ตื่นขึ้นมาบนเกวียนวัวและสามีหน้าโหด
ความเจ็บปวดที่ข้อมือและข้อเท้าปลุกสติสัมปชัญญะของซูหว่านอิงให้หวนคืนสู่ร่าง สัมผัสหยาบกระด้างของเชือกป่านเสียดสีผิวจนแสบร้อน กลิ่นอับของฝุ่นดินและมูลสัตว์ลอยคละคลุ้งปะทะจมูก พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่โคลงเคลงไปมาไม่หยุดหย่อน
นางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นคือท้องฟ้าสีหม่นผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เมื่อกวาดสายตามองรอบตัวจึงพบว่าตนนอนอยู่บนพื้นเกวียนเทียมวัวเก่าคร่ำคร่า สภาพเหมือนสินค้าที่กำลังถูกขนส่ง
ฉับพลันนั้น ความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก!
ซูหว่านอิง... เด็กสาวผู้อาภัพแห่งหมู่บ้านต้าเฟิงในยุคเจ็ดสิบที่แร้นแค้น ถูกหวังชุนฮวา มารดาผู้ให้กำเนิด ขายให้กับหลี่จิ่งเซิน อดีตทหารผ่านศึกหน้าบากแห่งหมู่บ้านข้างเคียง แลกกับเงินสินสอดก้อนโตถึงสองร้อยหยวน! ข่าวลือหนาหูว่าชายผู้นั้นทั้งโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน และเคยซ้อมภรรยาเก่าจนหนีหายสาบสูญไป ร่างเดิมของซูหว่านอิงทนรับความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ไหวจึงสิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบ และเป็นเธอ... ซูหว่านอิง พนักงานออฟฟิศจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เข้ามาแทนที่
“ฟื้นแล้วรึ? ก็ดี! อย่าคิดทำเรื่องโง่ๆ อีกเป็นอันขาด เงินสองร้อยหยวนนั่นข้ารับมาแล้ว เจ้าต้องแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ตระกูลหลี่สถานเดียว!”
เสียงแหลมสูงอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากด้านหน้าเกวียน หวังชุนฮวานั่งกอดห่อผ้าที่บรรจุเงินก้อนโตไว้แน่นราวกับสมบัติล้ำค่า พลางหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาเย็นชาปราศจากความรักใคร่
ซูหว่านอิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นคมกล้าและเด็ดเดี่ยว นางเลิกแสร้งทำเป็นหมดสติ ค่อยๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้า ใช้คมเล็บที่ซ่อนไว้จิกและขูดเชือกป่านที่ข้อมือซ้ำๆ ตรงจุดที่เสียดสีกับขอบไม้ของตัวเกวียนอย่างแนบเนียน
“ท่านแม่... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่านั่นคือเงินสินสอด ไม่ใช่เงินค่าขายชีวิตข้า?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง
หวังชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวาดกลับ “พูดจาเหลวไหล! ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาจนโต ป้อนข้าวป้อนน้ำจนเติบใหญ่ เงินสองร้อยหยวนนี้ถือเป็นค่าตอบแทนบุญคุณ! การได้แต่งงานกับหลี่จิ่งเซินถือเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว อย่างน้อยบ้านเขาก็ไม่ถึงกับอดตาย”
“วาสนางั้นรึ?” ซูหว่านอิงกระตุกยิ้มมุมปาก “วาสนาที่อาจจะถูกซ้อมจนตายในคืนเข้าหออย่างนั้นหรือ?”
ขณะที่เกวียนเคลื่อนเข้าสู่เขตหมู่บ้านตระกูลหลี่ ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในละแวกนั้นต่างพากันหยุดชะงักและหันมามองเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบนินทาดังลอดเข้าหูมาเป็นระยะ
“ดูนั่นสิ สะใภ้ใหม่ของบ้านตระกูลหลี่มาแล้ว”
“น่าสงสารนัก รูปโฉมก็สะสวย แต่กลับต้องมาตกอยู่ในมือของคนโหดเหี้ยมอย่างหลี่จิ่งเซิน”
“ข้าว่านางคงอยู่ไม่รอดพ้นคืนนี้เป็นแน่... ได้ยินว่าอารมณ์ของเขาร้ายกาจนัก”
ทันใดนั้นเอง! ซูหว่านอิงที่รอจังหวะนี้อยู่แล้วก็สะบัดข้อมือสุดแรง เชือกป่านที่ถูกทำให้อ่อนแอลงขาดผึงออกจากกัน! นางพลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วจนหวังชุนฮวาตกใจตาเหลือก
“เจ้า... เจ้าแก้มัดได้ยังไง!”
ซูหว่านอิงไม่ตอบ แต่กลับเปล่งเสียงดังฟังชัดไปทั่วบริเวณ “พี่ป้าน้าอาทุกท่านโปรดฟังทางนี้! ข้า ซูหว่านอิง ถูกหวังชุนฮวาผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าขายให้ตระกูลหลี่ในราคา_สองร้อยหยวน_!”
