ถังทองคำถังแรก
เงาทะมึนของจ้าวเถี่ยจู้บดบังแสงตะเกียงจนมิด กลิ่นอายกดดันราวกับภูผาถล่มทับลงมา แต่ทว่า ‘เด็กหนุ่ม’ ร่างเล็กตรงหน้ากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ซูหว่านอิงเงยหน้าขึ้นสบตากับพยัคฆ์แห่งตลาดมืดอย่างไม่หวั่นเกรง มุมปากของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าในแววตากลับฉายประกายเย็นเยียบปราดหนึ่ง
"กลัว?" นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ลูกพี่จ้าว ท่านคิดว่าคนที่กล้าหาญชาญชัยพอจะนำของล้ำค่าเช่นนี้มาถึงถ้ำเสือ จะเป็นเพียงลูกแกะที่รอให้ท่านเชือดหรือ?"
คำพูดของนางไม่ดังไม่เบา แต่กลับก้องกังวานอยู่ในห้องที่เงียบสงัด จ้าวเถี่ยจู้หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบราวกับเหยี่ยวกำลังประเมินเหยื่อ
"ข้าเป็นเพียงคนส่งสาร" ซูหว่านอิงกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน นางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ "ของเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างให้ท่านดู ลูกพี่ของข้าต้องการหาคู่ค้าที่มั่นคงในอำเภอหลินเจียง หากท่านสนใจ เราก็มาคุยเรื่องธุรกิจกัน แต่หากท่านคิดจะใช้กำลัง..."
นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงเร้นด้วยความเยียบเย็น "ลูกพี่ของข้าอาจจะไม่พอใจนัก และข้ารับรองได้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมา จะไม่ใช่สิ่งที่ลูกพี่จ้าวปรารถนาอย่างแน่นอน"
คำว่า 'ลูกพี่' ที่นางกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ แต่แฝงนัยยะลึกล้ำ ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดพลันเปลี่ยนไป จ้าวเถี่ยจู้ผู้คร่ำหวอดในยุทธภพแห่งนี้ย่อมเข้าใจความหมายของคลื่นใต้น้ำ การมี ‘ลูกพี่เบื้องหลัง’ ที่สามารถจัดหาสินค้าคุณภาพสูงระดับนี้ได้ ย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดาที่เขาสามารถจะล่วงเกินได้ง่ายๆ
ความคิดชั่ววูบที่จะฮุบของทั้งหมดไว้เองมลายหายไปในทันที เขาค่อยๆ ยืดตัวตรงกลับไปนั่งที่เดิม กลิ่นอายกดดันเมื่อครู่สลายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
"ฮ่าๆๆ!" จ้าวเถี่ยจู้หัวเราะลั่น "ข้าเพียงแค่หยอกเจ้าเด็กน้อยเล่นเท่านั้นเอง! ในเมื่อมีของดีเช่นนี้ ไยเราจะไม่ทำธุรกิจกันเล่า!"
ท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือทำให้ซูหว่านอิงลอบยิ้มในใจ นางรู้ว่าตนเองเดิมพันถูกแล้ว การสร้างตัวตนของ 'ลูกพี่เบื้องหลัง' ที่ทรงอิทธิพลขึ้นมา เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
"ว่ามา ของทั้งหมดนี่ราคาเท่าใด?" จ้าวเถี่ยจู้เข้าประเด็นทันที
"ข้าวสารชั้นเลิศ ถุงนี้สิบจิน" ซูหว่านอิงชี้ไปที่ถุงแรก "ข้าขอราคาจินละห้าเหมา ไม่ต้องใช้ตั๋วอาหาร"
ราคานี้สูงกว่าราคาของรัฐถึงสามเท่า แต่สำหรับข้าวสารที่ขาวสะอาดราวไข่มุกเช่นนี้ ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่งในตลาดมืดที่ของมีค่ามากกว่าเงิน
"ส่วนแป้งสาลีขาวละเอียดอีกสิบจิน ราคาเดียวกัน"
จ้าวเถี่ยจู้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ตกลง! ข้าเอาทั้งหมด แล้วเจ้ามีของอีกมากเท่าใด?"
"เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกพี่จ้าว" ซูหว่านอิงตอบอย่างชาญฉลาด "ขอเพียงท่านต้องการ ลูกพี่ของข้าสามารถจัดหาให้ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้าว แป้ง น้ำมัน หรือแม้แต่เนื้อหมู"
คำว่า 'เนื้อหมู' ทำให้ดวงตาของจ้าวเถี่ยจู้ลุกวาวขึ้นมาทันที ในยุคสมัยที่ตั๋วเนื้อหายากยิ่งกว่าทองคำ การมีแหล่งเนื้อหมูที่มั่นคงหมายถึงการกุมอำนาจในตลาดมืดแห่งนี้ไว้ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
"ดี! ดีมาก!" เขากล่าวอย่างตื่นเต้น "เช่นนั้นนับจากนี้ไป เราคือคู่ค้ากัน!"
