ตอนที่ 20
***บทที่ 20: จุดแจกเสบียงของทางการ***
กำแพงเมืองสูงตระหง่านที่ก่อร่างขึ้นจากอิฐสีเทาหม่นปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางม่านหมอกยามรุ่งอรุณ เสียงตะโกนสั่งการของเจ้าหน้าที่ทางการและเสียงจอแจของฝูงชนที่ดังแว่วมาตามสายลม เปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของเหล่าผู้อพยพที่รอดตาย ฝีเท้าที่เคยหนักอึ้งและลากถูไปตามพื้นดินเหลืองแห้งผาก บัดนี้กลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ทุกชีวิตต่างเร่งจังหวะการเดิน มุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวที่อยู่เบื้องหน้า
เมื่อขบวนเกวียนของตระกูลไป๋และผู้อพยพกลุ่มอื่นๆ เคลื่อนตัวมาถึงบริเวณหน้าประตูเมือง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเต็นท์ผ้าใบหยาบๆ สีตุ่นหลายหลังถูกกางเรียงรายเป็นแนวยาว เบื้องหน้าเต็นท์เหล่านั้นมีหม้อต้มเหล็กใบยักษ์ตั้งอยู่บนกองไฟที่ลุกโชน ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับกลิ่นหอมของข้าวที่กำลังเดือดปุดๆ แม้จะเป็นเพียงกลิ่นจางๆ แต่สำหรับผู้คนที่ต้องกินรากไม้และเปลือกไม้ประทังชีวิตมาหลายวัน มันคือกลิ่นของสรวงสวรรค์อย่างแท้จริง
"จัดแถว! ผู้ใดแตกแถวหรือก่อความวุ่นวาย จะไม่ได้รับส่วนแบ่งและจะถูกขับไล่ออกไปทันที!" เสียงตวาดกร้าวของเจ้าหน้าที่ทางการที่สวมชุดเครื่องแบบสีเข้ม มือถือกระบองไม้คอยจัดระเบียบฝูงชนดังขึ้นอย่างเฉียบขาด ทำให้เหล่าผู้อพยพที่กำลังจะกรูกันเข้าไปแย่งชิงอาหารต้องรีบชะงักฝีเท้าและต่อแถวกันอย่างว่านอนสอนง่าย
ตระกูลไป๋เองก็รีบนำเกวียนไปจอดพักไว้ด้านข้าง แล้วพากันเข้าไปต่อแถวรับเสบียงเช่นกัน ไป๋หลินประคองเสิ่นอวี้หลานผู้เป็นมารดาที่แม้จะดูมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้างแล้วแต่ก็ยังคงซูบผอม ขนาบข้างด้วยไป๋ฉางเซิงที่คอยระแวดระวังภัยให้ครอบครัว และไป๋เสี่ยวชวนที่เดินเกาะชายเสื้อพี่สาวไม่ห่าง ดวงตากลมโตของเด็กน้อยจ้องมองไปยังหม้อต้มใบใหญ่ไม่วางตา ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกแล้วอึกเล่า
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม แสงแดดเริ่มสาดส่องแรงขึ้น ในที่สุดก็ถึงคิวของครอบครัวสายรอง เจ้าหน้าที่ทางการใช้กระบวยไม้ตักโจ๊กใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่พวกเขาเตรียมมาแจกจ่ายให้คนละหนึ่งชามเล็กๆ
เมื่อไป๋หลินก้มลงมองอาหารในชาม นางก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มันคือ 'โจ๊กใส' อย่างแท้จริง น้ำโจ๊กใสแจ๋วราวกับคันฉ่องจนแทบจะมองเห็นเงาสะท้อนของตนเอง มีเม็ดข้าวสารลอยฟ่องอยู่เพียงไม่กี่สิบเม็ดเท่านั้น ทว่าสำหรับยุคข้าวยากหมากแพงและภัยแล้งที่กัดกินไปทั่วทุกหย่อมหญ้า การที่ทางการยอมเปิดยุ้งฉางเจียดข้าวสารมาต้มน้ำแจกจ่ายเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นพระคุณอันล้นพ้นแล้ว
