สามีหน้าน้ำแข็งกลับบ้าน
แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงเงาสีเทาหม่นที่ทอดตัวยาวปกคลุมทั่วทั้งลานบ้านตระกูลเฉิน บรรยากาศภายในห้องโถงหลักเย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมต้นฤดูหนาวที่พัดโชยมาเป็นระลอก ความเงียบงันอันน่าอึดอัดถูกทำลายลงด้วยเสียงวางชามกระเบื้องที่ดังกระทบโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าอย่างจงใจ
จ้าวชุนฮวาวางชามใบสุดท้ายลงตรงหน้าฟางซินด้วยใบหน้าไร้รอยยิ้ม ในขณะที่ชามของคนอื่นในครอบครัวยังมีเศษมันเทศให้เห็นประปรายในโจ๊กข้าวโพดข้นขลั่ก ชามของฟางซินกลับมีเพียงน้ำข้าวใสแจ๋วที่มองทะลุเห็นลายบิ่นบนก้นชามได้อย่างชัดเจน
นี่มิใช่การกลั่นแกล้ง แต่คือการประกาศสงครามอย่างเงียบงัน
ฟางซินเหลือบมองน้ำข้าวในชาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่สามีด้วยสายตาที่สงบนิ่งผิดปกติ นางไม่ได้โวยวายทันทีดังเช่นทุกครั้ง แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนการยอมจำนน
"ท่านแม่ ท่านคงจะเหนื่อยมากสินะ ถึงกับตาลายตักอาหารผิดๆ ถูกๆ เช่นนี้" สุ้มเสียงของนางเรียบเรื่อย แต่กลับแฝงไว้ด้วยหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจคนฟัง
จ้าวชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่อดอยากจนแทบจะยืนไม่ไหวผู้นี้ จะยังกล้าต่อปากต่อคำกับนางอีก นางเชิดคางขึ้นอย่างถือดี "มีให้กินก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว ยังจะเลือกมากอีกรึ? คนอย่างเจ้าทำงานไม่เอาไหน ดีแต่สร้างเรื่อง มีน้ำข้าวลูบท้องก็หรูเกินพอแล้ว!"
"โอ้? เป็นเช่นนั้นรึ?" ฟางซินหัวเราะในลำคอ "ข้าทำงานไม่เอาไหน? หากท่านแม่ความจำไม่สั้นเกินไป คงจะจำได้ว่าแต้มกงเฝินที่ข้าต้องทำแทนพี่ใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้นมันมากเพียงใด หรือท่านอยากให้ข้าไปถามหัวหน้าหมู่บ้านซุนอีกครั้ง ว่าแรงงานของสะใภ้รองอย่างข้ามันไร้ค่าจริงหรือไม่?"
คำพูดของฟางซินแทงใจดำจ้าวชุนฮวาอย่างจัง เรื่องที่นางถูกหัวหน้าหมู่บ้านตำหนิยังคงเป็นหนามยอกอก นางจึงตบโต๊ะดังปัง! "บังอาจ! เจ้ากล้าเอาหัวหน้าหมู่บ้านมาข่มขู่ข้างั้นรึ ฟางซิน! เจ้ามันสะใภ้อกตัญญู จิตใจโหดเหี้ยม คิดจะทำให้ครอบครัวเราแตกแยกใช่หรือไม่!"
"จิตใจโหดเหี้ยม?" ฟางซินเลิกคิ้วสูง ก่อนจะใช้ตะเกียบชี้ไปยังน้ำข้าวใสแจ๋วในชามของตน แล้วชี้ไปยังโจ๊กข้นในชามของเฉินเจี้ยนกั๋วและหวังเหมยตานที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อยู่ข้างๆ "ข้าที่กำลังจะอดตายเพราะได้กินแต่น้ำข้าวคือคนโหดเหี้ยม แต่พวกท่านที่นั่งกินมันเทศในโจ๊กข้นๆ คือผู้บริสุทธิ์งั้นหรือ? ท่านแม่ ท่านไม่เพียงแต่สายตาไม่ดี แต่เหตุผลของท่านยังวิปริตผิดเพี้ยนไปแล้ว!"
