จดหมายจากค่ายทหาร

ม่านละครแห่งการวิวาทหน้าลานบ้านตระกูลเฉินปิดฉากลงพร้อมกับธนบัตรห้าหยวนในกำมือของฟางซิน บรรดาชาวบ้านที่มามุงดูต่างแยกย้ายกลับไปพร้อมกับเรื่องราวร้อนๆ ที่จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาไปอีกหลายวัน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ

จ้าวชุนฮวากลับเข้าห้องของตนด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ นางทรุดกายนั่งลงบนเตียงไม้เก่าๆ แผ่นหลังสั่นสะท้านด้วยโทสะที่ยังคุกรุ่นราวกับภูเขาไฟรอวันปะทุ ความอัปยศอดสูในวันนี้มันมากมายเกินกว่าที่นางจะรับไหว นางไม่เพียงแต่เสียเงินห้าหยวน แต่ยังสูญเสียอำนาจและหน้าตาที่เคยเชิดชูมาตลอดชีวิตไปต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน

ทางด้านฟางซิน หลังจากกลับเข้ามาในห้องเล็กๆ โทรมๆ ของตน นางก็ลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยซีดเซียวอีกครั้ง นางคลี่ธนบัตรใบเก่าที่ยับยู่ยี่ออกอย่างทะนุถนอม แม้มันจะเป็นเพียงเงินห้าหยวน แต่นี่คือก้าวแรกแห่งอิสรภาพ คือทุนรอนที่นางชิงไหวชิงพริบมาได้ด้วยสติปัญญาของตนเองในยุคสมัยที่แร้นแค้นนี้

นางเก็บเงินห้าหยวนนั้นไว้ในมิติลับส่วนตัวอย่างมิดชิดที่สุด ที่นั่นคือที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวของนางในบ้านหลังนี้ หลังจากนั้นนางก็ล้มตัวลงนอน พยายามข่มความตื่นเต้นและวางแผนสำหรับก้าวต่อไปในใจ การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

หลายวันต่อมา บรรยากาศในบ้านตระกูลเฉินยังคงตึงเครียดราวกับเชือกที่ขึงจนสุด ไม่มีใครปริปากพูดกับใครเกินความจำเป็น จ้าวชุนฮวาและหวังเหมยตานโยนงานหนักทั้งหมดให้ฟางซินตามเดิม ทว่าพวกนางก็ไม่กล้าหาเรื่องอย่างโจ่งแจ้งอีก ส่วนฟางซินก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปอย่างเงียบเชียบ ประหยัดพลังงานและรอคอยโอกาสที่เหมาะสม

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง เสียงตะโกนอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูรั้วหมู่บ้านหงซาน

“จดหมาย! จดหมายจากค่ายทหาร! บ้านตระกูลเฉินมีจดหมายกับธนาณัติ!”

เสียงของบุรุษไปรษณีย์หลี่ ดังกังวานไปทั่วบริเวณ ในยุคที่การสื่อสารยังยากลำบาก จดหมายแต่ละฉบับถือเป็นของล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจดหมายจากค่ายทหารซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความหวัง

เพียงชั่วพริบตาเดียว จ้าวชุนฮวาที่กำลังนั่งหน้าบึ้งอยู่ในห้องโถงก็พลันเปลี่ยนสีหน้าทันที ความขุ่นมัวมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรีดาปราโมทย์ นางรีบวิ่งปราดออกจากบ้านอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือหญิงชราผู้หนึ่ง

“มาแล้วๆ! จดหมายจากลูกชายข้าเอง!” นางตะโกนตอบกลับไป เสียงเจือความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด

บุรุษไปรษณีย์หลี่ยิ้มกว้างขณะจอดจักรยานสีเขียวเงาวับอันเป็นที่อิจฉาของคนทั้งหมู่บ้าน เขายื่นซองจดหมายและใบธนาณัติสีชมพูให้จ้าวชุนฮวาพลางกล่าวด้วยความชื่นชม “ท่านป้าเฉิน ท่านช่างมีบุญวาสนานัก ลูกชายรองของท่านไม่เพียงแต่ส่งจดหมายมา แต่ยังมีเงินส่งมาให้ด้วย ดูท่าว่าตำแหน่งในกองทัพคงจะก้าวหน้าไปมาก”