ถึงกระนั้น ในใจของเด็กสาวกลับรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็น แม้ในมิติลับ 'เซินหนง-01' ของนางจะมีเสบียงอาหารและสมุนไพรบำรุงร่างกายมากมายเพียงใด แต่นางก็ไม่สามารถนำออกมาให้ครอบครัวกินอย่างโจ่งแจ้งได้ท่ามกลางสายตานับร้อยนับพันคู่เช่นนี้ โจ๊กใสชามนี้จึงเปรียบเสมือนเกราะกำบังชั้นดี
"ท่านแม่ รีบดื่มตอนที่ยังร้อนๆ เถิดเจ้าค่ะ" ไป๋หลินประคองชามโจ๊กอุ่นๆ ส่งให้เสิ่นอวี้หลานด้วยแววตาอ่อนโยน "ถึงจะใสไปสักหน่อย แต่อย่างน้อยก็เป็นอาหารร้อนๆ ช่วยไล่ความหนาวเย็นและบำรุงกระเพาะได้ดีนัก"
เสิ่นอวี้หลานรับชามมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย นางมองบุตรสาวด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะแบ่งโจ๊กในชามของตนครึ่งหนึ่งหมายจะเทลงในชามของไป๋เสี่ยวชวน "แม่ไม่ค่อยหิว ชวนเอ๋อร์กินเยอะๆ เถิด ส่วนหลินเอ๋อร์ก็กินส่วนของเจ้าไป ไม่ต้องห่วงแม่..."
"ไม่ได้นะขอรับท่านแม่!" ไป๋เสี่ยวชวนรีบยกมือขึ้นปิดชามของตนเอง ส่ายหน้าหวือ "ข้ามีส่วนของข้าแล้ว ท่านแม่ต้องกินให้หมด ร่างกายของท่านเพิ่งจะดีขึ้น พี่ใหญ่บอกว่าท่านต้องกินอาหารร้อนๆ มากๆ"
ไป๋ฉางเซิงเองก็พยักหน้าสนับสนุนบุตรชาย เขายกชามโจ๊กของตนขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แม้จะไม่อิ่มท้องแต่น้ำข้าวอุ่นๆ ก็ทำให้ร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวจากบาดแผลรู้สึกสบายขึ้นมาก "ฟังลูกเถอะอวี้หลาน เจ้ารีบกินเสีย พวกเราจะได้หาที่นั่งพัก"
ในขณะที่ครอบครัวสายรองกำลังดื่มด่ำกับความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ ท่ามกลางความโหดร้ายของโชคชะตา บรรยากาศของตระกูลไป๋สายหลักที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักกลับเต็มไปด้วยความขุ่นมัว
"ถุย! อาหารสุนัขหรืออย่างไร! น้ำล้างกระทะยังจะมีรสชาติเสียกว่า!" เสียงโวยวายแหลมเล็กดังขึ้นทำลายความสงบ ไป๋จินเป่า บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของไป๋ต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวา สาดโจ๊กใสในชามทิ้งลงพื้นดินอย่างเกรี้ยวกราด ใบหน้าอ้วนท้วนที่ยังคงมีเนื้อมีหนังมากกว่าผู้อพยพคนอื่นๆ บิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ "ท่านย่า! ท่านแม่! ข้าไม่กินของพรรค์นี้ ข้าจะกินเนื้อ! ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว กินน้ำเปล่าพวกนี้จะไปอิ่มได้อย่างไร!"
