ตอนที่ 1
***บทที่ 1: ลืมตาตื่นกลางเส้นทางมรณะ***
แสงแดดแผดเผาราวกับเตาหลอมขนาดมหึมาที่เบื้องบนจงใจคว่ำลงมาบนโลกมนุษย์ ลมแล้งพัดพากลิ่นอายของฝุ่นผงและความตายลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ 'เส้นทางอพยพดินเหลือง' ผืนดินแตกระแหงราวกับกระดองเต่า ต้นหญ้าสักต้นยังแห้งกรอบจนกลายเป็นผุยผงเมื่อถูกเหยียบย่ำ ท่ามกลางขบวนอพยพหนีภัยแล้งที่ยาวเหยียด ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งนอนซมอยู่บนเกวียนไม้เก่าซอมซ่อ ลมหายใจรวยรินดุจเปลวเทียนที่ใกล้จะดับมอดลงทุกขณะ
ทันใดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทก็เบิกโพลงขึ้น!
ไป๋หลินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ความรู้สึกแห้งผากในลำคอราวกับกลืนทรายหยาบๆ เข้าไปทำให้เธอต้องนิ่วหน้า ความเจ็บปวดแล่นแปลบปราบไปทั่วศีรษะ พร้อมกับความทรงจำสองสายที่ไหลทะลักเข้าหากันอย่างรุนแรง
นางคือแพทย์หญิงอัจฉริยะแห่งยุค ผู้เชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ด้านพิษวิทยาและสมุนไพรตะวันออก ทว่าชะตาฟ้ากลับเล่นตลกให้เธอก้าวพลาดจนต้องจบชีวิตลง และเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วิญญาณของเธอกลับหลอมรวมเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปีที่มีชื่อเดียวกันในยุคโบราณอันห่างไกล ร่างกายนี้ช่างผอมโซจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เป็นเพียงบุตรสาวคนโตของครอบครัวสายรองแห่งตระกูลไป๋ที่แสนอาภัพและถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากครั้งประวัติศาสตร์
ยังไม่ทันที่ไป๋หลินจะได้จัดระเบียบความคิดอันยุ่งเหยิง เสียงตวาดแหลมสูงก็ดังขึ้นข้างหู
"เอาแผ่นแป้งนั่นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! นังเด็กไร้ค่านั่นจะอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากัน เอาเสบียงไปถมให้สุนัขกินยังจะได้เฝ้าบ้าน แต่นังตัวดีนี่มีแต่จะเป็นภาระล้างผลาญข้าวสุก!"
เมื่อหันไปมอง ไป๋หลินก็พบกับสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบอูมผิดกับผู้คนในขบวนอพยพที่ผอมแห้ง นางคือ 'หวังชุ่ยฮวา' ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋ สตรีผู้มีจิตใจคับแคบและเห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง ในมือของนางกำลังยื้อแย่งแผ่นแป้งหยาบๆ สีคล้ำชิ้นเล็กจ้อย ซึ่งเป็นเสบียงชิ้นสุดท้ายของครอบครัวสายรอง
"พี่สะใภ้ใหญ่ ขอบิแป้งชิ้นนี้ให้หลินเอ๋อร์เถิด! นางไข้ขึ้นจนไม่ได้สติมาสองวันแล้ว หากไม่ได้กินอะไรนางต้องตายแน่ๆ ข้าขอร้องท่านล่ะ!" 'เสิ่นอวี้หลาน' มารดาของร่างนี้คุกเข่าลงกับพื้นดินร้อนระอุ สองมือจับชายเสื้อของหวังชุ่ยฮวาไว้แน่น น้ำตาอาบแก้มที่ซูบตอบอย่างน่าเวทนา
"ปล่อยนะนังคนชั้นต่ำ! ท่านแม่บอกแล้วว่าเสบียงทุกอย่างต้องให้ครอบครัวสายหลักเป็นผู้จัดการ พวกเจ้าเป็นแค่แรงงาน จะกินอะไรนักหนา!" หวังชุ่ยฮวาสะบัดเท้าถีบเสิ่นอวี้หลานจนล้มลุกคลุกคลาน
'ไป๋ฉางเซิง' ผู้เป็นบิดาเห็นภรรยาถูกรังแกก็รีบถลันเข้ามาประคอง เขากำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ ทว่าด้วยนิสัยที่ถูกมารดาเฒ่ากดขี่จนชินชา ประกอบกับร่างกายที่อ่อนล้าจากการกรำงานหนักลากเกวียนแทนวัวควาย ทำให้เขาได้แต่มองป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยแววตาปวดร้าว ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากด่าทอ
หวังชุ่ยฮวาแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย มืออวบอูมเงื้อแผ่นแป้งแห้งชิ้นสุดท้ายขึ้นเตรียมจะยัดเข้าปากตนเอง
"หยุดมือเดี๋ยวนี้นะ"
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งดังขึ้นจากบนเกวียนเก่า แม้จะไม่ดังนัก แต่มันกลับแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้อากาศรอบด้านคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ทุกคนหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ร่างผอมบางของเด็กสาวที่ควรจะนอนรอความตายบัดนี้ได้ยันกายลุกขึ้นนั่งแล้ว นัยน์ตาสีดำขลับที่เคยหลบต่ำและหวาดกลัวอยู่เสมอ บัดนี้กลับทอประกายคมปลาบดุจใบมีดที่เพิ่งถูกลับจนคมกริบ
"หลินเอ๋อร์! เจ้าฟื้นแล้ว!" เสิ่นอวี้หลานอุทานด้วยความดีใจ
หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ฟื้นแล้วก็ดี จะได้ลุกมาทำงาน! มัวแต่นอนสำออยกินแรงผู้อื่นอยู่ได้ แป้งชิ้นนี้ถือเป็นค่าตอบแทนที่ข้าอุตส่าห์ทนรำคาญเสียงไอของเจ้าก็แล้วกัน!"
