ค้นห้องสะใภ้รอง

ครั้นเมื่อเงาร่างของฟางซินลับหายไปจากคลองจักษุ พร้อมกับเสียงประกาศแยกย้ายของหัวหน้าหมู่บ้านซุนต้าไห่ เพลิงโทสะที่จ้าวชุนฮวาพยายามสะกดกลั้นไว้ก็พลันปะทุขึ้นมาอีกครั้งดั่งภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิด นางจ้องมองไปยังทิศทางที่สะใภ้รองตัวแสบเพิ่งจากไป ดวงตาทอประกายอำมหิตราวกับอสรพิษร้าย

ความอัปยศอดสูที่ได้รับต่อหน้าผู้คนมากมายในวันนี้ มันหนักหนาสาหัสเสียยิ่งกว่าถูกตบหน้าฉาดใหญ่! ไม่เพียงแต่แผนการใช้แรงงานหนักบดขยี้อีนังสารเลวจะพังพินาศไม่เป็นท่า นางยังถูกหัวหน้าหมู่บ้านตำหนิอย่างรุนแรงจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เฉินเจี้ยนกั๋วลูกชายสุดที่รักก็ต้องมารับเคราะห์กรรมตักโคลนเน่าเหม็นแทนมันอีก

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น!

ในห้วงคำนึงของจ้าวชุนฮวา พลันปรากฏภาพข่าวลือที่ชาวบ้านต่างซุบซิบกันเมื่อหลายวันก่อน กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นที่เล็ดลอดออกมาจากห้องของสะใภ้รอง... กลิ่นนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของนาง

“ใช่แล้ว... กลิ่นเนื้อ!” จ้าวชุนฮวากระซิบกับตัวเอง ดวงตาหงส์ที่เหี่ยวย่นพลันหรี่ลงจนเป็นเส้นตรง “อีนังเด็กเหลือขอนั่นต้องมีของดีซุกซ่อนไว้แน่! ในเมื่อมันมีแรงมาเล่นละครตบตาคน มีแรงมาต่อปากต่อคำกับข้า มันก็ต้องแอบกินของดีอยู่ลับหลังเป็นแน่แท้!”

ความคิดนี้จุดประกายความโลภและความปรารถนาที่จะแก้แค้นให้ลุกโชนขึ้นพร้อมกัน เมื่อใช้กำลังไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีอื่น! นางตัดสินใจแล้ว วันนี้นางจะต้องค้นห้องของมันให้กระจ่าง!

จ้าวชุนฮวากวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นสะใภ้ใหญ่หวังเหมยตานกำลังทำทีเป็นกวาดลานบ้าน แต่สายตากลับคอยชำเลืองมองมาทางนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้าวชุนฮวาจึงกวักมือเรียกเสียงเข้ม

“เหมยตาน! มานี่หน่อยสิ!”

หวังเหมยตานรีบวางไม้กวาดแล้ววิ่งกระย่องกระแย่งเข้ามาหาแม่สามีทันที “ท่านแม่ มีอันใดให้ลูกสะใภ้รับใช้หรือเจ้าคะ?”

จ้าวชุนฮวาโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของหวังเหมยตาน แผนการชั่วร้ายถูกถ่ายทอดออกไปอย่างรวดเร็ว หวังเหมยตานเบิกตากว้างในตอนแรก แต่เมื่อได้ยินคำว่า "เนื้อ" และ "ของมีค่า" ดวงตาของนางก็ฉายแววละโมบออกมาอย่างปิดไม่มิด นางเองก็ชิงชังสะใภ้รองผู้นั้นไม่น้อยไปกว่าแม่สามี การได้เห็นมันถูกยึดของดี แถมตนเองอาจจะได้ส่วนแบ่ง ย่อมเป็นเรื่องที่น่าอภิรมย์ยิ่งนัก