แม่เฒ่าเจียงเห็นหลานชายสุดที่รักอาละวาดก็รีบถลันเข้าไปลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลมด้วยท่าทีพินอบพิเทา "โอ๋ๆ จินเป่าหลานรักของย่า อย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะลูก ท้องไส้จะเสียเปล่าๆ ทางการก็ช่างกระไร แจกอาหารทั้งทีก็ให้น้ำใสแจ๋วราวกับน้ำล้างเท้าคนตาย หลานชายผู้มีสติปัญญาหลักแหลมของข้าจะกินของชั้นต่ำเช่นนี้ได้อย่างไร"
หวังชุ่ยฮวาที่ใบหน้ายังคงมีรอยแดงช้ำจากการถูกพิษคันของไป๋หลินเล่นงานเมื่อวันก่อน รีบประคองชามโจ๊กของตนเองเข้ามาใกล้บุตรชาย "เป่าเอ๋อร์คนดี แม่ยกส่วนของแม่ให้เจ้ากินประทังหิวไปก่อนนะลูก พรุ่งนี้พ่อของเจ้าจะต้องหาทางซื้อซาลาเปาเนื้อมาให้เจ้าได้แน่"
"ข้าไม่เอา! ข้าบอกว่ามันไม่อร่อย! ข้าไม่อิ่ม!" ไป๋จินเป่ายังคงกระทืบเท้าโวยวาย เอาแต่ใจตนเองโดยไม่สนใจสายตาเอือมระอาของผู้อพยพรอบข้างที่มองมาอย่างตำหนิ สำหรับพวกเขา โจ๊กใสชามนี้คือต่อชีวิต แต่สำหรับเด็กก้าวร้าวผู้นี้กลับนำมาเททิ้งอย่างน่าเสียดาย
เสียงโวยวายของไป๋จินเป่าดึงดูดความสนใจของหวังชุ่ยฮวา นางกวาดสายตาอันละโมบไปรอบๆ หวังจะหาทางเอาอกเอาใจบุตรชายหัวดื้อ และในจังหวะนั้นเอง สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับครอบครัวสายรองที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่เงียบๆ มุมปากของหวังชุ่ยฮวากระตุกขึ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและร้ายกาจหรี่แคบลงเมื่อเห็นเสิ่นอวี้หลานที่กำลังค่อยๆ ประคองชามโจ๊กที่ยังเหลืออยู่ค่อนชามขึ้นจรดริมฝีปาก
'นังตัวดี ป่วยไข้ใกล้ตายอยู่แล้ว จะกินของดีๆ ไปทำไมให้เปลืองข้าวสุก มิสู้เอามาบำรุงสมองให้เป่าเอ๋อร์ของข้าไม่ดีกว่าหรือ!' ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในหัวของหวังชุ่ยฮวาอย่างรวดเร็ว นางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะยืดตัวขึ้นและก้าวเท้าย่ำตึงตังตรงดิ่งไปยังทิศทางที่ครอบครัวสายรองนั่งอยู่
ไป๋หลินที่คอยลอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของตระกูลหลักอยู่ตลอดเวลา สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งเข้ามา ดวงตาดอกท้อของเด็กสาวทอประกายเย็นเยียบเยือกเย็น นางค่อยๆ เลื่อนมือลงไปสัมผัสขอบแขนเสื้อที่ซ่อนเข็มพิษสกัดกั้นเส้นประสาทเอาไว้ แสร้งทำเป็นก้มหน้าจัดแจงเสื้อผ้าให้มารดา แต่แท้จริงแล้ว สติสัมปชัญญะทุกส่วนกำลังจับจ้องไปยังเงาร่างอวบอ้วนของป้าใหญ่ที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาประดุจแร้งร้ายที่หมายตาก้อนเนื้อชิ้นสุดท้าย
เงาทะมึนของหวังชุ่ยฮวาทาบทับลงบนร่างอันผอมบางของเสิ่นอวี้หลาน พร้อมกับฝ่ามือหยาบกร้านที่ยื่นออกไปหมายจะกระชากชามดินเผาออกจากมือของคนป่วยที่ไร้ทางสู้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การประจานหน้าเต็นท์แจกทาน]**