แผนการสู่ตลาดมืดตรอกสือปา

ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปพร้อมกับความเงียบสงัดที่หนักอึ้ง คำมั่นสัญญาของหลี่จิ่งเซินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของซูหว่านอิง แม้จะรู้สึกซาบซึ้งในใจ แต่ความจริงอันโหดร้ายของยุคสมัยก็ตบหน้านางให้ตื่นจากภวังค์ การปกป้องด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวมิอาจทำให้ท้องอิ่มได้

รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับแสงอรุณที่สาดส่องผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง หลี่จิ่งเซินตื่นแต่ไก่โห่เพื่อเตรียมตัวไปทำงานที่ทุ่งนาแลกแต้มค่าแรง ชายฉกรรจ์หนึ่งคนทำงานเต็มวันจะได้สิบแต้ม ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัวในชนบท

ซูหว่านอิงลุกขึ้นมาช่วยต้มน้ำและเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ มันคือข้าวต้มที่เหลือน้อยนิดจนแทบจะเห็นแต่เงาน้ำ กับผักกาดดองสองสามชิ้น แม้แต่มันเทศที่เคยเป็นอาหารหลักก็แทบไม่เหลือแล้ว

นางมองอาหารบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามแม่เฒ่าสวีที่กำลังนั่งสานตะกร้าอยู่มุมห้องด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่สุด "ท่านย่า... ที่บ้านเรา... ไม่มีเงินสดหรือตั๋วอาหารเหลือแล้วหรือเจ้าคะ?"

การเคลื่อนไหวของแม่เฒ่าสวีชะงักไปครู่หนึ่ง นางถอนหายใจยาวเหยียด แววตาเต็มไปด้วยความขมขื่น "เงินเก็บทั้งหมดสองร้อยหยวนที่เตรียมไว้ให้เจ้าสาว... แม่ของเจ้าก็เอาไปหมดแล้ว ส่วนตั๋วอาหารและคูปองต่างๆ ก็ใช้จนเกือบเกลี้ยง เหลือเพียงไม่กี่ใบที่ไม่พอจะซื้ออะไรได้"

หัวใจของซูหว่านอิงกระตุกวูบ สองร้อยหยวนในยุคนี้ถือเป็นเงินก้อนใหญ่มหาศาล เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง! ไม่น่าแปลกใจที่หวังชุนฮวาจะหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนั้น นางไม่ได้แค่ขายลูกสาว แต่ยังสูบเลือดสูบเนื้อของครอบครัวหลี่ไปจนสิ้น!

"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" ซูหว่านอิงตอบรับเบาๆ พยายามเก็บซ่อนความเย็นเยียบในแววตา

หลี่จิ่งเซินที่กำลังสวมรองเท้าฟางอยู่หน้าประตูได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เขาหันกลับมามองนาง แววตาดุดันนั้นอ่อนลงเล็กน้อย "เจ้าไม่ต้องกังวล รอสิ้นปีเราก็ได้ส่วนแบ่งธัญพืช ข้าจะหาทางเอง"

พูดจบเขาก็คว้าจอบที่พิงไว้กับผนังแล้วเดินจากไป แผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขาดูมั่นคงแต่ก็แฝงไว้ด้วยภาระที่หนักอึ้ง

ซูหว่านอิงมองตามจนลับสายตา นางรู้ดีว่า ‘หาทาง’ ของเขาคงหมายถึงการทำงานหนักขึ้น หรือไปรับจ้างแบกหามในอำเภอ ซึ่งได้เงินเพียงน้อยนิดและต้องใช้แรงงานมหาศาล แต่นางจะไม่ยอมปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด! จะรอจนถึงสิ้นปีได้อย่างไร ในเมื่อท้องต้องกินทุกวัน!

หลังจากหลี่จิ่งเซินออกไปแล้ว บ้านก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงแม่เฒ่าสานตะกร้ากับเสียงหลี่ตงตงที่วิ่งเล่นอยู่หน้าลานบ้าน

ซูหว่านอิงเดินเข้าไปหาเด็กชายที่กำลังใช้กิ่งไม้ขีดเขียนพื้นดินเล่นอยู่คนเดียว นางย่อตัวลงตรงหน้าเขา รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ตงตง อยากกินของหวานหรือไม่?"

ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายวาววับ เขามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ

ซูหว่านอิงแสร้งทำทีเป็นล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง แต่แท้จริงแล้วนางเพ่งจิตไปยังมิติซูเปอร์มาร์เก็ต เพียงพริบตาเดียว ลูกอมนมตรากระต่ายขาวในกระดาษห่อสีสันสดใสก็ปรากฏขึ้นในมือนาง

นางแกะกระดาษห่อออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นเม็ดลูกอมสีขาวนวลส่งให้เด็กชาย "กินเสียสิ แต่อย่าบอกใครนะ โดยเฉพาะท่านย่า"

หลี่ตงตงรับลูกอมไปใส่ปากอย่างรวดเร็ว ความหวานหอมของนมที่เข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ทำให้ดวงตาของเขาหยีลงอย่างมีความสุข นี่เป็นของอร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาในชีวิต! เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน "ข้าจะไม่บอกใคร! พี่สะใภ้ดีที่สุด!"