“แน่นอนอยู่แล้ว! ลูกชายข้า เฉินจิงเยียน เป็นถึงผู้กองเชียวนะ! อนาคตไกลแน่นอน!” จ้าวชุนฮวาเชิดหน้าขึ้น รับจดหมายและธนาณัติมาถือไว้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี สายตาของชาวบ้านที่มองมาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ทำให้ความอัปยศที่นางได้รับเมื่อหลายวันก่อนเลือนหายไปจนหมดสิ้น

นางรีบกลับเข้าบ้านโดยไม่สนใจสายตาใครอีก ปิดประตูเสียงดังลั่น เฉินเจี้ยนกั๋ว พี่ชายคนโตที่เพิ่งกลับจากทำงานที่คอมมูนก็เดินเข้ามาสมทบด้วยความตื่นเต้น

“ท่านแม่ น้องรองส่งอะไรมาหรือ?”

“จดหมายกับเงิน! ดูสิ ตั้งสี่สิบหยวน!” จ้าวชุนฮวาชูใบธนาณัติให้ลูกชายคนโตดู ดวงตาของนางเป็นประกายระยับด้วยความโลภ “ไหนดูซิว่าเขาเขียนว่าอะไรบ้าง”

นางค่อยๆ บรรจงแกะซองจดหมายออก อ่านเนื้อความอย่างช้าๆ แล้วรอยยิ้มก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ “สวรรค์! เจี้ยนกั๋ว! น้องรองของเจ้ากำลังจะได้หยุดพักร้อน! เขาจะกลับมาบ้านเราในอีกไม่กี่วันนี้! แถมยังบอกว่าคราวนี้เขามีเงินรางวัลพิเศษติดตัวมาด้วย!”

“จริงหรือขอรับท่านแม่!” เฉินเจี้ยนกั๋วตาโตด้วยความยินดี แต่แล้วก็ขมวดคิ้ว “แล้วเรื่องนังตัวดีนั่นเล่า? หากน้องรองกลับมา...”

จ้าวชุนฮวาแค่นเสียงเย็นชา “หึ! กลัวอะไร? จิงเยียนเป็นลูกข้า เขาต้องเชื่อข้ามากกว่าเมียที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านได้ไม่นานอยู่แล้ว! ที่สำคัญ...เงินรางวัลที่เขาได้มา ถือเป็นเงินของครอบครัวเรา”

นางหรี่ตามองลูกชายคนโตด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “เจี้ยนกั๋ว ลูกเป็นพี่ชายคนโต ทำงานในคอมมูนก็ต้องมีหน้ามีตา ถึงเวลาแล้วที่บ้านเราต้องมีจักรยานสักคัน จะได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยตุ้มไปทำงานทุกวัน”

ประกายความหวังวาบขึ้นในดวงตาของเฉินเจี้ยนกั๋ว จักรยาน! นั่นคือของมีค่าที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด หากมีมัน เขาจะกลายเป็นคนที่น่าอิจฉาที่สุดในหมู่บ้านทันที! “แต่...ท่านแม่ คูปองอุตสาหกรรมสำหรับซื้อจักรยานนั้นหายากยิ่งนัก”

“เรื่องนั้นแม่จัดการเองได้” จ้าวชุนฮวาตบหน้าอกอย่างมั่นใจ “ปัญหาคือเงินต่างหาก จักรยานคันหนึ่งราคาร่วมร้อยกว่าหยวน เงินเดือนของน้องรองที่ส่งมาให้ทุกเดือน เราก็เอาไปใช้จ่ายในบ้านจนเกือบหมดแล้ว แต่คราวนี้ต่างออกไป! เงินรางวัลพิเศษของเขาจะต้องมากพอแน่ๆ เราจะเอาเงินก้อนนั้นทั้งหมดมาซื้อจักรยานให้เจ้า!”

