มิติซูเปอร์มาร์เก็ต 24 ชั่วโมง
ความอบอุ่นจากชามดินเผาในมือซึมซ่านผ่านฝ่ามือสู่หัวใจของซูหว่านอิง ไข่ต้มฟองนั้นยังคงร้อนกรุ่น เป็นความจริงใจที่เรียบง่ายทว่าล้ำค่าในยุคสมัยแห่งความแร้นแค้นนี้ นางสูดลมหายใจลึก พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้เป็นสามีในนามของนาง
“ขอบคุณ” นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะยกชามน้ำอุ่นขึ้นดื่มอย่างช้าๆ ความอบอุ่นไหลผ่านลำคอ บรรเทาความแห้งผากและความตึงเครียดลงได้บ้าง
หลี่จิ่งเซินไม่ได้กล่าวคำใดตอบ เพียงพยักหน้ารับน้อยๆ แววตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินบางสิ่ง ก่อนจะหันหลังและเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน “เข้ามา”
ซูหว่านอิงปอกเปลือกไข่ต้มพลางก้าวตามเขาเข้าไปอย่างระมัดระวัง สภาพภายในบ้านยิ่งตอกย้ำความยากจนข้นแค้นที่นางได้แต่จินตนาการไว้ก่อนหน้า ผนังบ้านทำจากดินอัดหยาบๆ มีรอยแตกร้าวปรากฏให้เห็นหลายแห่ง หลังคามุงกระเบื้องสีคล้ำเผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่แสงจันทร์สามารถลอดผ่านลงมาได้ ใจกลางห้องมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ หนึ่งตัวกับม้านั่งยาวโยกเยกสองตัวเท่านั้น
นี่คือบ้านของชายที่ใช้เงินถึงสองร้อยหยวนซื้อภรรยาหรือ? มันดูแทบไม่ต่างจากกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านเลยด้วยซ้ำ
หลี่จิ่งเซินชี้ไปยังเตียงไม้กระดานแข็งที่ตั้งชิดผนังด้านหนึ่ง บนเตียงมีเพียงผ้าห่มเก่าๆ ผืนบางพับวางไว้อย่างเรียบร้อย “คืนนี้เจ้านอนที่นี่”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินตรงไปยังประตูบ้าน คว้าขวานที่พิงอยู่ข้างผนังขึ้นพาดบ่า ท่าทางเตรียมจะออกไปข้างนอก
“เดี๋ยวก่อน!” ซูหว่านอิงร้องท้วงขึ้นโดยสัญชาตญาณ “ท่านจะไปไหน?”
เขาชะงักฝีเท้า หันกลับมามองนางด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ฟืนใกล้จะหมดแล้ว ข้าจะไปผ่าเพิ่ม”
คำตอบของเขาทำให้นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ในสถานการณ์เช่นนี้ เขายังมีแก่ใจคิดเรื่องเตรียมฟืนสำหรับวันพรุ่งนี้อีกหรือ?
หลี่จิ่งเซินเหลือบมองไข่ต้มในมือนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “กินให้อิ่มแล้วก็พักผ่อนเสีย ไม่ต้องกังวลอะไร”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างสูงใหญ่ของเขาก็ก้าวพ้นธรณีประตูออกไปในความมืด ทิ้งให้ซูหว่านอิงยืนนิ่งอยู่ลำพังกับความคิดที่สับสนวุ่นวาย เสียงขวานกระทบเนื้อไม้ดังสะท้อนมาจากลานบ้านเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขาได้เริ่มทำงานของตนแล้ว
นางถอนหายใจยาว กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่าอีกครั้ง ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ นางจะใช้ชีวิตรอดในสภาพแบบนี้ได้อย่างไร? ทรัพย์สินทั้งหมดที่นางมีก็คือเสื้อผ้าเก่าๆ บนตัว กับไข่ต้มหนึ่งฟองในมือเท่านั้น
ในขณะที่นางกำลังจมอยู่ในความมืดมนนั้นเอง พลันเกิดอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง โลกทั้งใบราวกับหมุนคว้างจนนางต้องหลับตาลงแน่นเพื่อตั้งสติ
และในวินาทีที่เปลือกตาปิดสนิทนั้นเอง!
ภาพตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง! จากห้องดินอัดที่มืดสลัว กลับกลายเป็นสถานที่สว่างไสวจนแทบแสบตา แสงไฟนีออนส่องประกายเจิดจ้า พื้นกระเบื้องขัดมันวาววับสะท้อนเงา ชั้นวางสินค้าสูงตระหง่านทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา บนชั้นอัดแน่นไปด้วยสินค้าสารพัดชนิดที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ประตูอัตโนมัติบานเลื่อนใสสะอาด ที่มีตัวอักษรสีแดงสดใสเขียนว่า ‘เปิดบริการ 24 ชั่วโมง’
นี่มัน... ซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคศตวรรษที่ 21 ที่นางเคยทำงานเป็นผู้จัดการไม่ใช่หรือ!
ซูหว่านอิงตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ นางลองเพ่งสมาธิอีกครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นก็ยังคงอยู่ในบ้านดินอัดหลังเดิม แต่พอหลับตาลง ภาพซูเปอร์มาร์เก็ตครบวงจรก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของนางอีกครา ราวกับเป็นโลกอีกใบที่เชื่อมต่อกับจิตของนางโดยตรง
นี่คือมิติพิเศษที่ติดตัวนางมาด้วย!
หัวใจของซูหว่านอิงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นยินดี ความสิ้นหวังเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความหวังที่สว่างวาบขึ้นมาอย่างเจิดจ้า สวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งนาง! ในเมื่อมีขุมทรัพย์ล้ำค่าเช่นนี้อยู่ในมือ ต่อให้ต้องเริ่มต้นใหม่ในยุคที่แร้นแค้นที่สุด นางก็ไม่กลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว!
นางรีบสำรวจ ‘มิติซูเปอร์มาร์เก็ต’ ของตนเองทันที ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน ตั้งแต่แผนกอาหารสด ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ไปจนถึงแผนกของใช้ในบ้าน ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรส ทุกอย่างยังคงถูกเติมเต็มอยู่บนชั้นวาง รอให้นางหยิบฉวย
ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว... ท้องของนางร้องประท้วงขึ้นมาเบาๆ ไข่ต้มฟองเดียวไม่อาจบรรเทาความหิวโหยที่สะสมมาทั้งวันได้
ซูหว่านอิงตัดสินใจทดลองใช้ความสามารถนี้ทันที นางเพ่งจิตไปยังแผนกอาหารแห้งและเนื้อสด
“ข้าวสาร... เนื้อหมู...”
เพียงแค่คิด ร่างในมโนสำนึกของนางก็ราวกับลอยไปยังชั้นวางข้าวสาร นางเลือกข้าวหอมมะลิเกรดดีที่สุด ถุงพลาสติกใสเผยให้เห็นเมล็ดข้าวที่ขาวอวบ เรียงตัวสวยงาม จากนั้นจึงเคลื่อนไปยังตู้แช่เนื้อสัตว์ เลือกหมูสามชั้นส่วนที่ดีที่สุดซึ่งบรรจุอยู่ในถาดโฟมห่อด้วยพลาสติกแรปอย่างดี
นางรู้ดีว่าบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ล้ำสมัยเกินไปสำหรับยุค 70 การนำมันออกไปย่อมเป็นการเรียกหาความเดือดร้อน ซูหว่านอิงจึงใช้สมาธิ ‘แกะ’ หีบห่อทั้งหมดออกภายในมิติ เหลือไว้เพียงวัตถุดิบล้วนๆ
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง บนโต๊ะไม้เก่าตรงหน้าพลันปรากฏชามดินเผาใบใหญ่ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ภายในชามมีข้าวสารสีขาวราวไข่มุกกองหนึ่ง และเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำวางอยู่อีกด้านหนึ่ง!
สำเร็จ! นางสามารถนำของจากในมิติออกมาได้จริงๆ!
