ตอนที่ 16

***บทที่ 16: ยาสลบไร้กลิ่นและมื้ออาหารลับ***

ดวงตาหงส์ของไป๋หลินหรี่แคบลงจนแทบจะเป็นเส้นตรง ความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกจากร่าง นางดึงสติกลับคืนสู่โลกภายนอกอย่างรวดเร็ว ร่างบอบบางขยับเข้าไปใกล้รอยแตกของแผ่นไม้กระดานบนเกวียนอย่างเงียบเชียบ อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาสะท้อนเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ไม่ไกล

หญิงสาวเพ่งมองจนแน่ใจ ร่างที่อวบอ้วนผิดกับผู้อพยพคนอื่นและใบหน้าที่ยังคงบวมเป่งจากการโดนพิษนั้นจะเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากป้าสะใภ้ใหญ่ 'หวังชุ่ยฮวา' หญิงวัยกลางคนผู้นั้นมีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ สองมือถูเข้าหากันด้วยความหนาวเหน็บและโลภโมโทสัน สายตาจ้องเขม็งมาที่เกวียนไม้ของครอบครัวสายรองราวกับสุนัขจิ้งจอกหิวโซ ทว่าความหวาดหวั่นต่อเหตุการณ์ 'เกวียนผีสิง' ที่ไป๋หลินเพิ่งสร้างไว้ยังคงฝังรากลึก ทำให้หวังชุ่ยฮวาไม่กล้าก้าวเข้ามาประชิด ได้แต่เดินวนเวียนอยู่ห่างๆ ก่อนจะสบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ แล้วเดินกระทืบเท้ากลับไปยังที่พักของตระกูลหลัก

ไป๋หลินแค่นเสียงหยันในลำคอ "เห็นทีข้าจะประเมินความตะกละของคนบ้านใหญ่ต่ำเกินไป เพียงแค่หลับตาลง พวกมันก็จ้องจะมาสูบเลือดสูบเนื้อขโมยเสบียงเสียแล้ว"

หากปล่อยไว้เช่นนี้ คืนนี้นางย่อมไม่อาจนำผักสดในมิติออกมาต้มเป็นอาหารให้ครอบครัวกินได้อย่างสงบสุขเป็นแน่ กลิ่นหอมของน้ำแกงผักย่อมปลุกให้ปลิงกระหายเลือดเหล่านั้นตื่นขึ้นมาแย่งชิง ไป๋หลินไม่รอช้า นางกำหนดจิตกลับเข้าไปในมิติระบบเซินหนง-ศูนย์หนึ่งอีกครั้ง มุ่งตรงไปยัง 'ห้องสกัดโอสถ' ที่เพิ่งปลดล็อก

บรรยากาศภายในห้องสกัดโอสถเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรโบราณ ไป๋หลินกวาดสายตามองวัตถุดิบที่นางได้เตรียมไว้ นางเลือกหยิบ 'หญ้ากล่อมวิญญาณ' และ 'ดอกเมามาย' ที่พบตอนเดินทางผ่านชายป่า นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยมีดเงิน ก่อนจะนำลงไปบดในโกร่งบดยาศิลา มือเรียวบางออกแรงตำอย่างเป็นจังหวะ นัยน์ตาฉายแววความมุ่งมั่นของปรมาจารย์พิษวิทยา แม้ในยุคอดีตจะไม่มีเครื่องมือสกัดสารเคมีอันทันสมัย ทว่าด้วยความรู้ที่สลักลึกในวิญญาณ ผนวกกับการควบคุมอุณหภูมิและกระแสลมอันแม่นยำของระบบเซินหนง นางจึงสามารถดึงธาตุแท้ของสมุนไพรออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ผ่านไปเพียงจิบชาเดียว ผงยาสีเทาอ่อนเนื้อละเอียดก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

"ยาสลบไร้กลิ่น" ไป๋หลินแย้มรอยยิ้มพอใจ "ไร้สี ไร้กลิ่น ออกฤทธิ์ผ่านการสูดดม เพียงแค่ปลายเล็บก็มากพอจะทำให้โคถึกหลับใหลไปจนถึงรุ่งสาง นับประสาอะไรกับมนุษย์"

นางบรรจุผงยาสลบลงในกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่เจาะรูไว้ด้านปลาย ก่อนจะออกจากมิติและลอบเร้นกายออกจากเกวียนไม้ราวกับเงาพรายในยามราตรี ท้องฟ้าคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว สายลมพัดโชยจากทิศที่นางยืนอยู่ไปยังจุดที่ตระกูลหลักกำลังนอนขดตัวรวมกันด้วยความหนาวเย็น