กล่าวจบนางก็อ้าปากเตรียมจะกัดแผ่นแป้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ไป๋หลินที่ทุกคนคิดว่าไร้เรี่ยวแรงกลับพุ่งตัวลงจากเกวียนด้วยท่วงท่าที่แม้จะดูทุลักทุเลแต่กลับรวดเร็วและแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ!
นิ้วเรียวเล็กที่เหลือเพียงกระดูกของเด็กสาวไม่ได้กำหมัดชกตี แต่กลับยื่นออกไปดุจกรงเล็บพญาอินทรี คว้าหมับเข้าที่ข้อมืออวบอูมของหวังชุ่ยฮวา
"โอ๊ย! นังเด็กบ้า แกกล้าจับข้าเรอะ ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!" หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น พยายามจะสะบัดมือออก แต่แล้วนางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
ไป๋หลินไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าสู้ เพราะรู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ทว่าในฐานะปรมาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสรีระวิทยา จุดเส้นประสาทและชีพจรทุกจุดบนร่างกายมนุษย์ล้วนกระจ่างแจ้งอยู่ในหัวของนาง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของไป๋หลินกดกระแทกลงบนจุดชีพจร 'เน่ยกวน' และบีบเค้นเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อแขนอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
จี๊ดดด!
ความรู้สึกเจ็บปวดแกมชาหนึบแล่นปราดจากข้อมือพุ่งตรงเข้าสู่หัวไหล่ดุจถูกสายฟ้าฟาด หวังชุ่ยฮวารู้สึกราวกับแขนขวาของตนเองถูกตัดขาดออกจากร่าง เรี่ยวแรงทั้งหมดสูญสลายไปในพริบตา นิ้วมืออวบอูมคลายออกอย่างไม่อาจควบคุมได้
แผ่นแป้งแห้งร่วงหล่นลงมา ไป๋หลินใช้มืออีกข้างคว้ามันไว้กลางอากาศได้อย่างหมดจด ก่อนจะปล่อยข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่อย่างไร้เยื่อใย
"อ๊ายยย! แขนข้า! แขนข้าเป็นอะไรไป นังปีศาจ! แกทำกฤตยาคมอันใดใส่ข้า!" หวังชุ่ยฮวาทรุดลงไปกองกับพื้น กุมแขนขวาที่ห้อยต่องแต่งไร้ความรู้สึกของตนเองพลางกรีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ใบหน้าอวบอูมซีดเผือดราวกับกระดาษ
ไป๋หลินยืนตัวตรงกวาดสายตาเย็นชามองสตรีตรงหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าเพียงแต่ช่วยนวดคลายเส้นให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ หากท่านยังกล้ามารังแกครอบครัวข้า หรือหวังจะขโมยเสบียงของพวกเราอีก คราวหน้า... จุดที่ข้าจะนวด อาจไม่ใช่แค่เส้นประสาทที่แขน แต่อาจเป็นจุดที่ทำให้ท่านไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้อีกตลอดกาล"
คำขู่นั้นไม่ได้แฝงไปด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ความนิ่งสงบและแววตาอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้หวังชุ่ยฮวาถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว สตรีผู้นี้ลุกลี้ลุกลนตะเกียกตะกายถอยหลังหนีราวกับเห็นผีสาง ก่อนจะวิ่งเตลิดกลับไปทางต้นขบวนเพื่อฟ้องแม่เฒ่าเจียงอย่างไม่คิดชีวิต
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน ไป๋ฉางเซิงและเสิ่นอวี้หลานเบิกตากว้างมองบุตรสาวของตนราวกับไม่เคยรู้จักมาก่อน หลินเอ๋อร์ที่มักจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรม หลินเอ๋อร์ที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ เหตุใดจู่ๆ จึงกล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับป้าสะใภ้ใหญ่ แถมยังทำให้สตรีร่างท้วมผู้นั้นพ่ายแพ้ไปได้อย่างง่ายดายเพียงแค่การจับข้อมือ!
"หลินเอ๋อร์... เจ้า... เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?" เสิ่นอวี้หลานรีบเข้ามาประคองบุตรสาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและห่วงใย
ไป๋หลินหันไปมองบิดามารดาในชาตินี้ แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะขาดวิ่นและใบหน้าจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นโคลน ทว่าแววตาที่มองมากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่นางโหยหามาตลอดในชาติก่อน หัวใจที่เย็นชาของปรมาจารย์แพทย์หญิงพลันอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
"ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ เรามาแบ่งแป้ง..."
ทว่ายังไม่ทันที่ไป๋หลินจะพูดจบประโยค เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่นางรีดเร้นออกมาใช้ก็หมดลงอย่างกะทันหัน ร่างกายที่ขาดสารอาหารอย่างรุนแรงประท้วงการกระทำอันฝืนขีดจำกัด โลกทั้งใบตรงหน้าเริ่มหมุนคว้าง ภาพบิดามารดาที่กำลังตื่นตระหนกพร่ามัวลง อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเข้าอย่างรุนแรงจนร่างของนางซวนเซและร่วงหล่นลงสู่อ้อมแขนของมารดา
ในเสี้ยววินาทีที่สติกำลังจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ดังกังวานขึ้นในโสตประสาท ตามด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ที่ดังสะท้อนก้องในห้วงคำนึง
*[ตรวจพบสัญญาณชีพจรเชื่อมต่อ... กำลังเปิดใช้งานระบบผู้ช่วย...]*
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ระบบเซินหนงและมิติลับ]**