ซูหว่านอิงไม่รอช้า นางรีบตรงไปยังมุมครัวที่มืดๆ ซึ่งมีเตาดินขนาดเล็กตั้งอยู่ นางมองหาอุปกรณ์ต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว จุดไฟด้วยหินเหล็กไฟที่วางอยู่ใกล้ๆ อย่างทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นในเตา
นางเติมน้ำลงในหม้อดินที่พอจะหาได้ รอจนเดือดแล้วจึงซาวข้าวสารขาวจั๊วะเทลงไป คนเบาๆ จนเมล็ดข้าวเริ่มบานออก จากนั้นจึงใส่เนื้อหมูสามชั้นตามลงไป ปิดฝาแล้วปล่อยให้ความร้อนทำงานของมันอย่างช้าๆ
ไม่นานนัก กลิ่นหอมหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวต้มร้อนๆ ผสมกับกลิ่นมันของเนื้อหมูก็เริ่มลอยอวลไปทั่วทั้งบ้านดินหลังเล็ก กลิ่นหอมที่อุดมสมบูรณ์และชวนน้ำลายสอนี้ ช่างขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมที่ยากจนข้นแค้นรอบกายอย่างสิ้นเชิง
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหลี่จิ่งเซิน เขากลับมาพร้อมกับเหงื่อที่ชุ่มแผ่นหลัง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเศษขี้เลื่อย แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็ชะงักงัน จมูกโด่งเป็นสันของเขาสูบบรรยากาศฟุดฟิด ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“กลิ่นอะไร?” เขามองตรงมาที่หม้อดินบนเตา ซึ่งกำลังส่งควันกรุ่นและกลิ่นหอมยั่วยวนออกมาไม่หยุด
“ข้าทำข้าวต้ม” ซูหว่านอิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางใช้ทัพพีไม้คนข้าวในหม้อเบาๆ “ท่านทำงานเหนื่อยๆ คงจะหิวแล้ว”
หลี่จิ่งเซินก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาของเขามองผ่านกลุ่มไอน้ำไปยังเนื้อหาในหม้อ แววตาฉายความตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด เมล็ดข้าวที่ขาวบริสุทธิ์ เนื้อหมูติดมันที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในน้ำข้าวข้นๆ... วัตถุดิบชั้นเลิศเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนในหมู่บ้านต้าเฟิงจะได้เห็นกันง่ายๆ ต่อให้เป็นช่วงปีใหม่ก็ตาม
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของเขาคือ นางคงแอบนำเสบียงอาหารที่ดีที่สุดจากบ้านตระกูลซูติดตัวมาด้วย หวังชุนฮวาอาจจะไม่รู้ แต่หากพวกซูต้าเฉียงรู้เข้า พวกมันต้องมาสร้างปัญหาที่นี่อย่างแน่นอน
ทว่า... เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยของภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ ผู้ซึ่งกำลังตักข้าวต้มใส่ชามให้เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ หลี่จิ่งเซินกลับเลือกที่จะเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ในใจ เขาสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะปกป้องนาง ไม่ว่านางจะนำปัญหาอะไรติดตัวมาก็ตาม
ซูหว่านอิงยื่นชามข้าวต้มร้อนๆ ส่งให้เขา “กินตอนร้อนๆ จะได้คล่องคอ”
หลี่จิ่งเซินรับชามมาถือไว้ เขาก้มลงมองข้าวต้มในชาม สลับกับเงยหน้าขึ้นมองนาง ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างฉายวาบขึ้นในดวงตา เขาตักข้าวต้มเข้าปากคำแรก...
ความร้อนและรสชาติที่นุ่มนวลกลมกล่อมแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความหอมของข้าวใหม่ผสมกับความหวานมันของเนื้อหมูชั้นดี มันคือรสชาติที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่ในกองทัพ
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูหว่านอิง แววตาดุดันเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความนัยบางอย่าง
“สามารถนำข้าวสารและเนื้อดีๆ เช่นนี้ออกมาได้... ดูท่าแล้ว ที่ผ่านมาตระกูลซูคงจะเลี้ยงดูเจ้าเป็นอย่างดีสินะ”
คำพูดของเขาเป็นดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงในทะเลสาบอันเงียบสงบ มันไม่ใช่คำถาม แต่ก็ไม่ใช่คำชม มันแขวนอยู่กึ่งกลางระหว่างการทดสอบกับการยอมรับ ทำให้หัวใจของซูหว่านอิงกระตุกวูบขึ้นมาทันที