ตอนที่ 17

***บทที่ 17: คำมั่นสัญญาของน้องชาย***

ท่ามกลางความมืดมิดสลัวใต้เงาไม้ใหญ่ เสียงสวบสาบของกิ่งไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำดึงสติของไป๋หลินให้ตื่นตัวสูงสุด ดวงตาหงส์ที่เคยเรียบเฉยพลันหรี่ลง ทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดู แม้นางจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทว่าสัญชาตญาณของแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนบอกนางว่า การตื่นตระหนกในยามที่ร่างกายของคนในครอบครัวยังอ่อนล้า ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ชาญฉลาด

"ท่านพ่อ ท่านแม่ เสี่ยวชวน..." ไป๋หลินลดระดับเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "รีบกินเถิดเจ้าค่ะ ดื่มน้ำแกงตอนที่ยังร้อนๆ ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น หากท้องไม่อิ่ม ร่างกายย่อมไม่มีเรี่ยวแรงรับมือ"

เสิ่นอวี้หลานและไป๋ฉางเซิงแม้จะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากน้ำเสียงของบุตรสาว แต่เมื่อเห็นแววตาที่สงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวของนาง พวกเขาก็เลือกที่จะพยักหน้าและตักน้ำแกงผักป่าเข้าปาก

ทันทีที่น้ำแกงสีใสอมเขียวอ่อนๆ แตะลงบนปลายลิ้น รสชาติหวานล้ำของผักสดที่ต้มจนเปื่อยพอดีก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความร้อนผ่าวไหลลื่นลงสู่ลำคอ นำพาความอบอุ่นสายหนึ่งไปหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารที่แห้งเหือดและหดเกร็งมาเนิ่นนาน นี่คือมื้อแรกในรอบหลายเดือนที่ครอบครัวสายรองได้กินผักต้มสดๆ ร้อนๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่เศษเปลือกไม้หรือแผ่นแป้งหยาบกระด้างที่กลืนแทบไม่ลงเหมือนที่ผ่านมา

ไออุ่นจากชามดินเผาแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือ สรรพคุณของผักที่ได้รับการรดด้วยน้ำพุแห่งจิตวิญญาณเจือจางเริ่มออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ร่างกายที่เคยซูบผอมและจิตใจที่เคยห่อเหี่ยวของพวกเขากำลังได้รับการฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์ สีหน้าของเสิ่นอวี้หลานที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาด ในขณะที่ไป๋ฉางเซิงรู้สึกได้ถึงเรี่ยวแรงที่ค่อยๆ ไหลเวียนกลับคืนสู่ท่อนแขนและท่อนขา

ทว่าในขณะที่กำลังกลืนกินความอบอุ่นนั้นหยดน้ำตาร้อนๆ ของบุรุษผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวกลับร่วงหล่นลงกระทบผิวน้ำแกงในชาม ไป๋ฉางเซิงมองดูลูกๆ และภรรยาด้วยหัวใจที่บีบรัดด้วยความรู้สึกผิด เขากำช้อนไม้ในมือแน่นจนข้อขาว รู้สึกสมเพชตนเองที่ผ่านมาตรัสรู้ช้าเกินไป ความกตัญญูอย่างโง่งมที่เขามอบให้แก่มารดาบังเกิดเกล้า กลับกลายเป็นหอกแหลมที่ทิ่มแทงลูกเมียจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากไม่ได้ความกล้าหาญและสติปัญญาของไป๋หลินในวันนี้ พวกเขาคงต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนกลางเส้นทางอพยพดินเหลืองไปแล้ว

"หลินเอ๋อร์ พ่อ..." ไป๋ฉางเซิงเสียงสั่นเครือ ความละอายใจจุกอยู่ที่ลำคอ

"ท่านพ่อไม่ต้องกล่าวสิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ อดีตผ่านไปแล้ว สิ่งสำคัญคือวันพรุ่งนี้ที่เราต้องก้าวเดินต่อไป" ไป๋หลินกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าหนักแน่นเพื่อดึงสติบิดา

ในขณะเดียวกัน ไป๋เสี่ยวชวนที่กอดชามดินเผาบรรจุน้ำแกงผักไว้แนบอก ค่อยๆ วางชามที่ว่างเปล่าลง เด็กชายวัยสิบขวบที่เคยผอมโซดั่งไม้ซีก บัดนี้ดวงตากลมโตกลับทอประกายเจิดจ้าและแน่วแน่เกินวัย เขาไม่เพียงแต่รับรู้ถึงรสชาติของอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิต แต่เขายังรับรู้ถึงหยาดเหงื่อและความเสี่ยงอันตรายที่พี่สาวต้องเผชิญเพื่อแลกมันมา

เด็กชายขยับตัวเข้ามาใกล้ไป๋หลิน เอื้อมมือเล็กๆ ที่หยาบกร้านไปกุมมือของพี่สาวไว้แน่น สายตาของเขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของไป๋หลิน ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

"พี่ใหญ่... ข้าขอให้คำมั่นสัญญา" เสียงของไป๋เสี่ยวชวนแม้จะยังเป็นเพียงเสียงของเด็กน้อย แต่กลับกังวานและเปี่ยมไปด้วยพลัง "เมื่อข้าโตขึ้น ข้าจะแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ ข้าจะเป็นคนปกป้องพี่ใหญ่ ปกป้องท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดหน้าไหน หรือคนตระกูลหลักคนใด มารังแกครอบครัวของเราได้อีก ข้าจะใช้ชีวิตนี้เป็นเกราะกำบังให้พวกท่าน!"