จ้าวเถี่ยจู้ไม่รอช้า เขาสั่งให้ลูกน้องไปนำเงินมาทันที ไม่นานนัก เงินสดจำนวนหนึ่งร้อยหยวนก็ถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้าซูหว่านอิง มันคือเงินก้อนโตที่ชาวนาคนหนึ่งอาจต้องทำงานหนักทั้งปีจึงจะหาได้
"นี่คือค่าสินค้าทั้งหมด" จ้าวเถี่ยจู้กล่าวพลางยื่นห่อกระดาษเล็กๆ อีกห่อหนึ่งให้นาง "และนี่คือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการร่วมมือกันครั้งแรก"
ซูหว่านอิงเปิดห่อกระดาษออกดู ภายในบรรจุตั๋วเนื้อสองจิน ตั๋วผ้าห้าฉื่อ และตั๋วอุตสาหกรรมอีกสองใบ! ของเหล่านี้ล้วนเป็นของล้ำค่าที่หาไม่ได้ง่ายๆ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความยินดี นี่คือ 'ถังทองคำถังแรก' ของนางโดยแท้!
"ขอบคุณลูกพี่จ้าว" นางเก็บเงินและตั๋วทั้งหมดใส่ในกระเป๋าผ้าใบเล็กที่สะพายมาอย่างรวดเร็ว "ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน"
"เดี๋ยว!" จ้าวเถี่ยจู้เรียกไว้ "ครั้งต่อไปจะมาเมื่อใด?"
"เมื่อถึงเวลา ข้าจะมาเอง" ซูหว่านอิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างมั่นคง ร่างเล็กๆ ของนางหายลับไปในความมืดของตรอกสือปา
ทันทีที่ซูหว่านอิงจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเถี่ยจู้ก็เลือนหายไป เขามองตามเงาของนางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนที่ยืนรออยู่มุมห้องเป็นสัญญาณ
"ตามไป... อย่าให้รู้ตัว หาแหล่งที่มาของมันให้พบ"
ลูกน้องทั้งสองโค้งรับคำสั่ง แล้วเร้นกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
ซูหว่านอิงเดินไปตามตรอกที่คดเคี้ยวอย่างไม่รีบร้อน สัมผัสที่เฉียบคมจากการฝึกฝนในชาติก่อนทำให้นางรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากเบื้องหลังแทบจะในทันที นางลอบเย้ยหยันในใจ จิ้งจอกเฒ่าอย่างจ้าวเถี่ยจู้ย่อมไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ
นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ตัว เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงทางแยกที่เชื่อมกับตลาดหลักซึ่งผู้คนเริ่มบางตา นางอาศัยจังหวะที่กลุ่มคนงานเลิกงานเดินสวนมาจนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ร่างของนางพลันพลิ้วไหวหลบเข้ามุมอับของกำแพงเก่าๆ ที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง
ในเสี้ยววินาทีที่ลับจากสายตาของผู้ติดตาม ซูหว่านอิงไม่ลังเลที่จะเพ่งสมาธิ!
วูบ!
ทิวทัศน์รอบกายพลันเปลี่ยนไปในพริบตา จากตรอกมืดเหม็นอับ กลายเป็นทางเดินที่สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนเย็นตา อากาศบริสุทธิ์และกลิ่นเฉพาะตัวของเครื่องปรับอากาศเข้ามาแทนที่ ซูหว่านอิงกลับเข้ามาอยู่ในมิติซูเปอร์มาร์เก็ตของนางอีกครั้ง!
นางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินไปหยิบขวดน้ำแร่เย็นเฉียบขึ้นมาดื่มแก้กระหาย หลังจากรออยู่ครู่ใหญ่จนแน่ใจว่าผู้ติดตามคงหัวหมุนตามหานางจนเลิกล้มความตั้งใจไปแล้ว นางจึงหาจุดที่เหมาะสมก่อนจะออกจากมิติกลับสู่โลกภายนอก
ร่างของนางปรากฏขึ้นในซอยเล็กๆ อีกซอยหนึ่งซึ่งห่างจากจุดเดิมพอสมควร ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบ ไม่มีเงาของผู้ใดติดตามมาอีกแล้ว
ซูหว่านอิงกำเงินและตั๋วในกระเป๋าแน่น หัวใจพองโตด้วยความสำเร็จ ถังทองคำถังแรกนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ครอบครัวหลี่พ้นจากความอดอยาก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างอาณาจักรของนางในยุค 70 แห่งนี้!
นางเงยหน้ามองจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า ความคิดคำนึงลอยไปถึงบ้านหลังเล็กที่ทรุดโทรม ที่นั่นมีสามีผู้เงียบขรึม แม่สามีที่ป่วยไข้ และน้องสาวสามีตัวน้อยที่ผอมโซรอคอยนางอยู่
คืนนี้... บ้านตระกูลหลี่ จะต้องได้กลิ่นเนื้อเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีให้จงได้