“เรื่องนี้... จะดีหรือเจ้าคะท่านแม่ หากนางกลับมาเจอ...” หวังเหมยตานแสร้งทำเป็นลังเล

“มันจะกลับมาเร็วได้อย่างไร! มันเพิ่งแกล้งทำเป็นลมไปไม่ใช่รึ พวกชาวบ้านคงพามันไปส่งแล้วนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ กว่าจะกลับมาเราก็ค้นเสร็จพอดี!” จ้าวชุนฮวากล่าวอย่างมั่นใจ “เจ้าแค่คอยดูต้นทางให้ข้าก็พอ หากเจอของดี ข้าไม่ลืมส่วนของเจ้าแน่!”

เมื่อได้ยินคำรับรองเช่นนั้น หวังเหมยตานก็ไม่ลังเลอีกต่อไป นางพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน สองแม่ผัวลูกสะใภ้ต่างมองตากันอย่างมีความหมาย ก่อนจะย่องเท้าเดินไปยังเรือนปีกตะวันตกซึ่งเป็นที่พักของฟางซินอย่างเงียบเชียบ

บานประตูห้องของฟางซินถูกลงกลอนไม้ไว้อย่างง่ายๆ จากด้านนอก ซึ่งเป็นธรรมเนียมของบ้านตระกูลเฉินเพื่อป้องกันคนนอก แต่กลับไม่สามารถป้องกันคนในบ้านได้เลย จ้าวชุนฮวาใช้ลวดเส้นเล็กที่เตรียมมา แหย่เข้าไปในรูกลอนอย่างชำนาญ ไม่นานนักก็ได้ยินเสียง "คลิก" เบาๆ กลอนประตูก็ถูกปลดออกอย่างง่ายดาย

ทั้งสองผลักประตูเข้าไป แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปในห้อง เผยให้เห็นสภาพภายในที่... ว่างเปล่า!

ว่างเปล่าอย่างแท้จริง!

บนเตียงไม้เก่าๆ มีเพียงผ้าห่มขาดๆ ผืนบางวางพับอยู่ ข้างเตียงมีโต๊ะไม้โยกเยกที่แทบจะพังมิพังแหล่ บนโต๊ะมีเพียงถ้วยดินเผาบิ่นๆ ใบหนึ่ง ไม่มีหีบสมบัติ ไม่มีห่อผ้าที่ซุกซ่อนของกิน ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าดีๆ สักชิ้น ทุกอย่างในห้องล้วนเก่าซอมซ่อและไร้ค่าจนน่าสมเพช

“เป็นไปได้อย่างไร!” จ้าวชุนฮวาอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นางปรี่เข้าไปรื้อค้นผ้าห่มบนเตียง พลิกหมอนที่ยัดไส้ด้วยแกลบจนฝุ่นฟุ้งกระจาย แต่ก็ไม่พบสิ่งใด หวังเหมยตานเองก็ก้มๆ เงยๆ มองหาตามซอกหลืบมุมห้อง แต่ก็เช่นกัน... ไม่มีอะไรเลย

“ท่านแม่ ไม่มีอะไรเลยเจ้าค่ะ! ไม่มีแม้แต่เศษข้าวสารสักเม็ด!” หวังเหมยตานรายงานเสียงสั่นด้วยความผิดหวัง

“เป็นไปไม่ได้! ข้าได้กลิ่นเนื้อด้วยจมูกของข้าเอง! เฉี่ยวลี่ก็ยืนยัน! มันต้องซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ!” จ้าวชุนฮวาคำรามในลำคอ นางเริ่มทุบตีฟูกนอนราวกับคนเสียสติ ความโกรธเกรี้ยวที่ถูกหลอกทำให้ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวจนน่ากลัว

แต่ไม่ว่าพวกนางจะรื้อค้นพลิกแผ่นดินหาเพียงใด ก็ไม่พบสิ่งใดที่มีค่าเลยแม้แต่น้อย ห้องของสะใภ้รองมันยากจนข้นแค้นยิ่งกว่าถ้ำของหนูเสียอีก!

