ขุนย่าและน้องชายตัวน้อย
คำพูดของหลี่จิ่งเซินแขวนค้างอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ มันคือการหยั่งเชิงที่แฝงไว้ด้วยคมดาบ ซูหว่านอิงวางตะเกียบในมือลงอย่างแช่มช้า นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับสงบนิ่งดุจผืนน้ำในบ่อลึก
“ในเมื่อตระกูลซูได้เงินค่าสินสอดจากท่านไปถึงสองร้อยหยวนแล้ว ข้าวสารกับเนื้อหมูเล็กน้อยเพียงนี้ จะนับเป็นอันใดได้เล่า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ข้าเพียงแค่นำส่วนที่ดีที่สุดที่พอจะนำติดตัวมาได้ ออกมาทำอาหารมื้อแรกในฐานะภรรยาของท่าน... หรือว่าท่านไม่ชอบ?”
คำตอบของนางเฉียบคมและไร้ช่องโหว่ มันทั้งผลักภาระไปให้ตระกูลซูผู้ละโมบ และในขณะเดียวกันก็ยกฐานะของเขาในฐานะสามีขึ้นมา การกระทำที่ดูเหมือนสิ้นเปลืองพลันกลายเป็นการให้เกียรติเขาในทันที
หลี่จิ่งเซินชะงักไปเล็กน้อย ความซับซ้อนในแววตาของเขายิ่งทวีขึ้น ชายหนุ่มมิได้เอ่ยคำใดอีก เพียงแค่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มในชามต่อจนหมดเกลี้ยง บรรยากาศภายในบ้านดินที่เคยตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
เมื่อจัดการกับชามข้าวเรียบร้อยแล้ว หลี่จิ่งเซินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ตามข้ามา” เขาพูดสั้นๆ แล้วเดินนำเข้าไปยังห้องด้านในซึ่งมีเพียงม่านผ้าเก่าๆ กั้นอยู่
ซูหว่านอิงเดินตามเข้าไป สิ่งแรกที่ปะทะกับโสตประสาทคือเสียงไอโขลกที่แห้งผากและอ่อนแรง บนเตียงก่ออิฐที่เรียกว่า ‘คัง’ มีร่างของหญิงชราผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางเฉียบ ใบหน้าของนางซีดเซียว เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความยากลำบาก ข้างเตียงนั้นมีเด็กชายร่างเล็กผอมโซคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ เด็กน้อยมีอายุราวห้าถึงหกขวบ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองมาที่นางอย่างหวาดระแวงระคนสงสัย
“ท่านย่า นี่คือซูหว่านอิง... ภรรยาของข้า” หลี่จิ่งเซินแนะนำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ส่วนนี่คือตงตง น้องชายของข้า”
“ท่านย่า... ตงตง...” ซูหว่านอิงเอ่ยเรียกเบาๆ พลางโค้งคำนับเล็กน้อยตามธรรมเนียม หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความสงสาร สภาพของย่าและน้องชายสามีดูย่ำแย่กว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก ร่างกายที่ผ่ายผอมและใบหน้าที่ขาดเลือดฝาดบ่งบอกถึงการขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน
แม่เฒ่าสวีพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง ทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่เป็นใจ ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบาๆ “ดี... ดีแล้ว...”
ซูหว่านอิงรีบก้าวเข้าไปช่วยประคอง “ท่านย่านอนพักเถิดเจ้าค่ะ ไม่ต้องมากพิธี” นางกล่าวพลางจัดผ้าห่มให้เข้าที่ ความนุ่มนวลในน้ำเสียงและการกระทำนั้นทำให้แววตาหวาดระแวงของหลี่ตงตงอ่อนลงเล็กน้อย
“ข้าจะไปต้มน้ำร้อนมาให้ท่านย่ากับตงตงดื่มนะ” ซูหว่านอิงเสนอขึ้น ก่อนจะหันไปทางหลี่จิ่งเซินซึ่งมองนางอยู่เงียบๆ เขาเพียงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
นางเดินกลับออกมายังห้องครัวขนาดเล็ก ใช้จังหวะที่แผ่นหลังหันให้กับทุกคน เพ่งสมาธิไปยังมิติซูเปอร์มาร์เก็ตในห้วงจิตสำนึก ชั้นวางสินค้านับพันปรากฏขึ้นตรงหน้า นางไม่ลังเลที่จะหยิบนมผงสำหรับผู้ใหญ่ยี่ห้อหนึ่งและวิตามินรวมสำหรับเด็กชนิดเม็ดเคี้ยวรสองุ่นออกมาอย่างรวดเร็ว
ซูหว่านอิงทำงานอย่างคล่องแคล่ว นางแกะบรรจุภัณฑ์พลาสติกทิ้งในมิติ จากนั้นจึงเทนมผงปริมาณสองช้อนลงในชามใบหนึ่ง ส่วนวิตามินเม็ดเล็กๆ นางก็ใช้ก้นช้อนอีกใบกดบดจนเป็นผงละเอียดในชามอีกใบหนึ่ง ก่อนจะนำทุกอย่างออกจากมิติอย่างแนบเนียนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อได้น้ำร้อนจากกาต้มน้ำที่ยังอุ่นอยู่ นางก็เทมันลงในชามทั้งสอง คนให้เข้ากันอย่างรวดเร็ว กลิ่นนมจางๆ ลอยขึ้นมา แต่มันก็กลมกลืนไปกับกลิ่นข้าวต้มที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศจนแทบแยกไม่ออก
นางถือชามสองใบกลับเข้าไปในห้องนอน ยื่นใบที่ผสมวิตามินให้หลี่ตงตง “ตงตง ดื่มนี่สิ จะได้มีแรง” รอยยิ้มของนางอบอุ่นและจริงใจ เด็กน้อยมองหน้าพี่ชายเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อหลี่จิ่งเซินพยักหน้า เขาก็รับชามไปดื่มอย่างว่าง่าย