“แล้ว...แล้วสะใภ้รองเล่าขอรับ? นางจะยอมหรือ?” เฉินเจี้ยนกั๋วถามอย่างลังเล เขายังจำภาพที่ฟางซินอาละวาดทวงเงินห้าหยวนได้ติดตา

“นางจะยอมหรือไม่ยอมก็ช่างหัวมัน!” จ้าวชุนฮวาตวาดลั่น “เงินของลูกชายข้า ก็คือเงินของข้า! นางเป็นแค่สะใภ้ที่แต่งเข้ามา เป็นคนนอก จะมีสิทธิ์มีเสียงอะไร! รอให้จิงเยียนกลับมาถึงก่อนเถอะ ข้าจะฟ้องเรื่องที่นางก่อไว้ทั้งหมด ให้น้องชายเจ้าสั่งสอนเมียตัวเองให้รู้สำนึก!”

สองแม่ลูกหารือวางแผนกันอย่างออกรส โดยไม่รู้เลยว่าทุกถ้อยคำที่พวกเขากล่าวออกมานั้น ลอดผ่านผนังดินบางๆ เข้าไปสู่โสตประสาทของฟางซินที่อยู่ในห้องติดกันจนหมดสิ้น

ฟางซินนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียง มือที่วางบนหัวเข่ากำเข้าหากันแน่น ใบหน้าของนางเรียบเฉยจนน่ากลัว ทว่าภายในดวงตากลับฉายประกายเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก

‘เฉินจิงเยียน...สามีในนามของข้ากำลังจะกลับมาสินะ’

นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง วันที่นางจะต้องเผชิญหน้ากับเจ้าของเงินเดือนที่นางเปิดโปงไป แต่ไม่คิดว่าสถานการณ์จะมาพร้อมกับแผนการอันเห็นแก่ตัวของแม่สามีและพี่ชายสามีเช่นนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่จะฮุบเงินเดือน แต่ยังจ้องจะเอาเงินรางวัลพิเศษซึ่งเป็นหยาดเหงื่อแรงกายของสามีนางไปปรนเปรอความต้องการของตัวเองอีกด้วย

‘ซื้อจักรยานให้เฉินเจี้ยนกั๋ว? ฝันไปเถอะ!’

ความโกรธปะทุขึ้นในใจ แต่ฟางซินก็สะกดมันไว้ได้อย่างรวดเร็ว การโวยวายในตอนนี้มีแต่จะเสียเปรียบ นางต้องสงบนิ่งและคิดหาแผนรับมือ การมาของเฉินจิงเยียนไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว ตรงกันข้าม...นี่คือโอกาสทอง!

โอกาสที่จะได้พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ ภรรยาของเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง โอกาสที่จะดึงเขามาเป็นพวก และเป็นโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ทั้งหมดในบ้านหลังนี้

ฟางซินลุกขึ้นเดินไปที่กระจกบานเล็กที่ร้าวเป็นทางยาว นางมองภาพสะท้อนของหญิงสาวที่ผ่ายผอม ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาโหลลึก นี่คือหลักฐานชั้นดีที่สุด นางจะทำให้เฉินจิงเยียนได้เห็นกับตาตัวเองว่า ‘ครอบครัว’ ที่เขาไว้วางใจนั้น ปฏิบัติกับภรรยาของเขาอย่างไร

มุมปากของนางค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทั้งเยียบเย็นและเต็มไปด้วยเล่ห์นัย นางไม่ได้วางแผนจะปะทะกับจ้าวชุนฮวาตรงๆ อีกต่อไป แต่จะใช้สติปัญญาและความอดทน เล่นละครฉากใหญ่ให้สามีของนางเป็นผู้ตัดสิน

‘จ้าวชุนฮวา ท่านอยากได้เงินของลูกชายนักใช่ไหม? ได้... แล้วเราจะได้เห็นกันว่าเมื่อเฉินจิงเยียนกลับมา เขาจะเลือกเชื่อแม่ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ หรือจะเลือกเข้าข้างภรรยาที่กำลังจะอดตายอยู่รอมร่อคนนี้!’

ในห้วงความคิดนั้น แผนการอันแยบยลเริ่มก่อตัวขึ้นทีละขั้น ทีละตอน รอคอยเพียงการปรากฏตัวของตัวละครเอก...ผู้ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในสงครามครั้งนี้