ในขณะที่สองแม่ผัวลูกสะใภ้กำลังหัวหมุนอยู่นั้นเอง ฟางซินซึ่งแสร้งทำเป็นอ่อนเพลียให้ชาวบ้านที่มาส่งได้พักเหนื่อยดื่มน้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินกลับมาที่ห้องของตนเอง นางรู้ดีว่าด้วยนิสัยของจ้าวชุนฮวา เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่ และสัญชาตญาณของแม่ค้าออนไลน์จากศตวรรษที่ 21 ก็กำลังกรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายในใจ

ทันทีที่เลี้ยวมาถึงหน้าห้อง นางก็ต้องหยุดชะงัก... ประตูห้องของนางแง้มอยู่!

ฟางซินหัวใจกระตุกวูบ แต่มันไม่ใช่ความกลัว หากแต่เป็นความตื่นตัว สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว... โอกาสมาแล้ว!

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าจากเรียบเฉยเป็นตื่นตระหนกในชั่วพริบตา ก่อนจะผลักประตูผางเข้าไปเต็มแรง!

“พวกท่านทำอะไรกันน่ะ!”

เสียงตะโกนของฟางซินทำให้จ้าวชุนฮวาและหวังเหมยตานที่กำลังรื้อค้นกันอย่างเมามันสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกน้ำร้อนสาด ทั้งสองหันขวับมามองเจ้าของห้องที่บัดนี้ยืนเท้าเอว จ้องมองพวกนางด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ

“อีนัง... อีนังฟางซิน! เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่!” จ้าวชุนฮวาอึกอัก ทำอะไรไม่ถูก

ฟางซินไม่ตอบคำถามนั้น นางกวาดตามองสภาพห้องที่เหมือนผ่านสมรภูมิรบ ข้าวของกระจัดกระจาย เสื้อผ้าถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี แล้วนางก็เริ่มบทละครฉากใหญ่ทันที

น้ำตาหยดโตๆ ไหลรินลงมาอาบสองแก้มอย่างน่าสงสาร นางทรุดตัวลงกับพื้น ทุบ อกชกตัวราวกับจะขาดใจตาย “สวรรค์! นี่มันเวรกรรมอะไรของข้า! ข้าแค่ป่วยจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่พวกท่านกลับฉวยโอกาสที่ข้าไม่อยู่ มารื้อค้นห้องของข้าได้อย่างไร! พวกท่านต้องการอะไรจากข้าอีก!”

“หุบปากนะ! ใครรื้อค้นอะไรกัน! ข้าแค่...แค่มาดูว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!” จ้าวชุนฮวาตะคอกแก้ตัวเสียงสั่น

“ดูหรือเจ้าคะ!” ฟางซินแผดเสียงดังขึ้นอีกระดับ “ดูด้วยการรื้อเตียงของข้าจนกระจุยกระจายอย่างนั้นรึ! พวกท่านหาอะไรกัน! หาเนื้อรึ! หรือหาของมีค่า!”

คำพูดของฟางซินแทงใจดำของคนทั้งสองอย่างจัง เสียงโวยวายของนางเริ่มดังพอที่จะทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ เริ่มโผล่หน้าออกมาดูด้วยความสนใจ

จ้าวชุนฮวาหน้าซีดเผือด “อย่ามาใส่ความนะ! ในห้องของเจ้ามีอะไรให้หาเล่า! มันว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าอะไรดี!”

“ว่างเปล่ารึ!” ฟางซินทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ นางรีบคลานเข้าไปที่เตียง รื้อค้นกองผ้าห่มที่ยุ่งเหยิงอย่างลนลาน แล้วก็กรีดร้องออกมาสุดเสียง!

“เงินของข้า! เงินของข้าหายไปไหน!”