"เจ้า! เจ้ากล้าด่าข้ารึ!" จ้าวชุนฮวาลุกพรวดขึ้น ชี้นิ้วมาที่ฟางซินด้วยร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธ
"ข้าไม่ได้ด่า แต่กำลังพูดความจริง!" ฟางซินเองก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้าเช่นกัน นางไม่จำเป็นต้องแสดงละครเป็นหญิงสาวผู้อ่อนแออีกต่อไปในเมื่อแผนการของนางคือการเปิดโปงทุกสิ่ง นางยืนเท้าสะเอว ดวงตาหงส์ที่เคยหม่นหมองบัดนี้กลับสาดประกายเจิดจ้าดุจดวงดาว "ตั้งแต่ข้าแต่งเข้าบ้านเฉินมา มีวันไหนบ้างที่ข้าได้กินอิ่มนอนหลับ? เสื้อผ้าขาดปะแล้วปะอีก งานหนักในบ้านนอกบ้านล้วนตกเป็นของข้า เงินเดือนของสามีข้า พวกท่านก็ฮุบไปจนหมดสิ้น! บัดนี้แม้แต่อาหารประทังชีวิตยังคิดจะริบไปอีก จ้าวชุนฮวา! ตระกูลเฉินของท่านนี่มันสูบเลือดสูบเนื้อคนเก่งจริงๆ!"
"นางสารเลว! ปากคอเราะราย!" หวังเหมยตานที่นั่งเงียบอยู่นานก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นผสมโรง "น้องรองช่างโชคร้ายนักที่มีภรรยาเช่นเจ้า! วันๆ ไม่ทำอะไรดีแต่หาเรื่องแม่สามี ปั่นหัวคนในบ้าน!"
การทะเลาะวิวาทดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงด่าทอเสียดสีดังระงมไปทั่วห้องโถง สะท้อนความขัดแย้งที่สั่งสมมานานจนถึงจุดแตกหัก ฟางซินที่เตรียมใจมาพร้อมแล้วจึงสาดถ้อยคำเผ็ดร้อนออกไปไม่หยุดหย่อน นางกำลังรอคอย...รอคอยการมาถึงของผู้ชมคนสำคัญ
และแล้ว ในจังหวะที่จ้าวชุนฮวากำลังจะกรีดร้องสาปแช่งฟางซินอีกระลอก...
เงาตะคุ่มร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่กรอบประตู บดบังแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น ร่างนั้นสวมเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้า บนบ่าประดับยศผู้กอง แม้จะยืนนิ่งๆ แต่กลับแผ่รังสีแห่งความกดดันอันหนักหน่วงออกมา จนทำให้เสียงทะเลาะวิวาทในห้องพลันเงียบกริบลงในบัดดล
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย หากแต่เรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวกำลังกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน ฝุ่นผงจากการเดินทางไกลเกาะอยู่บนเสื้อผ้าและรองเท้าบูทของเขา แสดงให้เห็นว่าเขาเพิ่งกลับมาถึงและตรงมาที่บ้านทันที
เฉินจิงเยียน...สามีหน้าน้ำแข็งของนางกลับมาแล้ว!
จ้าวชุนฮวาคือคนแรกที่ได้สติ นางเบิกตากว้างด้วยความดีใจระคนตกใจ ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นน่าสงสารในชั่วพริบตา น้ำตาไหลพรากราวกับสั่งได้ นางโผเข้าไปหาลูกชายคนโปรด "จิงเยียน! ลูกแม่...ในที่สุดเจ้าก็กลับมา! ฮือ...กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาดูผลงานภรรยาดีของเจ้าสิ! นาง...นางกำลังจะฆ่าแม่ให้ตายอยู่แล้ว!"
เฉินเจี้ยนกั๋วและหวังเหมยตานก็รีบเข้ามาสมทบ "ใช่แล้วน้องรอง ตั้งแต่เจ้าไม่อยู่ ฟางซินก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน นางด่าทอพ่อแม่ ทำร้ายพี่น้อง ไม่เคยเห็นหัวใครในบ้านนี้เลย วันนี้เจ้ากลับมาต้องจัดการนางให้เด็ดขาด!"
