ตอนที่ 18
***บทที่ 18: ขับไล่โจรป่าด้วยปัญญา***
รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าของแพทย์หญิงอัจฉริยะ... ในเมื่ออุตส่าห์รอนแรมมาส่งให้ถึงที่ นางก็จะขอใช้พวกมันเป็นหนูทดลองยาเสียหน่อยก็แล้วกัน!
เงาดำทะมึนของกลุ่มโจรป่าย่องกริบเข้ามาใกล้เกวียนไม้ของครอบครัวสายรองมากขึ้นทุกขณะ กลิ่นอายความหิวโหยและสิ้นหวังที่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมแผ่ซ่านออกมาจากตัวพวกมัน ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลอดกิ่งไม้ เผยให้เห็นประกายความวาววับของมีดพร้าขึ้นสนิมและท่อนไม้เนื้อแข็งในมือของพวกมันอย่างชัดเจน
ทว่า ในจังหวะที่โจรกลุ่มนั้นกำลังก้าวผ่านบริเวณที่พักของตระกูลหลัก เสียงกิ่งไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าของโจรผู้หนึ่งพลันดัง ‘เป๊าะ!’ ขึ้นเบาๆ
แม้จะเป็นเพียงเสียงแผ่วเบา แต่สำหรับผู้ที่นอนหลับไม่สนิทด้วยความหวาดระแวงเช่นแม่เฒ่าเจียง มันดังพอที่จะปลุกให้นางเบิกตาโพลง หญิงชรามืดบอดด้วยความเห็นแก่ตัวตวัดสายตามองฝ่าความมืด เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธกำลังมุ่งหน้าไปยังเกวียนของครอบครัวสายรอง แทนที่นางจะส่งเสียงเตือนสติลูกหลานเพื่อร่วมมือกันต่อสู้ นางกลับรีบตะครุบปากตัวเองแน่นด้วยความขี้ขลาดตาขาว
แม่เฒ่าเจียงรีบสะกิดไป๋ต้ากุ้ยและหวังชุ่ยฮวาที่นอนอยู่ข้างๆ อย่างร้อนรน ทั้งสามคนเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นโจรป่า แต่เมื่อตระหนักว่าเป้าหมายของพวกมันคือครอบครัวของไป๋ฉางเซิง ไม่ใช่พวกตน สัญชาตญาณเอาตัวรอดอันเห็นแก่ตัวก็ทำงานทันที หวังชุ่ยฮวารีบคว้าตัวจินเป่ายัดเข้าสู่อ้อมอก ส่วนไป๋ต้ากุ้ยก็โกยสัมภาระเล็กๆ น้อยๆ ของตนมากอดไว้แน่น จากนั้นคนตระกูลหลักทั้งสี่ชีวิตก็พากันคลานเข่าหมอบต่ำราวกับสุนัขขี้เรื้อน ลอบหลบหนีเข้าไปในพงหญ้าทึบอีกด้านหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ปล่อยทิ้งให้ครอบครัวสายรองเผชิญหน้ากับความตายโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง!
การกระทำอันน่ารังเกียจนั้นไม่อาจเล็ดลอดสายตาอันเฉียบคมของไป๋หลินไปได้ เด็กสาวเพียงแค่นขบขันในใจอย่างเย็นชา สายใยครอบครัวของตระกูลไป๋ช่างเปราะบางและเน่าเหม็นยิ่งกว่าเศษซากในกองขยะเสียอีก!
"ค้นดูที่เกวียนไม้นั่น! พวกมันน่าจะซ่อนเสบียงเอาไว้!" เสียงแหบพร่าของโจรผู้เป็นหัวหน้ากระซิบสั่งการ ก่อนที่พวกมันทั้งห้าคนจะพุ่งตัวเข้าล้อมเกวียนไม้ของครอบครัวสายรองไว้ทุกทิศทาง
ไป๋ฉางเซิงที่ซุ่มหมอบอยู่หลังเกวียนเห็นประกายมีดวาววับเข้าตา สัญชาตญาณความเป็นบิดาก็ปะทุขึ้นเหนือความหวาดกลัวใดๆ ทั้งปวง ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้นยืนตระหง่าน กางสองแขนออกกว้างราวกับพญาเหยี่ยวที่ปกป้องลูกนก ซ่อนร่างของเสิ่นอวี้หลาน ไป๋เสี่ยวชวน และไป๋หลินไว้เบื้องหลังแผ่นหลังอันสั่นเทาของตน
"พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ! ข้าไม่มีเสบียงอะไรให้พวกเจ้าทั้งนั้น!" ไป๋ฉางเซิงคำรามเสียงต่ำ แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นระริก แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของการพร้อมแลกชีวิต
พวกโจรป่าชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแสยะยิ้มเย้ยหยัน "ไม่มีเสบียงงั้นรึ? งั้นก็ทิ้งชีวิตของพวกเจ้าเอาไว้ที่นี่ก็แล้วกัน!"
พูดจบ โจรสองคนแนวหน้าก็เงื้อมีดพร้าขึ้นหมายจะพุ่งเข้าฟาดฟัน
"ท่านพ่อ หลบไปเจ้าค่ะ!"
สุรเสียงใสกระจ่างทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจเยือกเย็นของไป๋หลินดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับร่างบอบบางที่ก้าวพรวดออกมาประจันหน้ากับกลุ่มโจรอย่างสง่างามไร้ซึ่งความตื่นตระหนก สายลมยามวิกาลพัดโชยมาจากด้านหลังของนาง พัดพามุ่งหน้าไปยังกลุ่มโจรป่าอย่างพอดิบพอดี นี่คือจังหวะที่นางคำนวณเอาไว้แล้ว!