คำสาบานที่ไร้เดียงสาทว่าบริสุทธิ์และทรงพลังดั่งเหล็กกล้า ทำให้เสิ่นอวี้หลานถึงกับยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นด้วยความตื้นตันใจ ไป๋ฉางเซิงเองก็เบิกตากว้าง มองบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน

ไป๋หลินมองน้องชายที่ยอมจำนนต่อโชคชะตามาตลอด บัดนี้ได้มีไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นในดวงตา นางคลี่รอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก เอื้อมมือไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมแห้งๆ ของเขาอย่างเบามือ "พี่จะจดจำคำสัญญาของเจ้าไว้ เสี่ยวชวนของพวกเราเติบโตเป็นบุรุษแล้วจริงๆ"

ภาพความผูกพันของครอบครัวเบื้องหน้า ทำให้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของแพทย์อัจฉริยะเริ่มวางแผนการระยะยาวอย่างเงียบๆ ในใจ... การมีชีวิตรอดไปวันๆ ระหว่างการอพยพนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของนาง ตระกูลไป๋สายหลักเปรียบเสมือนปลิงดูดเลือดที่คอยแต่จะเกาะกินและสูบพลังชีวิตของครอบครัวนางไปจนหมดสิ้น หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่านางจะใช้มิติลับเพาะปลูกพืชผลได้มากเพียงใด หรือปรุงยาได้วิเศษแค่ไหน ผลประโยชน์เหล่านั้นก็จะถูกแม่เฒ่าเจียงและลุงใหญ่หาข้ออ้างแย่งชิงไปจนหมด

'ข้าต้องแยกบ้าน...' ไป๋หลินคิดในใจอย่างเด็ดขาด 'เมื่อขบวนอพยพเดินทางไปถึงจุดหมายที่ปลอดภัย หรือตั้งรกรากในหมู่บ้านแห่งใหม่ ข้าจะต้องหาแผนการบีบบังคับให้ตระกูลหลักเป็นฝ่ายเอ่ยปากตัดขาดจากครอบครัวเราอย่างเป็นทางการ โดยที่ท่านพ่อไม่ต้องแบกรับข้อหาอกตัญญูจนเสื่อมเสียชื่อเสียง'

นางเริ่มคำนวณต้นทุนในมือ มิติลับของระบบเซินหนง-01 คือไพ่ตายชั้นยอด เมื่อพวกนางแยกบ้านสำเร็จ นางจะสามารถนำเมล็ดพันธุ์ออกมาปลูก ใช้สมุนไพรปรุงยารักษาโรค และสร้างฐานะให้ครอบครัวสายรองได้อยู่อย่างสงบสุข ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทว่าอิ่มหนำสำราญตามวิถีแห่งการทำฟาร์มที่แท้จริง

สวบ! แกรก...

ความคิดของไป๋หลินพลันหยุดชะงัก เมื่อเสียงฝีเท้าที่เคยแผ่วเบาเริ่มดังชัดเจนขึ้นและมีจำนวนมากกว่าหนึ่ง!

กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นสาบสางของเหงื่อไคลที่ไม่ใช่กลิ่นของสัตว์ป่าลอยตามสายลมมาปะทะจมูก ไป๋หลินตวัดสายตาฝ่าความมืดทะลุแนวพุ่มไม้ไป เงาดำทะมึนราวสี่ถึงห้าสายกำลังย่องกริบผ่านเกวียนของตระกูลหลักที่กำลังหลับสนิทราวกับซากศพ เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเกวียนไม้ของครอบครัวสายรองที่จอดหลบมุมอยู่ท้ายขบวน!

"โจรป่า..." ไป๋หลินพึมพำเสียงเย็นชาไร้ระลอกคลื่น

"อะไรนะ!" ไป๋ฉางเซิงสะดุ้งสุดตัว เตรียมจะผุดลุกขึ้นบังหน้าลูกเมียตามสัญชาตญาณ

"ชู่ว... ท่านพ่ออย่าเพิ่งขยับ หมอบลงหลังเกวียนเงียบๆ เจ้าค่ะ" ไป๋หลินกดไหล่บิดาลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นอันตรายประดุจนักล่าที่รอคอยเหยื่อ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย มือเรียวบางของเด็กสาวค่อยๆ สอดเข้าไปในแขนเสื้อที่ขาดวิ่นอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วของนางสัมผัสเข้ากับห่อกระดาษเล็กๆ ที่บรรจุ 'ของขวัญต้อนรับ' ซึ่งนางสกัดเตรียมไว้ล่วงหน้า... มันคือผงพิษที่สกัดจากพริกป่าและสมุนไพรฤทธิ์ร้อนแรงสูงสุดในมิติ เพียงแค่สัมผัสละอองฝุ่นของมัน ก็เพียงพอที่จะทำให้ดวงตาของผู้บุกรุกมืดบอดและหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดได้ชั่วคราว!

รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าของแพทย์หญิงอัจฉริยะ... ในเมื่ออุตส่าห์รอนแรมมาส่งให้ถึงที่ นางก็จะขอใช้พวกมันเป็นหนูทดลองยาเสียหน่อยก็แล้วกัน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขับไล่โจรป่าด้วยปัญญา]**