เจรจาการค้ากับลูกพี่จ้าว

เสียงใสซื่อของหลี่ตงตงดังขึ้นในความเงียบงันราวกับเสียงกระดิ่งที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของซูหว่านอิง นางชะงักงันไปชั่วขณะ รู้สึกราวกับมีน้ำเย็นราดรดลงบนแผนการที่วางไว้อย่างดี

"พี่สะใภ้... ท่านแต่งตัวประหลาดเช่นนี้... กำลังจะไปที่ใดรึ?"

ซูหว่านอิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกไว้ใต้ใบหน้าที่แสร้งทำเป็นเรียบเฉย นางย่อตัวลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กหญิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและแฝงความลึกลับเล็กน้อย "ชู่ว์... ตงตง ฟังพี่สะใภ้ให้ดีนะ"

นางกระซิบ "พี่กำลังจะออกไปทำภารกิจลับสุดยอด เพื่อหาของอร่อยๆ มาให้ตงตงกับท่านย่ากินอย่างไรเล่า"

ดวงตาของหลี่ตงตงเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้น "ภารกิจลับ? เหมือนในนิทานที่ท่านเล่าให้ข้าฟังหรือเจ้าคะ?"

"ใช่แล้ว" ซูหว่านอิงพยักหน้าอย่างจริงจัง "แต่ภารกิจนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด แม้แต่พี่ใหญ่ของเจ้าก็ห้ามบอก เข้าใจหรือไม่? หากมีคนรู้ ภารกิจจะล้มเหลว แล้วเราก็จะไม่มีของอร่อยๆ กินกันอีก"

เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คล้ายกับหยิบของจากกระเป๋าเสื้อด้านใน แต่แท้จริงแล้วนางเพ่งจิตไปยังมิติซูเปอร์มาร์เก็ต เรียกเอานมเม็ดรสหวานที่นางเตรียมไว้ในห่อกระดาษไขออกมาหนึ่งเม็ด แล้วยื่นให้เด็กหญิง "นี่คือรางวัลล่วงหน้าสำหรับผู้ช่วยตัวน้อยของข้า"

หลี่ตงตงรับนมเม็ดมาด้วยสองมือ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน "ตงตงเข้าใจแล้ว! ตงตงจะเก็บเป็นความลับ จะไม่บอกผู้ใดเลยเจ้าค่ะ!"

"เด็กดี" ซูหว่านอิงลูบศีรษะเด็กหญิงเบาๆ "กลับไปนอนต่อเถิดนะ รอพี่สะใภ้กลับมาพร้อมของอร่อย"

นางเฝ้ามองจนหลี่ตงตงวิ่งกลับเข้าไปในห้องของตนเองอย่างเงียบเชียบจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นับว่ายังโชคดีที่ใช้ความไร้เดียงสาของเด็กจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าไปได้ เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาอีก ซูหว่านอิงจึงแบกถุงผ้าสองใบขึ้นบ่าอีกครั้งแล้วก้าวออกจากประตูบ้าน หายลับไปในความมืดมิดยามรุ่งสาง

เส้นทางสู่ตัวอำเภอหลินเจียงนั้นยาวไกลและขรุขระ นางต้องเดินเท้าเป็นระยะทางหลายสิบลี้ ซูหว่านอิงในคราบเด็กหนุ่มร่างผอมบางพยายามเดินเลียบไปตามแนวป่าเพื่อหลีกเลี่ยงถนนใหญ่ หลายครั้งที่นางต้องหมอบลงกับพื้นเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของทหารยามเดินตรวจตราอยู่ไกลๆ หัวใจเต้นระทึกทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือเสียงพูดคุยดังแว่วมา

ในที่สุด ป้ายชื่ออำเภอหลินเจียงก็ปรากฏแก่สายตา นางปรับเสื้อผ้าและหมวกฟางให้เข้าที่ ป้ายเขม่าบนใบหน้าให้ดูมอมแมมยิ่งขึ้น แล้วเดินปะปนไปกับฝูงชนที่เริ่มออกมาทำงานในตอนเช้า บรรยากาศในตัวอำเภอคึกคักกว่าในหมู่บ้านมากนัก มีทั้งคนงานโรงงานและชาวบ้านที่เข้ามาซื้อของในสหกรณ์

ซูหว่านอิงเดินตามลายแทงในความทรงจำ มุ่งหน้าไปยังโรงงานทอผ้าหลินเจียงที่ตั้งอยู่สุดถนน ด้านหลังโรงงานมีตรอกแคบๆ ที่มีชื่อว่า "ตรอกสือปา" ซ่อนตัวอยู่ ที่นี่คือแหล่งซ่องสุมของตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ

ปากตรอกดูธรรมดา ไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย แต่เมื่อก้าวเข้าไป บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไป แสงสว่างจากภายนอกถูกบดบังด้วยตัวอาคารที่ขนาบสองข้างทาง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ แต่กลับไร้ซึ่งเสียงพูดคุยจอแจ มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบและการแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างระแวดระวังตัว ซูหว่านอิงสังเกตเห็นว่าการจัดการที่นี่เป็นระบบกว่าที่นางคิด มีคนคอยดูต้นทางและสอดส่องคนแปลกหน้าอยู่เป็นระยะ

นางยังเดินเข้าไปได้ไม่ทันไร ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนในชุดเสื้อกล้ามสีมอซอก็เข้ามาขวางทางไว้ สายตาของพวกมันกวาดมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน

"ไอ้หนู มาทำอะไรที่นี่?" หนึ่งในนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ"

ซูหว่านอิงหยุดนิ่ง นางไม่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวกฟางจ้องมองชายทั้งสองอย่างไม่ลดละ "ข้ามาทำธุรกิจ" นางตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ต่ำลง "ข้าต้องการพบลูกพี่จ้าว"

ชายทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะหึ "ลูกพี่จ้าวไม่ใช่คนที่จะให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าเข้าพบได้ง่ายๆ มีธุระอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่สำคัญก็ไสหัวไปซะ!"

ซูหว่านอิงรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับคนพวกนี้มีแต่จะเสียเวลาเปล่า นางตัดสินใจใช้ไม้แข็ง "ธุรกิจของข้าใหญ่เกินกว่าที่พวกท่านจะตัดสินใจได้ หากพวกท่านทำให้ลูกพี่จ้าวพลาดของดีไป ข้าเกรงว่าคนที่เดือดร้อนจะไม่ใช่ข้า"

คำพูดที่หนักแน่นและท่าทีที่ไม่เกรงกลัวทำให้ชายทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย พวกมันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนหนึ่งจะพยักหน้าให้อีกคน "ไปรายงานลูกพี่ บอกว่ามีเด็กอยากจะคุยธุรกิจใหญ่"

ไม่นานนัก ชายคนเดิมก็กลับมาพร้อมกับพยักพเยิดให้นางเดินตามเข้าไปลึกขึ้นในตรอก ที่สุดปลายทางมีลานเล็กๆ ที่ถูกดัดแปลงเป็นที่นั่งชั่วคราว ชายร่างใหญ่คนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนสั้น เผยให้เห็นแผงอกที่กำยำ ใบหน้าของเขาคมคายแต่แฝงความดุดัน มีรอยบากเล็กน้อยที่คิ้วซ้าย คนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจ้าวเถี่ยจู้ เจ้าพ่อตลาดมืดแห่งตรอกสือปา

จ้าวเถี่ยจู้ปรายตามองซูหว่านอิงแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "นี่รึ ธุรกิจใหญ่ที่ว่า? แค่เด็กกะโปโลยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งเนี่ยนะ"

