ตอนที่ 19
***บทที่ 19: รอยแผลและการรักษา***
ร่างของไป๋ฉางเซิงทรุดฮวบลงกระแทกผืนดินที่แห้งแล้ง มือหยาบกร้านดั่งเปลือกไม้กุมท่อนแขนซ้ายของตนเองเอาไว้แน่น โลหิตสีเข้มทะลักทลายราวกับสายน้ำที่ไร้ทำนบกั้น ซึมผ่านรอยขาดวิ่นของแขนเสื้อจนชุ่มโชก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยแตะจมูก ท่ามกลางความมืดมิดและเสียงหอบหายใจรวยรินของคนในครอบครัว
"ท่านพี่!" เสิ่นอวี้หลานกรีดร้องสุดเสียง น้ำตาแห่งความหวาดกลัวร่วงเผาะ นางถลันกายเข้าไปประคองร่างของสามีด้วยมือที่สั่นเทา ในขณะที่ไป๋เสี่ยวชวนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือดไร้สีเลือด
หัวใจของไป๋หลินกระตุกวูบ ทว่าสัญชาตญาณแห่งแพทย์อัจฉริยะจากชาติภพก่อนกลับทำงานอย่างฉับพลัน ความตื่นตระหนกถูกระงับไว้ด้วยความเยือกเย็น ดรุณีวัยสิบห้าปีพุ่งตัวเข้าไปจับแขนบิดาอย่างระมัดระวัง แม้โจรป่าจะเตลิดหนีไปหมดแล้ว ทว่ากลิ่นคาวเลือดอาจดึงดูดสัตว์ร้ายหรือภัยอันตรายอื่นในยามวิกาลได้
"ท่านแม่ เสี่ยวชวน รีบช่วยข้าพยุงท่านพ่อไปหลบหลังมุมอับของเกวียนไม้เร็วเข้า!" เสียงของไป๋หลินเด็ดขาดและทรงอำนาจอย่างประหลาด ทำให้เสิ่นอวี้หลานและน้องชายที่กำลังสติแตกได้สติกลับคืนมา ทั้งสามทุลักทุเลช่วยกันพยุงร่างของชายวัยกลางคนไปซ่อนตัวหลังเกวียนซึ่งถูกบดบังด้วยเงามืดของพุ่มไม้แห้ง
เมื่อจัดให้บิดานั่งพิงล้อเกวียนได้สำเร็จ ไป๋หลินไม่รอช้า นางฉีกชายแขนเสื้อของบิดาออกเพื่อประเมินรอยแผล แม้แสงจันทร์จะริบหรี่ แต่นางก็พอมองเห็นได้ว่าคมมีดถากผ่านชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อไปลึกพอสมควร โชคดีที่ยังไม่ตัดโดนเส้นเลือดใหญ่ ทว่าหากปล่อยให้เลือดไหลออกมากเช่นนี้ ในสภาพร่างกายที่ขาดสารอาหารมาแรมเดือน ไป๋ฉางเซิงย่อมไม่อาจทนรับได้
'ระบบเซินหนง เปิดมิติลับ'
ไป๋หลินส่งกระแสจิตสั่งการอย่างรวดเร็ว นางทำทีเป็นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของตนเอง ทว่าแท้จริงแล้วกลับดึงเอา 'น้ำพุจิตวิญญาณ' บริสุทธิ์จำนวนหนึ่งออกมาใส่กระบอกน้ำไม้ไผ่ พร้อมกับหยิบกอสมุนไพรห้ามเลือดชั้นเลิศที่เพิ่งปลูกและเติบโตอย่างรวดเร็วในมิติออกมาด้วย
"ท่านพ่อ อดทนสักนิดนะเจ้าคะ ข้าจะล้างแผลให้"
เด็กสาวเทน้ำพุจิตวิญญาณลงบนเศษผ้าสะอาดที่ฉีกจากชายกระโปรงของตน แล้วนำมาซับลงบนปากแผลอย่างเบามือ ทันทีที่หยาดน้ำวิเศษสัมผัสกับรอยแยกของผิวเนื้อ สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น
ความเจ็บปวดแสบร้อนที่เคยแล่นริ้วราวกับถูกไฟลวก พลันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเย็นซ่านที่แทรกซึมลึกลงไปถึงกระดูก โลหิตที่เคยไหลรินไม่ขาดสายค่อยๆ ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ไป๋ฉางเซิงที่ตอนแรกขบกรามแน่นเตรียมรับความเจ็บปวด ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ร่างกายที่เคยอ่อนล้าและตึงเครียดกลับรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
จากนั้น ไป๋หลินนำสมุนไพรห้ามเลือดใส่ปากเคี้ยวให้แหลกละเอียดเพื่อดึงสรรพคุณทางยาออกมาให้ได้มากที่สุด ก่อนจะคายออกมาแล้วพอกทับลงบนปากแผลอย่างระมัดระวัง นางใช้เศษผ้าอีกผืนพันทับและผูกปมอย่างแน่นหนาและถูกหลักวิชาแพทย์
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครึ่งก้านธูป โลหิตก็หยุดไหลสนิท ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ผ้าพันแผลที่ชุ่มด้วยน้ำพุจิตวิญญาณและสมุนไพรวิเศษ ปากแผลที่เคยเปิดกว้างก็เริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วผิดมนุษย์มนา ไร้ซึ่งร่องรอยของอาการอักเสบหรือบวมแดงแม้แต่น้อย
ไป๋ฉางเซิงก้มมองแขนของตนเองสลับกับมองใบหน้าเรียบเฉยของบุตรสาว ความตกตะลึงฉายชัดในดวงตาที่ฝ้าฟาง "หลินเอ๋อร์... นี่มัน... แผลของพ่อไม่เจ็บแล้ว เลือดก็หยุดไหลราวกับปลิดทิ้ง เจ้า... เจ้าไปเรียนรู้วิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศเยี่ยงนี้มาจากที่ใดกัน?"
