ลืมตาตื่นในยุค 60 พร้อมน้ำข้าวใสแจ๋ว

ความเจ็บปวดที่ราวกับศีรษะจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แล่นปราดเข้าสู่โสตประสาทของฟางซินอย่างรุนแรง เปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือหลังคาดินสีเหลืองคล้ำที่มืดทึม มีใยแมงมุมจับตัวอยู่ตามมุมห้อง กลิ่นอับชื้นของดินและฟางแห้งลอยคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว

นี่...ไม่ใช่ห้องพักในอพาร์ตเมนต์หรูใจกลางเมืองของเธอ!

ฟางซินพยายามยันกายลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงกลับหดหายไปสิ้น ร่างกายผ่ายผอมจนน่าใจหาย สัมผัสได้ถึงเพียงหนังหุ้มกระดูก สองมือที่ยกขึ้นมาดูก็ผอมแห้งเกร็งกร้าน เต็มไปด้วยร่องรอยการทำงานหนัก ไม่ใช่สองมือเรียวงามที่เธอใช้แพ็คของส่งให้ลูกค้าวันละหลายร้อยชิ้น

ฉับพลันนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองระลอกแล้วระลอกเล่าก็ถาโถมเข้าใส่สมองราวกับคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง!

‘ฟางซิน’... เจ้าของร่างนี้ก็ชื่อฟางซินเช่นกัน ทว่านางคือสะใภ้รองผู้อาภัพแห่งตระกูลเฉินในหมู่บ้านหงซาน ยุคสมัยแห่งความขาดแคลน ปี 1962 สามีของนางคือเฉินเจี้ยนกั๋ว ทหารหาญผู้ได้รับเกียรติยศส่งไปประจำการอยู่ชายแดน ทุกเดือนเขาจะส่งเงินเดือนกว่าสามสิบหยวนกลับมาที่บ้าน แต่เงินทุกเฟินกลับตกอยู่ในกำมือของแม่สามีจอมขูดรีด จ้าวชุนฮวา ส่วนเจ้าของร่างเดิมไม่เคยได้แตะต้องแม้แต่เศษเสี้ยว

นางต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อทำงานบ้านสารพัด ตั้งแต่หุงหาอาหารให้คนทั้งครอบครัวใหญ่ ซักผ้ากองโต ไปจนถึงออกไปทำงานในแปลงนารวมของคอมมูนเพื่อสะสมแต้มกงเฝิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคืออาหารที่แทบไม่พอประทังชีวิต

ความคิดทั้งหลายสะดุดลงเมื่อความหิวโหยแล่นปราดขึ้นมาจุกที่ลำคอ กระเพาะอาหารบิดเกร็งราวกับมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ภายใน ลมหายใจรวยรินจนน่าเวทนา

บนโต๊ะไม้เก่าๆ ข้างเตียง มีถ้วยกระเบื้องบิ่นๆ ใบหนึ่งวางอยู่ ภายในบรรจุน้ำสีขาวขุ่นที่มองทะลุไปเห็นก้นถ้วยได้ ข้างใต้นอนก้นด้วยเมล็ดข้าวสารเพียงไม่กี่เม็ด นี่คือ ‘น้ำข้าว’ อาหารสำหรับคนป่วย... หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารสำหรับคนที่บ้านตระกูลเฉินไม่ต้องการให้เปลืองข้าวสุก

ฟางซินหัวเราะเยาะหยันในใจ ในศตวรรษที่ 21 เธอคือฟางซิน แม่ค้าออนไลน์เจ้าของฉายา ‘เจ๊ฟางปากไฟ’ ใครกล้าต่อราคาเล่นๆ หรือยกเลิกออเดอร์กลางคัน เป็นต้องโดนเธอสาธยายสรรพคุณจนต้องมุดแผ่นดินหนี แต่ตอนนี้เธอกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้หรือ? ไม่มีทาง!

ขณะที่กำลังรวบรวมเรี่ยวแรงอยู่นั้น เสียงแหลมสูงอันน่ารังเกียจก็ดังขึ้นจากนอกประตู พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงเข้ามา

“นังตัวดี! คิดจะแกล้งป่วยสำออยไปถึงเมื่อไหร่! ตะวันโด่งขึ้นกลางหัวแล้ว ยังไม่รีบไสหัวไปทำงานในแปลงนาอีก คนอื่นเขาทำนาแทบตาย ส่วนแกนอนสบายอยู่บนเตียง คิดว่าตัวเองเป็นคุณนายหรืออย่างไร!”

ประตูถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเก่าๆ ดวงตาเรียวเล็กจ้องเขม็งมาที่ฟางซินอย่างเอาเรื่อง นางคือจ้าวชุนฮวา แม่สามีของร่างนี้นั่นเอง ข้างกายนางมีหวังเหมยตาน สะใภ้ใหญ่ยืนอยู่ นางแสร้งทำสีหน้าเป็นกังวล แต่ในแววตากลับฉายชัดถึงความสมน้ำหน้าและคอยยุยง

“ท่านแม่ อย่าเพิ่งโมโหเลยเจ้าค่ะ น้องรองอาจจะยังไม่หายดีก็ได้” หวังเหมยตานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่กลับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ “เพียงแต่ว่า...วันนี้หัวหน้าหน่วยผลิตเร่งงานมา บอกว่าหากครอบครัวเราทำแต้มกงเฝินได้ไม่ถึงเป้า ปลายปีส่วนแบ่งธัญพืชอาจจะถูกหักลดลงได้นะเจ้าคะ”

คำพูดของหวังเหมยตานได้ผลชะงัด จ้าวชุนฮวาตวัดสายตาขวางไปยังฟางซินอีกครั้ง “ได้ยินหรือไม่! เพราะแกคนเดียวที่เอาแต่สำออย ครอบครัวเรากำลังจะเดือดร้อน! รีบลุกขึ้นมาแล้วไปทำงานเดี๋ยวนี้! อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทน!”

ฟางซินมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ในความทรงจำของร่างเดิม เต็มไปด้วยภาพการถูกจิกหัวด่าทอและทุบตีจากหญิงชราผู้นี้ ส่วนสะใภ้ใหญ่ก็คอยเป็นลูกคู่ หาโอกาสโยนงานและใส่ไฟอยู่เสมอ

แต่ฟางซินคนใหม่ ไม่ใช่กระต่ายน้อยเชื่องๆ ที่จะยอมให้ใครข่มเหงได้อีกแล้ว!

เธอยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างเชื่องช้า ดวงตาที่เคยเหม่อลอยและหวาดกลัว บัดนี้กลับทอประกายคมปลาบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับใหม่ จ้องตรงไปยังดวงตาของแม่สามีอย่างไม่เกรงกลัว

“ท่านแม่” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ “ท่านอยากให้ข้าไปทำงานหรือ?”

จ้าวชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อยกับแววตาที่เปลี่ยนไปของสะใภ้รอง แต่ก็เชิดหน้าขึ้นตอบอย่างผยอง “ก็ใช่น่ะสิ! หรือแกคิดจะกินข้าวฟรีไปวันๆ!”

ฟางซินแค่นยิ้มมุมปาก พยักพเยิดหน้าไปยังถ้วยน้ำข้าวใสแจ๋วบนโต๊ะ “กินข้าวฟรีหรือ? ท่านแม่พูดจาเหลวไหลสิ้นดี นั่นเรียกว่าข้าวหรือเจ้าคะ? ข้าว่าน้ำล้างถ้วยในครัวยังจะข้นกว่านี้เสียอีก ท่านให้ข้ากินเพียงสิ่งนี้ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำงานหนักในนา? หรือท่านคิดว่าแค่หายใจเข้าไปก็อิ่มทิพย์ สามารถไถนาได้ราวกับวัวกับควาย?”

“นะ...นังเด็กเหลือขอ! แกกล้าต่อปากต่อคำกับข้างั้นรึ!” จ้าวชุนฮวาตวาดลั่น ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ ไม่เคยมีครั้งไหนที่สะใภ้รองผู้นี้จะกล้าเถียงนางฉอดๆ เช่นนี้

“ข้าไม่ได้ต่อปากต่อคำ ข้าเพียงพูดความจริง” ฟางซินกล่าวต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้แม่สามีได้สวนกลับ “สามีของข้า เฉินเจี้ยนกั๋ว เป็นทหารรับใช้ชาติ เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแผ่นดิน เงินเดือนทุกเดือนที่เขาส่งกลับมา ก็เพื่อหวังให้ภรรยาของเขาได้กินอิ่มนอนอุ่น แต่ท่านทำอะไรอยู่? ท่านฮุบเงินเดือนของเขาไปจนหมดสิ้น ปล่อยให้ข้าทำงานหนักยิ่งกว่าวัวควาย แต่กลับให้กินอาหารที่แม้แต่สุนัขยังต้องส่ายหน้าหนี! หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูผู้บังคับบัญชาของเจี้ยนกั๋ว ท่านคิดว่าพวกเขาจะมองตระกูลเฉินของเราอย่างไร? พวกเขาจะคิดว่าครอบครัวของวีรบุรุษสงครามขูดรีดและทารุณกรรมภรรยาของเขาจนแทบจะอดตาย! ท่านไม่กลัวจะทำให้ชื่อเสียงของเจี้ยนกั๋วต้องมัวหมองหรือ!”

ทุกถ้อยคำของฟางซินราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบเข้าใส่กลางอกของจ้าวชุนฮวาอย่างจัง!

นางอ้าปากค้าง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธระคนตกตะลึง เรื่องที่นางเอาเปรียบสะใภ้รองเป็นที่รู้กันในใจ แต่ไม่เคยมีใครกล้ายกเรื่องสถานะทหารของลูกชายคนรองขึ้นมาข่มขู่นางเช่นนี้มาก่อน! นี่คือการขู่เข็ญ! คือการท้าทายอำนาจของนางอย่างซึ่งๆ หน้า!

หวังเหมยตานเองก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ไม่คาดคิดว่าน้องสะใภ้ที่เคยอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ จะกลายร่างเป็นพญาหงส์ไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง

“แก...แก...นังสัตว์นรก!” จ้าวชุนฮวาสะบัดมือหมายจะฟาดลงบนใบหน้าของฟางซิน แต่กลับถูกสายตาคมกริบที่จ้องกลับมาอย่างไม่ลดละทำให้ชะงักงัน

“ข้าจะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้ใครโขกสับอีกต่อไป!” ฟางซินประกาศกร้าว เสียงดังฟังชัดไปทั่วทั้งห้องเล็กๆ “จากนี้ไป ชีวิตของข้า ข้าจะเป็นคนกำหนดเอง!”

บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงราวกับป่าช้า มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเกรี้ยวกราดของจ้าวชุนฮวาที่ดังระงม ความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง และไม่มีทางที่จะหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

และในวินาทีที่จ้าวชุนฮวาโกรธจนแทบจะอกแตกตายนั้นเอง...

*ติ๊ง!*

เสียงใสกังวานราวกับหยดน้ำกระทบผลึกแก้วดังขึ้นในหัวของฟางซินเพียงผู้เดียว