ลูกน้องรอบข้างพากันหัวเราะคิกคักตามนายของตน บรรยากาศเต็มไปด้วยการดูแคลนและกดดัน

ซูหว่านอิงไม่สนใจคำพูดถากถางเหล่านั้น นางวางถุงผ้าใบหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าจ้าวเถี่ยจู้อย่างหนักแน่น เสียงถุงกระทบโต๊ะดัง 'ตุ้บ' ทำให้เสียงหัวเราะเงียบลง

"ของจะดีหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่คนนำมา แต่อยู่ที่ตัวของมันเอง" นางกล่าวเรียบๆ "ลูกพี่จ้าวเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ ข้าเชื่อว่าท่านดูของเป็น"

จ้าวเถี่ยจู้เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แววตาฉายแววขบขันระคนสนใจ "ปากดีนักนะ...ไหน ขอดูหน่อยสิว่าเจ้ามีปัญญาเอาอะไรมาเสนอข้า"

ซูหว่านอิงไม่พูดพร่ำทำเพลง นางค่อยๆ คลายปมเชือกที่มัดปากถุงผ้าออกอย่างช้าๆ แล้วแบปากถุงให้กว้างขึ้น

วินาทีต่อมา บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดลงทันที!

สิ่งที่อยู่ในถุงคือข้าวสาร! แต่มันไม่ใช่ข้าวสารธรรมดาที่ชาวบ้านทั่วไปได้กิน มันคือข้าวสารเมล็ดอวบอิ่ม เรียวยาว สีขาวสะอาดราวกับไข่มุก ทุกเม็ดเงางามสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลอดลงมา ไม่มีเศษกรวด หิน หรือแกลบเจือปนแม้แต่น้อย กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวใหม่ลอยออกมาเตะจมูกทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น

จ้าวเถี่ยจู้ซึ่งตอนแรกยังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจ บัดนี้กลับยืดตัวตรงไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เคยฉายแววดูแคลนเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เขาทำธุรกิจในตลาดมืดมานานหลายปี ผ่านตาของดีๆ มานับไม่ถ้วน แต่ข้าวสารคุณภาพเยี่ยมระดับนี้... เขาไม่เคยเห็นมาก่อน! ข้าวสารที่ทางรัฐจัดสรรให้ล้วนมีสีเหลืองคล้ำและปนเปื้อนสิ่งสกปรก แต่ข้าวสารตรงหน้านี้ ขาวสะอาดยิ่งกว่าข้าวที่จัดไว้สำหรับผู้นำระดับสูงเสียอีก!

ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความดูถูกเหยียดหยามหายวับไปในพริบตา เหลือเพียงความตื่นตะลึงและจริงจัง เขายื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยลงไปในถุง ตักข้าวสารขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วปล่อยให้มันร่วงหล่นลงจากร่องนิ้วอย่างช้าๆ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา

"นี่...นี่เจ้าไปเอามาจากที่ใด?" จ้าวเถี่ยจู้เอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหนุ่มร่างเล็กตรงหน้าอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย

ซูหว่านอิงแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก นางรู้ว่าปลาใหญ่ได้ติดเบ็ดแล้ว

"แหล่งที่มาไม่สำคัญ" นางตอบอย่างใจเย็น "ที่สำคัญคือ ข้ายังมีของแบบนี้อีกมาก ไม่ใช่แค่ข้าวสาร แต่ยังมีแป้งสาลี น้ำมัน หรือแม้กระทั่งเนื้อหมูสดๆ"

คำพูดของนางเปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทิ้งลงกลางวงสนทนา!

จ้าวเถี่ยจู้จ้องมองนางเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งความโลภ ความหวาดระแวง และความตื่นเต้นอย่างถึงขีดสุด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่บดบังแสงสว่างจนเกิดเป็นเงาทาบทับร่างของซูหว่านอิงไว้จนมิด

เขาโน้มตัวลงมาใกล้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำจนน่าขนลุกว่า "เด็กน้อย... เจ้ามีของดีถึงเพียงนี้... ไม่กลัวหรือว่าเข้ามาในถ้ำเสือแล้ว จะไม่มีโอกาสได้เดินกลับออกไป?"