ไป๋หลินก้าวเท้าอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ นางหยุดยืนอยู่เหนือลม ห่างจากจุดที่แม่เฒ่าเจียง ลุงใหญ่ และหวังชุ่ยฮวานอนอยู่เพียงไม่กี่ก้าว หญิงสาวจุดชุดไฟดวงเล็กๆ ลนที่ปลายกระบอกไม้ไผ่เพียงชั่วครู่ เมื่อความร้อนทำปฏิกิริยากับผงยา ควันบางเบาที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าและปราศจากกลิ่นใดๆ ก็ลอยล่องไปตามสายลม ปกคลุมร่างของคนตระกูลหลักอย่างเงียบเชียบ

เพียงชั่วอึดใจเดียว เสียงพลิกตัวและเสียงกรนเบาๆ ของหวังชุ่ยฮวาที่เคยกวนใจก็เงียบกริบลง ลมหายใจของทุกคนในตระกูลหลักเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าและลึกซึ้งราวกับซากศพ ไร้ซึ่งการตอบสนองต่อโลกภายนอก ไป๋หลินทดลองเตะก้อนกรวดเล็กๆ ไปกระทบขาของไป๋จินเป่าที่นอนอ้าปากหวอ ทว่าเด็กหนุ่มกลับนิ่งสนิทไม่ไหวติง

"หลับให้สบายเถิด พรุ่งนี้พวกเจ้ายังต้องตื่นมาเผชิญกับนรกบนดินอีกยาวไกล" ไป๋หลินหมุนตัวกลับ มุ่งหน้าไปยังเกวียนไม้ของตนด้วยหัวใจที่เบิกบาน

เมื่อแน่ใจว่ารัศมีสิบจั้งรอบเกวียนไม้ปลอดภัยไร้ผู้คนสอดแนม นางจึงมุดกลับเข้าไปในพื้นที่ปิดมิดชิดของครอบครัว กำหนดจิตเข้าไปในมิติลับเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตที่รอคอย ผักกาดกวางตุ้งและหัวไชเท้าป่าที่รดด้วยน้ำพุวิญญาณบัดนี้เติบโตอวบอิ่ม ใบสีเขียวมรกตเต่งตึงหยดน้ำ สะท้อนแสงจันทร์จำลองในมิติอย่างงดงาม นางถอนผักสดๆ เหล่านี้ออกมาจำนวนหนึ่ง นำกลับสู่โลกภายนอก

ไป๋หลินจัดแจงตั้งเตาอั้งโล่ดินเผาขนาดเล็กที่ซ่อนไว้มุมเกวียน ใช้เศษไม้ที่เก็บมาระหว่างทางเป็นเชื้อเพลิง นางใช้ผ้าห่มผืนเก่าขึงบังแสงไฟมิให้เล็ดลอดออกไปด้านนอก แม้ตระกูลหลักจะสลบไสลไปแล้ว แต่นางย่อมไม่ประมาทผู้อพยพกลุ่มอื่นที่อาจตื่นขึ้นมากลางดึก

น้ำในหม้อดินเดือดปุดๆ หญิงสาวหั่นหัวไชเท้าและผักกาดกวางตุ้งลงไปต้ม ความร้อนค่อยๆ ดึงเอาความหวานตามธรรมชาติและกลิ่นหอมสดชื่นของผักใบเขียวออกมา แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์หรือเครื่องปรุงเลิศรสใดๆ แต่กลิ่นของ 'อาหารสดใหม่' ในยามที่ผู้คนต้องแทะเปลือกไม้ประทังชีวิต ย่อมเป็นดั่งกลิ่นหอมจากสวรรค์

เมื่อน้ำแกงผักต้มสุกได้ที่ ไป๋หลินจึงขยับเข้าไปเขย่าตัวบิดามารดาและน้องชายเบาๆ

"ท่านพ่อ ท่านแม่ เสี่ยวชวน... ตื่นเถิด ข้ามีของอร่อยมาให้"

ไป๋ฉางเซิงและเสิ่นอวี้หลานงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนล้า ทว่าทันทีที่จมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่ลอยแตะจมูก ดวงตาของทั้งสองก็เบิกกว้างขึ้นในความมืด ไป๋เสี่ยวชวนผุดลุกขึ้นนั่งราวกับติดสปริง จมูกเล็กๆ ฟุดฟิดสูดกลิ่นหอมจนน้ำลายสอ