นางหันขวับมาจ้องหน้าจ้าวชุนฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำกล่าวหา “เงิน 5 หยวนที่ท่านแม่ของข้าแอบให้ไว้ติดตัวยามฉุกเฉิน! ข้าซ่อนมันไว้ใต้ที่นอนอย่างดี! ตอนนี้มันหายไปแล้ว! เป็นพวกท่าน! เป็นพวกท่านที่ขโมยไปใช่หรือไม่!”

คำว่า "เงิน 5 หยวน" และ "ขโมย" เป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกโยนลงกลางบ้านตระกูลเฉิน ชาวบ้านที่เริ่มมุงดูกันหน้าประตูต่างส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที เงิน 5 หยวนในยุคนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย!

“เจ้า...เจ้าใส่ร้ายข้า!” จ้าวชุนฮวาตัวสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว

“ใส่ร้ายรึ! แล้วเหตุใดเงินของข้าจึงหายไปพร้อมกับที่พวกท่านบุกเข้ามาในห้องข้าเล่า! ในเมื่อพวกท่านไม่ได้เอาไป แล้วมันจะเดินหนีไปเองได้หรือ!” ฟางซินไม่เปิดโอกาสให้ใครได้แก้ตัว “ข้าไม่ยอม! ข้าจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ! ให้เจ้าหน้าที่มาจัดการกับหัวขโมยในบ้าน!”

คำว่า "สถานีตำรวจ" เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จ้าวชุนฮวาแทบสิ้นสติ การถูกเจ้าหน้าที่มาสอบสวนเรื่องขโมยของลูกสะใภ้ตัวเอง มันเป็นความอัปยศที่นางไม่อาจรับได้เด็ดขาด ชื่อเสียงของตระกูลเฉินที่สั่งสมมาจะต้องป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!

“หยุดนะ! อย่าไปนะ!” จ้าวชุนฮวารีบปราดเข้ามาขวางทาง

“ทำไมข้าจะไปไม่ได้! ท่านขโมยเงินของข้า! เงินก้อนสุดท้ายที่แม่แท้ๆ ของข้าให้ไว้! ท่านมันใจดำอำมหิต!” ฟางซินยังคงโวยวายไม่หยุด ปากก็ตะโกนหาความยุติธรรม

สถานการณ์บีบคั้นจนถึงที่สุด จ้าวชุนฮวามองสายตาดูแคลนของเพื่อนบ้าน มองใบหน้าสะใจของสะใภ้รอง แล้วนางก็รู้ว่าวันนี้... นางแพ้แล้ว แพ้อย่างย่อยยับ

เพื่อรักษาหน้าและปิดปากอีนังตัวแสบนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว!

จ้าวชุนฮวากัดฟันกรอดจนกรามสั่น มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อล้วงเข้าไปในกระเป๋าลับอย่างยากลำบาก นางหยิบธนบัตรใบหนึ่งออกมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะขว้างมันใส่หน้าฟางซินอย่างแรง!

“เอาไป! เงิน 5 หยวนของเจ้า! ข้ารำคาญเต็มทนแล้ว! ถือว่าข้าทำทานให้ขอทานอย่างเจ้าก็แล้วกัน!” นางตวาดกลบเกลื่อน

ฟางซินก้มลงมองธนบัตร 5 หยวนที่ตกอยู่บนพื้น มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น นางค่อยๆ ก้มลงเก็บมันขึ้นมา ปัดฝุ่นออกเบาๆ ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในโลก

นี่คือก้าวแรก... เงินสดก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยตัวเองในยุค 60 นี้!

นางกำธนบัตรไว้ในมือแน่น รู้สึกถึงอำนาจที่จับต้องได้เป็นครั้งแรก สายตาของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คุกรุ่นด้วยความแค้นของจ้าวชุนฮวา ทว่าในแววตาของสะใภ้รองผู้นี้ กลับไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงประกายแห่งชัยชนะที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างท้าทาย... และคำประกาศสงครามที่ไร้เสียง