ้นในความมืด ประสาทสัมผัสของเขาว่องไวกว่าคนทั่วไป เสียงนั้นแม้จะเบา แต่ก็ชัดเจนในโสตประสาท

ครู่ต่อมา เสียงครวญครางไม่ได้ดังมาจากคนผู้เดียวอีกต่อไป แต่กลับดังระงมราวกับนัดหมายกันไว้ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งอย่างทุลักทุเลไปยังพงหญ้าข้างทาง

เจียงหว่านหนิงขยับตัวเล็กน้อย นางเพียงแสร้งหลับเท่านั้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบในความมืด ‘ยาถ่าย’ ที่นางผสมลงไปในเนื้อกระต่ายส่วนของตระกูลเจียงนั้น สกัดมาจากสมุนไพรป่าที่นางพบเจอระหว่างทาง เป็นยาชั้นดีที่ออกฤทธิ์ช้าแต่รุนแรงถึงใจ มันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่จะสูบพลังงานและทำให้ผู้ที่กินเข้าไปทรมานราวกับลำไส้จะขาดสะบั้น

"ต้าไห่! ข้าไม่ไหวแล้ว... โอ๊ย!" เสียงของหลินชุ่ยเจียวแผดร้องอย่างเจ็บปวด

"ข้าก็เหมือนกัน! บิดาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา!" เจียงต้าไห่สบถอย่างหัวเสีย

ความโกลาหลวุ่นวายปลุกชาวบ้านคนอื่นๆ ในขบวนให้ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ทุกคนต่างมองไปยังทิศทางของตระกูลเจียงด้วยความงุนงงระคนสงสัย ที่นั่น สมาชิกตระกูลเจียงทุกคนกำลังกุมท้องของตนด้วยใบหน้าซีดเผือด วิ่งเข้าออกพงหญ้าข้างทางจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก

ทันใดนั้นเอง หลินชุ่ยเจียวที่เพิ่งโซซัดโซเซกลับมาจากพงหญ้าก็ชี้มือมายังที่พักของครอบครัวฟู่ ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธและความเจ็บปวด

"เป็นฝีมือเจ้า! นังเด็กสารเลวเจียงหว่านหนิง! เจ้าต้องวางยาพิษในเนื้อกระต่ายนั่นแน่ๆ!"

สิ้นเสียงของนาง ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เจียงหว่านหนิงเป็นจุดเดียว บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที

ซุนหลิวฟางและฟู่ชิวเยว่สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก เจียงอี้เฉินขยับเข้าไปเกาะแขนพี่สาวแน่นด้วยความหวาดกลัว

ทว่าเจียงหว่านหนิงกลับลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเบาๆ ราวกับคำกล่าวหานั้นเป็นเพียงลมผายผาดผ่าน นางกวาดตามองหลินชุ่ยเจียวและคนอื่นๆ ในตระกูลเจียงที่สภาพน่าเวทนา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ดังฟังชัด

"ท่านป้าสะใภ้กล่าวหาข้าว่าวางยาพิษ เช่นนั้นข้าขอถามสักคำ เหตุใดคนในครอบครัวฟู่ของข้าที่กินเนื้อกระต่ายเช่นกัน จึงไม่มีผู้ใดมีอาการผิดปกติเลยแม้แต่น้อย?"

คำพูดของนางเหมือนน้ำเย็นที่สาดใส่กลางวงไฟ ทำให้ชาวบ้านที่เริ่มคล้อยตามหลินชุ่ยเจียวต้องฉุกคิด

"นั่นสิ ครอบครัวฟู่ก็กินเหมือนกันนี่นา" เสียงใครคนหนึ่งพึมพำขึ้น

หลินชุ่ยเจียวชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงตะแบงต่อ "ใครจะรู้! เจ้าอาจจะให้พวกข้ากินส่วนที่มีพิษ แต่เก็บส่วนดีๆ ไว้กินเองก็ได้!"

เจียงหว่านหนิงยิ้มหยัน "ท่านป้า ท่านเป็นคนเลือกเนื้อส่วนนั้นด้วยตนเองมิใช่หรือ? ตอนนั้นข้ามีทางเลือกอันใด? อีกอย่าง... พิษชนิดใดกันที่เลือกออกฤทธิ์เฉพาะกับคนตระกูลเจียง?"

นางหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้คำถามของตนเองลอยค้างอยู่ในอากาศ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือความเย้ยหยันเล็กน้อย "หรือจะเป็นเพราะ... ตระกูลเจียงของพวกท่านตะกละตะกลามเกินไป กินเนื้อเข้าไปมากจนท้องไส้รับไม่ไหว? หรืออาจจะเป็นเพราะร่างกายของพวกท่านอ่อนแอเกินไป ไม่คุ้นชินกับอาหารดีๆ เช่นนี้?"

คำพูดประโยคสุดท้ายแทงใจดำของตระกูลเจียงอย่างจัง! มันไม่เพียงแต่ปัดข้อกล่าวหา แต่ยังพลิกสถานการณ์กลับไปเยาะเย้ยว่าพวกเขาเป็นพวกสำออย อ่อนแอ และเห็นแก่กิน!