เสียงฟ้องร้องดังระงมอยู่ข้างหู แต่สายตาของเฉินจิงเยียนกลับจับจ้องอยู่ที่สตรีเพียงคนเดียวในห้องที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
ภรรยาของเขา...ฟางซิน
ในความทรงจำของเขา ฟางซินคือหญิงสาวที่ขี้อายและหัวอ่อนอยู่เสมอ เวลาพูดคุยกับใครก็มักจะก้มหน้าไม่สบตา สุ้มเสียงก็แผ่วเบาราวกระซิบ แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าในยามนี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
นางยืนหยัดอย่างทระนง หลังตรงเชิด ไม้แขวนเสื้อที่เคยดูหลวมโพรกบัดนี้กลับขับเน้นให้เห็นเรือนร่างที่ผ่ายผอมจนน่าใจหาย ดวงตาที่เคยหลุบต่ำอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับทอประกายกล้าแกร่งไม่ยอมใคร แม้จะถูกรุมกล่าวหาจากทุกคนในครอบครัว แต่บนใบหน้าซูบตอบนั้นกลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาและความดื้อรั้นที่ไม่ยอมจำนน
เขาเห็นนางยืนเท้าสะเอวด่าทอแม่ของเขาฉอดๆ ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าประตูบ้าน ตอนแรกเขานึกโกรธ แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาคู่นั้น ความโกรธกลับมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย
นี่คือภรรยาของเขาจริงๆ หรือ? หญิงสาวที่ดูราวกับดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาใกล้โรยราในจดหมายฉบับสุดท้ายที่แม่ส่งไปให้ บัดนี้กลับกลายเป็นต้นกระบองเพชรที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่เข้าใกล้
เฉินจิงเยียนยังคงนิ่งเงียบ แววตาคมกริบกวาดมองสำรวจทั่วห้องอย่างรวดเร็ว เขาเห็นชามข้าวของทุกคน และหยุดสายตาลงที่ชามน้ำข้าวใสแจ๋วบนโต๊ะฝั่งที่ภรรยาของเขายืนอยู่ ก่อนจะตวัดกลับมามองใบหน้าที่ผอมจนแก้มตอบของนางอีกครั้ง
ฟางซินสัมผัสได้ถึงสายตาที่เขามองมา นางไม่ได้หลบตา แต่กลับเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ในดวงตาคู่นั้นไม่มีน้ำตาแห่งความอ่อนแอ มีเพียงคำถามท้าทายที่ส่งไปไม่ถึง...‘แล้วท่านเล่า จะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร?’
บรรยากาศในห้องตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ทุกสายตาจับจ้องไปที่เฉินจิงเยียน รอคอยคำตัดสินจากผู้เป็นเสาหลักที่แท้จริงของบ้าน
จ้าวชุนฮวายิ่งสะอื้นไห้หนักขึ้น "จิงเยียน...เจ้าดูสิ...ดูมันมองแม่สิ! มันไม่เห็นแม่เจ้าอยู่ในสายตาแล้ว! เจ้าต้องหย่ากับนาง! บ้านเราเก็บสะใภ้ใจอำมหิตเช่นนี้ไว้ไม่ได้!"
เฉินจิงเยียนยังคงไม่เอ่ยวาจาใด เขาเมินเฉยต่อเสียงร้องไห้ฟูมฟายของผู้เป็นแม่ ละสายตาจากฟางซินแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของทุกคนในครอบครัวที่คิดว่าเขาจะเข้าไปปลอบใจผู้เป็นแม่
แต่ทว่า...ร่างสูงใหญ่ของเขากลับเดินผ่านจ้าวชุนฮวาไป...
เขาเดินตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าภรรยาของตนเอง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้ชิดจนฟางซินได้กลิ่นอายบุรุษเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันเป็นกลิ่นของดินปืนจางๆ ผสมกับกลิ่นไอแดดและลมจากการเดินทางไกล
ความเงียบเข้าครอบงำทุกสรรพสิ่ง ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอว่าผู้กองหนุ่มจะทำอะไรต่อไป จะตบหน้านางเพื่อสั่งสอน? หรือจะลากนางออกไปจากบ้าน?
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน เฉินจิงเยียนเพียงแค่ยื่นมือใหญ่อันกร้านงานของเขาออกไป...หยิบชามน้ำข้าวใสแจ๋วของนางขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเป็นประโยคแรก...
"คงจะหิวมากสินะ"