"หลินเอ๋อร์... นี่... กลิ่นนี่มัน..." เสิ่นอวี้หลานเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นพร่า ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้หม้อดินเผา

ไป๋หลินเปิดฝาหม้อออก เผยให้เห็นน้ำแกงใสสีอำพันอ่อนๆ ที่มีหัวไชเท้าชิ้นโตและผักใบเขียวลอยอยู่ ไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมากระทบใบหน้าที่ผอมซูบของทุกคน

"ผักสด! สวรรค์... นี่มันผักสดจริงๆ ด้วย!" ไป๋ฉางเซิงแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เขายกมืออันสั่นเทาขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในยามที่แผ่นดินแตกระแหง ภัยแล้งกินอาณาบริเวณกว้างไกลนับพันลี้ ต้นหญ้าสักใบยังหาได้ยากยิ่ง แล้วบุตรสาวของเขาไปเอาผักที่ดูอวบอิ่มและสดใหม่ถึงเพียงนี้มาจากที่ใดกัน

ไป๋หลินเตรียมคำตอบไว้แล้ว นางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ท่านพ่อ ท่านแม่ เมื่อครู่ตอนที่ทุกคนหลับสนิท ข้าแอบลอบเข้าไปในป่าลึกแถบหุบเขาอวิ๋นอู้มาเจ้าค่ะ ข้าเดินลัดเลาะไปตามร่องหิน โชคดีที่พบแหล่งน้ำซับเล็กๆ ซ่อนอยู่ในซอกเขา และมีผักป่ากอใหญ่นี้ขึ้นอยู่ ข้าจึงรีบเก็บมันมาและต้มให้ทุกคนกิน"

"ป่าลึก! หลินเอ๋อร์... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ในป่ายามค่ำคืนมีทั้งสัตว์ร้ายและภัยอันตราย หากเจ้าเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ได้อย่างไร!" เสิ่นอวี้หลานตกใจจนหน้าซีดเผือด เอื้อมมือมาคว้าแขนบุตรสาวไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความห่วงใยและตื้นตันใจในความกตัญญูของเด็กสาว

ไป๋ฉางเซิงเองก็มีสีหน้าปวดร้าว เขากำหมัดแน่น รู้สึกสมเพชตนเองที่เป็นถึงหัวหน้าครอบครัว แต่กลับต้องให้บุตรสาววัยสิบห้าปีเอาชีวิตไปเสี่ยงอันตรายเพื่อหาอาหารมาประทังชีวิต "หลินเอ๋อร์ พ่อมันไร้ความสามารถ พ่อขอโทษ... คราวหลังอย่าทำเช่นนี้อีก หากเจ้าตายไป พ่อจะสู้หน้าบรรพบุรุษได้อย่างไร"

"ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าได้กังวลเลย ข้าเติบโตขึ้นแล้ว ข้าสามารถดูแลตัวเองและปกป้องครอบครัวเราได้" ไป๋หลินบีบมือมารดาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม "รีบกินเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่ยังร้อนๆ ร่างกายของพวกท่านอ่อนแอเกินไปแล้ว หากไม่บำรุงเสียตอนนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีแรงเดินทางต่อ ส่วนคนบ้านใหญ่นั้นไม่ต้องกังวล ข้าจัดการทำให้พวกมันหลับสนิท ไม่ตื่นมาพบเห็นพวกเราแน่นอน"

ไป๋เสี่ยวชวนมองชามน้ำแกงผักในมือพี่สาวด้วยสายตาเป็นประกาย เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่กลับไม่ยอมยื่นมือออกไปรับชาม เขามองหน้าไป๋หลินและบิดามารดากลับไปกลับมา ความหิวโหยกัดกินกระเพาะ ทว่าความตระหนักรู้บางอย่างในใจของเด็กชายวัยสิบขวบกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

ทว่าในวินาทีที่ครอบครัวสายรองกำลังจะตักน้ำแกงคำแรกเข้าปากนั้นเอง หูที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีของไป๋หลินพลันกระตุก นางได้ยินเสียงสวบสาบของกิ่งไม้แห้งหักดังแว่วมาจากความมืดมิดของแนวป่าเบื้องหน้า เสียงนั้นแผ่วเบาแต่หนักแน่น ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า และไม่ใช่เสียงของคนตระกูลหลักที่กำลังหลับเป็นตาย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุกคามบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขบวนอพยพอย่างเงียบเชียบในยามวิกาล...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: คำมั่นสัญญาของน้องชาย]**