เสิ่นอวี้หลานที่นั่งน้ำตานองหน้าอยู่ข้างๆ ก็ชะงักไปเช่นกัน นางมองบุตรสาวราวกับเพิ่งเคยรู้จักเป็นครั้งแรก การกระทำที่คล่องแคล่วและเด็ดขาดเมื่อครู่ ไม่เหมือนเด็กสาวชาวนาที่เอาแต่ก้มหน้ายอมคนเลยแม้แต่น้อย
ไป๋หลินลอบถอนหายใจเล็กน้อย นางเตรียมคำแก้ตัวไว้อยู่แล้ว จึงเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาด้วยแววตาใสซื่อ "ท่านพ่อจำตอนที่เรายังอยู่หมู่บ้านเดิมได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าเคยมักจะไปแอบดูท่านหมอเฒ่าท้ายหมู่บ้านเวลาที่เขารักษาพวกพรานป่าที่บาดเจ็บกลับมา ข้าเป็นคนความจำดี จึงจดจำรูปลักษณ์ของสมุนไพรและวิธีล้างแผลของท่านหมอมาได้จนขึ้นใจ"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ชี้มือไปยังความมืดมิดของป่าด้านหลัง "เมื่อครู่ตอนที่พวกเราหนีตาย ข้าบังเอิญเห็นสมุนไพรห้ามเลือดขึ้นอยู่ริมทาง จึงรีบคว้าติดมือมาด้วย ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตา ให้ข้าได้ใช้มันเพื่อช่วยชีวิตท่านพ่อเอาไว้"
คำอธิบายที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับสถานการณ์ ทำให้ไป๋ฉางเซิงคลายความสงสัยลง เขารู้ดีว่าบุตรสาวคนนี้หัวไวมาตั้งแต่เด็ก เพียงแต่ถูกตระกูลหลักกดขี่จนไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถ ชายวัยกลางคนดึงตัวบุตรสาวและภรรยาเข้ามากอดด้วยแขนข้างที่ยังดีอยู่ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลรินอย่างไม่อาจกลั้น
"เป็นความผิดของพ่อเอง... พ่อโง่งมหลงเชื่อฟังกฎเกณฑ์แห่งความกตัญญูจอมปลอมมาตลอด ปล่อยให้ท่านย่าและท่านลุงของเจ้าทอดทิ้งพวกเราเป็นเหยื่อล่อโจร พ่อช่างไร้ความสามารถนัก เกือบทำให้พวกเจ้าต้องเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว" น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวด
"ท่านพ่ออย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ" ไป๋หลินลูบหลังบิดาเบาๆ "ท่านเอาตัวเข้าขวางคมมีดเพื่อปกป้องท่านแม่และน้องชาย นั่นคือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว นับจากนี้ไป พวกเราสี่คนพ่อแม่ลูกจะดูแลกันและกัน ไม่ยอมให้ผู้ใดมากดขี่ข่มเหงได้อีก"
คำพูดของเด็กสาวเปรียบดั่งสายลมที่พัดพาเมฆหมอกในใจของไป๋ฉางเซิงให้กระจ่าง เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาที่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความเด็ดเดี่ยว เขาจะไม่ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้ตระกูลหลักสับโขกอีกต่อไป
ค่ำคืนอันยาวนานและโหดร้ายค่อยๆ ผ่านพ้นไป ครอบครัวสายรองอาศัยพักพิงอยู่หลังเกวียนไม้จนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องทาบทามขอบฟ้า บาดแผลของไป๋ฉางเซิงสมานตัวดีจนเขาสามารถขยับแขนได้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก ซึ่งเขาก็คิดว่าเป็นเพราะสรรพคุณของสมุนไพรป่าที่บุตรสาวหามาได้ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นเพราะพลานุภาพแห่งมิติลับต่างหาก
เมื่อฟ้าสาง พวกเขาก็ต้องออกเดินทางต่อเพื่อหาแหล่งน้ำและอาหาร ทว่าเมื่อขบวนเกวียนเล็กๆ ของพวกเขาเคลื่อนตัวพ้นแนวเขา สายลมยามเช้าก็หอบเอาสัญลักษณ์บางอย่างมาปะทะจมูก
มันไม่ใช่กลิ่นคาวเลือด หรือกลิ่นฝุ่นทรายที่แห้งแล้ง แต่เป็นกลิ่นหอมจางๆ ของข้าวต้มที่กำลังเดือดปุดๆ!
ไป๋หลินหรี่ตาลง มองฝ่าม่านหมอกยามเช้าออกไปเบื้องหน้า ที่ปลายทางของเส้นทางดินเหลือง ปรากฏเงาร่างของกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ลิบๆ และเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ทางการที่ดังแว่วมาตามสายลม ทำให้หัวใจของผู้อพยพที่รอดตายต่างพองโตด้วยความหวังอันสว่างไสว ทว่าในดวงตาของไป๋หลินกลับแฝงไว้ด้วยความระแวดระวัง เพราะนางรู้ดีว่า ที่ใดมีอาหารแจกจ่ายฟรี ที่นั่นย่อมหนีไม่พ้นการแย่งชิง และแน่นอนว่า... ญาติผู้แสนดีของนางก็คงจะป้วนเปี้ยนอยู่ที่นั่นเช่นกัน
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: จุดแจกเสบียงของทางการ]**