ใบหน้าของเจียงต้าไห่เปลี่ยนจากซีดเผือดเป็นเขียวคล้ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น ทว่าเขากลับไม่มีแรงแม้แต่จะเอ่ยเถียง เพราะอาการปวดท้องระลอกใหม่จู่โจมเข้ามาอีกครั้ง

ฟู่สือเยี่ยนยืนเงียบอยู่ข้างกายนางตลอดเวลา เขามองแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างมั่นคงของภรรยาด้วยแววตาซับซ้อน เขารู้... เขารู้ดีว่านางต้องทำอะไรบางอย่างกับเนื้อส่วนนั้นเป็นแน่ แต่เมื่อเห็นนางโต้กลับอย่างชาญฉลาด ปกป้องครอบครัวฟู่จากการถูกใส่ร้าย เขากลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ การกระทำของนางแม้จะดูโหดเหี้ยมไปบ้าง แต่ก็เป็นการสั่งสอนคนที่สมควรได้รับบทเรียน

ชาวบ้านคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าครอบครัวฟู่ไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ ก็เริ่มมองตระกูลเจียงด้วยสายตาสมเพชระคนรำคาญ

"เฮ้อ ก็แค่ท้องร่วงเท่านั้น จะโวยวายอะไรกันนักหนา"

"สงสัยจะจริงอย่างที่นางว่า ไม่เคยกินของดี พอได้กินเลยท้องไส้ปั่นป่วน"

"น่ารำคาญสิ้นดี ทำให้คนอื่นไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปด้วย"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลินชุ่ยเจียวอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี นางอยากจะกรีดร้องด่าทอเจียงหว่านหนิงให้หนำใจ แต่แล้วอาการปวดท้องก็กำเริบขึ้นอีกครั้งจนต้องรีบวิ่งกลับไปยังพงหญ้าอย่างหมดสภาพ

เจียงหว่านหนิงไม่สนใจสายตาเหล่านั้นอีก นางหันกลับมายังกองไฟของครอบครัวตนเอง ก่อนจะหยิบห่อผ้าเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาอย่างแนบเนียน ภายในคือสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ซึ่งนางแอบนำออกมาจากมิติ นางนำมันใส่ลงในหม้อน้ำที่เหลืออยู่เล็กน้อย แล้วตั้งบนถ่านไฟที่ยังร้อนระอุ

"ท่านแม่ น้องรอง ท่านพี่ ดื่มชานี่เสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ป้องกันไว้ก่อน" นางรินชาสมุนไพรอุ่นๆ ให้ทุกคนดื่ม

ซุนหลิวฟางรับถ้วยชามาดื่มเงียบๆ แววตาที่มองสะใภ้เต็มไปด้วยความทึ่ง นางไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในใจกลับเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นฝีมือของเจียงหว่านหนิง และนางก็รู้สึกพอใจกับการกระทำนั้นอย่างประหลาด

ฟู่สือเยี่ยนรับถ้วยชามาจิบ เขามองเข้าไปในดวงตาที่ใสกระจ่างของนาง และเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวไม่ยอมคนซ่อนอยู่ภายใน "เจ้า... ไม่เป็นไรนะ?" เขาถามเสียงเบา

เจียงหว่านหนิงสบตากับเขา นัยน์ตาเป็นประกายระยับ "ข้าสบายดีเจ้าค่ะ คนที่ ‘ไม่เป็นไร’ คือพวกเขาต่างหาก"

คำตอบของนางมีความหมายซ้อนเร้น แต่ฟู่สือเยี่ยนกลับเข้าใจได้ในทันที เขามิได้ซักไซ้ต่อ เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ เป็นการยอมรับ ความเชื่อใจที่เขามีต่อนางเพิ่มพูนขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว

ราตรีนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับตระกูลเจียง เสียงครวญครางและสภาพอันน่าเวทนาของพวกเขากลายเป็นเรื่องตลกขบขันของคนในขบวนอพยพ ไม่มีใครเห็นใจ มีแต่ความสมเพชและรำคาญ

เมื่อแสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องลงมา สภาพของตระกูลเจียงก็ยิ่งน่าอดสู ใบหน้าของทุกคนซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาโหลลึก ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว บทเรียนที่เจียงหว่านหนิงมอบให้ครั้งนี้มัน ‘ราคาแพง’ เกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิด

หัวหน้าขบวนตะโกนเรียกให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางต่อ ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มเก็บข้าวของและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

แต่แล้วชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับกลุ่มของตระกูลเจียงก็ร้องขึ้นด้วยความกังวล "แย่แล้ว! คนตระกูลเจียงลุกกันไม่ขึ้นเลยสักคน! สภาพแบบนี้จะเดินทางต่อได้อย่างไร!"

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนที่กำลังจะออกเดินทางต้องหยุดชะงัก สายตาทุกคู่หันไปมองกลุ่มคนที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นราวกับปลาขาดน้ำ ปัญหาใหม่ที่หนักหน่วงกว่าเดิมได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้ว