มือเรียวบางที่กำห่อกระดาษไว้แน่นตวัดขึ้นไปในอากาศอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปลายนิ้วสะบัดเปิดผนึกกระดาษออกอย่างชาญฉลาด!
"รับของขวัญต้อนรับไปเสียเถอะ!"
ฟุ่บ!
ละอองฝุ่นสีแดงอมน้ำตาลถูกซัดสาดออกไปเบื้องหน้า อาศัยแรงลมส่งเสริมให้มันแตกตัวกลายเป็นม่านหมอกพิษขนาดย่อม ครอบคลุมใบหน้าของกลุ่มโจรป่าทั้งห้าคนที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างไม่อาจหลบเลี่ยง!
มันคือ 'ผงพิษตาบอดชั่วคราว' ที่ไป๋หลินใช้เวลาในห้องสกัดโอสถแห่งมิติเซินหนง คัดสรรพริกป่าสายพันธุ์ที่เผ็ดร้อนที่สุด ผสมผสานกับสมุนไพรฤทธิ์ระคายเคืองขั้นสุดยอด บดละเอียดจนเป็นผงธุลีที่เบาบางยิ่งกว่าฝุ่นผง เพียงแค่สัมผัสกับอากาศ มันก็พร้อมจะแผลงฤทธิ์ร้ายกาจ!
"อั้ก! แค่กๆๆ! นี่มันผงอะไรกัน!"
ทันทีที่ละอองพิษสูดดมเข้าสู่โพรงจมูกและสัมผัสกับดวงตาของพวกมัน ปฏิกิริยาก็ตอบสนองในเสี้ยววินาที! กลุ่มโจรป่าที่เคยก้าวร้าวพลันหยุดชะงัก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่า ก่อนที่พวกมันจะทิ้งอาวุธในมือลงพื้นดินดังกราว ยกทั้งสองมือขึ้นกุมใบหน้าของตนเองพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างน่าเวทนา
"อ๊ากกก! ร้อน! ร้อนเหลือเกิน! ตาข้า! ตาข้าแผดเผาไปหมดแล้ว!"
"น้ำ! ขอน้ำ! แค่กๆๆ! ข้าหายใจไม่ออก!"
ความเจ็บปวดแสบร้อนราวกับมีเข็มอัคคีนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในดวงตาและลำคอ ทำให้พวกมันสูญเสียการทรงตัว น้ำตาและน้ำมูกไหลทะลักออกมาเป็นสายอย่างไม่อาจควบคุม ทัศนวิสัยเบื้องหน้ามืดมิดลงฉับพลันเหลือเพียงความแสบร้อนทรมานที่กัดกินโสตประสาท กลุ่มโจรป่าที่เคยเหี้ยมโหด บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงฝูงแมลงที่ตาบอดและไร้ทิศทาง พวกมันสะเปะสะปะชนกันเอง ล้มลุกคลุกคลาน กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับเชื่อว่าตนเองได้ไปล่วงเกินปีศาจร้ายแห่งขุนเขาเข้าเสียแล้ว
"ผีหลอก! เกวียนไม้นี้มีปีศาจคุ้มครอง! หนี! รีบหนีเร็วเข้า!" หัวหน้าโจรที่ตาพร่ามัวตะโกนลั่นด้วยความขลาดเขลา มันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นและวิ่งเตลิดเปิดเปิงกลับเข้าไปในป่าทึบอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีลูกสมุนที่เหลือวิ่งชนต้นไม้และล้มลุกคลุกคลานตามไปติดๆ
ไป๋หลินยืนมองผลงานของตนเองด้วยแววตาราบเรียบ การใช้ปัญญาและผงสมุนไพรจัดการศัตรูโดยไม่ต้องเปลืองแรงและไม่ต้องมีผู้ใดตกตาย คือวิถีแห่งแพทย์พิษที่แท้จริง
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของการหลบหนีนั้นเอง...
ฟุ่บ!
เสียงของมีดแหวกอากาศดังขึ้นท่ามกลางความมืด โจรป่ารั้งท้ายผู้หนึ่งที่กำลังตาพร่ามัวและตื่นตระหนกขีดสุด มันกวัดแกว่งมีดพร้าในมือสะเปะสะปะเพื่อป้องกันตัวขณะถอยร่น ทว่าทิศทางของคมมีดที่เหวี่ยงอย่างมืดบอดนั้น กลับพุ่งเป็นเส้นโค้งตรงไปยังมุมอับหลังเกวียน... จุดที่เสิ่นอวี้หลานกำลังกอดร่างของไป๋เสี่ยวชวนเอาไว้แน่น!
"ระวัง!"
ไป๋ฉางเซิงที่ตาไวเบิกตากว้างด้วยความตระหนก ชายวัยกลางคนไม่ลังเลเลยแม้แต่เสี้ยววินาที เขาทะยานร่างของตนเองพุ่งกระโจนเข้าขวางหน้าคมมีดที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างสุดกำลัง เพื่อทำหน้าที่เป็นโล่เนื้อปกป้องภรรยาและบุตรชาย!
ฉึก! แคร่ก!
เสียงของมีคมกรีดผ่านเนื้อผ้าหยาบๆ กระชากจนขาดวิ่น ดังก้องไปพร้อมกับเสียงสบถแหบพร่าในลำคอของไป๋ฉางเซิง ร่างของเขาทรุดฮวบลงกระแทกกับพื้นดินเบื้องหน้าเสิ่นอวี้หลาน มือหยาบกร้านยกขึ้นกุมท่อนแขนซ้ายของตนเองเอาไว้แน่น ทว่ากลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งขึ้นมาในอากาศอย่างกะทันหัน กลับทำให้หัวใจของไป๋หลินที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง พลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รอยแผลและการรักษา]**