จากนั้นนางจึงค่อยๆ ประคองแม่เฒ่าสวีให้นั่งพิงผนัง แล้วป้อนน้ำนมผสมอุ่นๆ ให้ท่านทีละช้อน “ท่านย่าค่อยๆ ดื่มนะเจ้าคะ จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น”
แม่เฒ่าสวีจิบน้ำสีขุ่นเล็กน้อยเข้าไป ความอบอุ่นและรสชาติหวานมันอ่อนๆ ที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทำให้ร่างกายที่เคยอ่อนล้ากลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาที่เคยฝ้าฟางของนางมองหลานสะใภ้คนใหม่ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป... เด็กสาวคนนี้ดูแตกต่างจากที่ชาวบ้านลือกันนัก
ทว่า... ขณะที่บรรยากาศอันอบอุ่นกำลังก่อตัวขึ้น เสียงตะโกนด่าทออย่างหยาบคายก็ดังลั่นมาจากหน้าประตูบ้าน!
“หลี่จิ่งเซิน! ไอ้ลูกเต่าไร้พ่อไร้แม่! ออกมาให้ข้าเห็นหน้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงนั้นเป็นของซูต้าเฉียง พ่อบังเกิดเกล้าของนางอย่างไม่ต้องสงสัย! ตามมาด้วยเสียงของซูจื้อกั๋ว พี่ชายตัวดี “ส่งน้องสาวข้ามา แล้วเอาเงินมาเพิ่มอีก! สองร้อยหยวนมันจะไปพอค่าเลี้ยงดูได้อย่างไร!”
ใบหน้าของซูหว่านอิงเย็นเยียบลงทันที ขณะที่แม่เฒ่าสวีและหลี่ตงตงมีสีหน้าตื่นตระหนก
แต่ก่อนที่ซูหว่านอิงจะได้ทันทำสิ่งใด ร่างสูงใหญ่ของหลี่จิ่งเซินก็เคลื่อนไหวแล้ว!
เขาไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มเดินตรงไปยังกองฟืนที่มุมห้อง คว้าท่อนไม้เนื้อแข็งที่ใช้เป็นด้ามจับขวานผ่าฟืนขึ้นมาไว้ในมือ ท่อนไม้ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนดูน่าพรั่นพรึงในมือของเขา
หลี่จิ่งเซินก้าวเท้ายาวๆ ไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงสว่างจากภายนอกจนมิด แผ่รังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมาทั่วร่าง ดวงตาของเขาหรี่ลงจนเป็นประกายเย็นเยียบราวกับหมาป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังสองพ่อลูกตระกูลซูที่กำลังทำท่าจะพังประตูเข้ามา
ซูต้าเฉียงและซูจื้อกั๋วที่เคยทำตัวกร่างถึงกับชะงักกึก เมื่อได้สบกับสายตาคู่นั้น ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับถูกมัจจุราชจ้องมองก็แล่นวาบไปทั่วร่าง พวกมันรู้ดีถึงกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของหลี่จิ่งเซินยามอยู่ในกองทัพ นี่ไม่ใช่สายตาของชาวนาธรรมดา แต่มันคือสายตาของคนที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน!
“พวก... พวกเจ้าอยากตายรึ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากลำคอของหลี่จิ่งเซินนั้นเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวในเดือนสิบสอง
สองพ่อลูกตระกูลซูหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ ความโลภเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีหายไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินที่คลุ้งตลบ
หลี่จิ่งเซินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองตามร่างของสองคนนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะค่อยๆ ลดท่อนไม้ในมือลง เขาหันกลับเข้ามาในบ้าน ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา
ในความเงียบสงัดนั้น สายตาของเขาก็ประสานเข้ากับสายตาของซูหว่านอิงที่มองอยู่ก่อนแล้ว ในแววตาของนางไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความสงบนิ่งที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง
ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าของแม่เฒ่าสวีก็ดังขึ้นจากห้องด้านใน ทำลายความเงียบลง
“จิ่งเซิน...” นางกล่าวอย่างอ่อนแรง ทว่าหนักแน่น “ดูแล... ดูแลสะใภ้ของเจ้าให้ดี”
คำพูดนั้นเป็นดั่งการยอมรับอย่างเป็นทางการ หลี่จิ่งเซินละสายตาจากซูหว่านอิงเพื่อขานรับผู้เป็นย่าเบาๆ แต่แล้วเขาก็หันกลับมาเผชิญหน้านางอีกครั้ง ชายหนุ่มก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนซูหว่านอิงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขา
เขาก้มลงมองนาง แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยคำมั่นสัญญาอันหนักแน่น
“จากนี้ไป... ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกเจ้าได้อีก”