นางเน้นคำว่า ‘สองร้อยหยวน’ จนดังลั่น ทำให้ชาวบ้านยิ่งหันมาให้ความสนใจมากขึ้น
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เงินสองร้อยหยวนนี้ ข้าขอถือว่าเป็นค่าซื้อขาดบุญคุณที่เคยเลี้ยงดูมา! ความเป็นแม่ลูกระหว่างข้ากับนางได้สิ้นสุดลง ณ บัดนี้! ต่อไปภายภาคหน้า ไม่ว่าข้าจะเป็นหรือตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูอีกต่อไป!”
คำประกาศกร้าวของนางดังก้องไปทั่ว ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก หวังชุนฮวาหน้าซีดเผือด นางไม่คิดว่าลูกสาวที่เคยว่านอนสอนง่ายจะกล้าหักหน้านางกลางที่สาธารณะเช่นนี้
“เจ้าลูกอกตัญญู! กล้าพูดจาแบบนี้ได้ยังไง!” หวังชุนฮวาโถมตัวเข้ามาหมายจะตบสั่งสอน แต่ซูหว่านอิงไวกว่า นางเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับแก้มัดที่ข้อเท้าออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดลงจากเกวียนอย่างคล่องแคล่ว
เกวียนวัวหยุดลงหน้าบ้านดินหลังเล็กที่ดูทรุดโทรมที่สุดหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ประตูไม้ผุพังเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง
เขาสวมเสื้อผ้าสีเทาเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้าน ร่างกายสูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่เห็นได้ชัดแม้จะอยู่ใต้ร่มผ้า ใบหน้าคมคายหล่อเหลา แต่ที่หางคิ้วซ้ายกลับมีรอยแผลเป็นยาวพาดผ่าน ทำให้ดวงตาคมกริบคู่นั้นยิ่งดูดุดันและน่าเกรงขาม นี่คงจะเป็น ‘หลี่จิ่งเซิน’ สามีในนามของนาง
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่พากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
หลี่จิ่งเซินกวาดสายตามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน แววตาของเขาสบเข้ากับดวงตาที่ไม่ยอมแพ้ของซูหว่านอิง ก่อนจะเลื่อนไปมองหวังชุนฮวาที่กำลังอ้าปากเตรียมจะด่าทอต่อด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เงินจ่ายไปแล้ว คนก็มาถึงแล้ว ท่านกลับไปได้” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและทรงพลัง แม้จะพูดเพียงประโยคสั้นๆ แต่กลับแฝงอำนาจกดดันจนหวังชุนฮวาถึงกับตัวสั่น นางรีบคว้าห่อเงินแล้วเผ่นแน่บลงจากเกวียน วิ่งหนีหายไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เมื่อผู้เป็นแม่จากไปแล้ว บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ซูหว่านอิงยืนเผชิญหน้ากับชายร่างยักษ์ตรงหน้า แม้ในใจจะประหม่าอยู่บ้าง แต่นางก็เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น
หลี่จิ่งเซินจ้องมองนางนิ่งๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาของเขาสังเกตเห็นรอยแดงช้ำบนข้อมือและข้อเท้าขาวผ่องของนาง รวมถึงใบหน้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ความเงียบนั้นน่าอึดอัด ซูหว่านอิงกำลังครุ่นคิดว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไป หรือว่าข่าวลือเป็นจริง เขาอาจจะเข้าไปหยิบอาวุธเพื่อมาจัดการนาง?
แต่แล้วเพียงชั่วอึดใจ หลี่จิ่งเซินก็เดินกลับออกมา ในมือข้างหนึ่งของเขาถือชามดินเผาที่บรรจุน้ำอุ่นจนมีควันกรุ่นลอยขึ้นมา ส่วนมืออีกข้างกลับถือไข่ต้มฟองหนึ่งซึ่งยังร้อนอยู่
เขายื่นของในมือส่งให้นางอย่างเก้ๆ กังๆ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุดัน แต่การกระทำกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง “ดื่มน้ำก่อน แล้วกินไข่รองท้องซะ”
ซูหว่านอิงมองชามน้ำร้อนและไข่ต้มในมือของเขา สลับกับมองใบหน้าคมคายที่แฝงความดุดันนั้น... นี่น่ะหรือ คือนักเลงป่าเถื่อนที่ชาวบ้านร่ำลือกัน? ชายผู้ที่ควรจะลากนางเข้าไปทุบตี กลับยื่นอาหารล้ำค่าในยุคนี้ให้นางเป็นสิ่งแรกที่พบกัน?
ความขัดแย้งระหว่างข่าวลือกับความเป็นจริงตรงหน้าทำให้นางตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสนงุนงงไปชั่วขณะ