ความไร้เดียงสาของเด็กชายทำให้ซูหว่านอิงยิ้มออกมาได้ นางลูบศีรษะเขาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า "ไปวิ่งเล่นที่ลานหน้าหมู่บ้านเถิด อย่าไปไกลนัก อีกประเดี๋ยวข้าจะไปตามกลับมากินข้าวเที่ยง"

เมื่อหลี่ตงตงวิ่งออกไปจากบ้านแล้ว และแม่เฒ่าสวีก็งีบหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย ซูหว่านอิงก็รีบกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเอง นางลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา

ถึงเวลาลงมือแล้ว!

นางนั่งลงบนเตียง หลับตาลงแล้วเพ่งสมาธิอีกครั้ง โลกทั้งใบพลันเปลี่ยนไป จากห้องดินเก่าๆ ที่มืดสลัว กลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตในศตวรรษที่ 21 ชั้นวางสินค้าสูงตระหง่านเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ของทุกอย่างที่เคยขาดแคลนในโลกภายนอกกลับมีอยู่อย่างล้นเหลือที่นี่

ซูหว่านอิงไม่เสียเวลาชื่นชม นางมุ่งตรงไปยังแผนกวัตถุดิบทำอาหารทันที เป้าหมายของนางชัดเจน: ข้าวสารและแป้งสาลี

นางเลือกข้าวสารหอมมะลิเกรดดีที่สุด เมล็ดขาวอวบ เรียวยาว สวยงามราวกับไข่มุก ไร้ซึ่งกรวดทรายหรือมอดแมลงเจือปน คุณภาพเช่นนี้หากนำไปขายในตลาดมืด จะต้องเป็นที่ต้องการอย่างแน่นอน! นางตวงข้าวสารออกมาสิบจินพอดิบพอดี

จากนั้นนางก็ไปยังชั้นวางแป้งสาลี เลือกแป้งสาลีอเนกประสงค์เนื้อละเอียดขาวนวลออกมาอีกห้าจิน ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ทุกครัวเรือนต้องการ แต่กลับหาซื้อได้ยากยิ่งในยุคนี้

ขั้นตอนต่อไปคือการพรางตัวสินค้า นางค้นหาถุงผ้าเก่าๆ ที่พอจะหาได้ในบ้าน มันเป็นถุงกระสอบป่านสีน้ำตาลซีดๆ ที่เคยใช้ใส่ธัญพืช มีร่องรอยการปะชุนอยู่หลายแห่ง ดูแล้วสมจริงอย่างยิ่ง นางเทข้าวสารและแป้งสาลีที่นำออกมาจากมิติลงในถุงผ้าคนละใบ มัดปากถุงอย่างแน่นหนา

เมื่อเตรียมสินค้าเสร็จสิ้น ก็ถึงคราวเตรียมตัวเอง การเดินทางเข้าอำเภอของสตรีสาวตัวคนเดียวนั้นอันตรายเกินไป โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าไปยังสถานที่อย่างตลาดมืด ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นเสื้อผ้าเก่าๆ ของหลี่จิ่งเซินที่พับเก็บไว้ในหีบไม้ใบเล็ก มันเป็นชุดทำงานตัวโคร่งสีเทาเข้มที่เก่าจนสีซีดจาง กับกางเกงขาตรงทรงหลวมๆ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวนางทันที

ซูหว่านอิงหยิบชุดนั้นขึ้นมาลองทาบกับตัว มันใหญ่กว่าร่างของนางหลายเท่านัก แต่นี่แหละคือสิ่งที่นางต้องการ! นางถอดชุดของตนเองออกอย่างรวดเร็ว แล้วสวมชุดของผู้ชายเข้าไปแทน แขนเสื้อที่ยาวเกินไปถูกพับทบขึ้นมาหลายทบ ขากางเกงก็เช่นกัน นางรวบผมยาวสลวยของตนเองขึ้นแล้วซ่อนไว้ใต้หมวกฟางเก่าๆ ใบหนึ่งที่เจอในมุมห้อง

สุดท้าย นางเดินไปที่เตาไฟ ใช้ปลายนิ้วแตะเขม่าสีดำที่ก้นหม้อมาป้ายที่แก้มและหน้าผากเล็กน้อย เปลี่ยนผิวขาวผ่องให้ดูมอมแมม ส่องกระจกทองเหลืองบานเล็กที่ขุ่นมัว นางก็แทบจำตัวเองไม่ได้ จากหญิงสาวหน้าตาสะสวย ตอนนี้กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมบางท่าทางซอมซ่อคนหนึ่ง

ทุกอย่างพร้อมแล้ว!

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวาดหวั่นระคนกัน นี่คือการเดิมพันครั้งสำคัญ หากสำเร็จ ครอบครัวหลี่ก็จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แต่หากพลาด... ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการ

ซูหว่านอิงแบกถุงผ้าสองใบขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล มันหนักอึ้ง แต่น้ำหนักของมันคือความหวังของทั้งครอบครัว นางเดินย่องไปที่ประตู ค่อยๆ แง้มบานประตูออกอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อมองดูลาดเลาภายนอก

ทว่า... ทันทีที่ประตูเปิดออกเพียงนิดเดียว ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่ตรงหน้า

หลี่ตงตงยืนกะพริบตาปริบๆ จ้องมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความงุนงงสงสัย ในมือยังคงกำกระดาษห่อลูกอมไว้แน่น เด็กน้อยเอียงคอ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อที่ดังฟังชัดในความเงียบ

"พี่สะใภ้... ท่านแต่งตัวประหลาดเช่นนี้... กำลังจะไปที่ใดรึ?"