กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่น

ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านเมฆ ซูหว่านอิงก้าวเดินไปตามเส้นทางดินขรุขระที่มุ่งสู่หมู่บ้านต้าเฟิง ในใจของนางยังคงเปี่ยมล้นด้วยความตื่นเต้นจากการค้าขายในตลาดมืดครั้งแรก ทว่านางยังคงความสุขุมรอบคอบไว้ทุกฝีก้าว

นางรู้ดีว่าการกลับบ้านมือเปล่าแล้วเสกเนื้อออกมาจากความว่างเปล่าย่อมเป็นการชักนำข้อสงสัยมาสู่ตนเองโดยแท้ สตรีผู้มาจากศตวรรษที่ 21 ย่อมไม่ประมาทเลินเล่อถึงเพียงนั้น นางจึงจงใจเดินอ้อมไปยังสหกรณ์จัดซื้อของรัฐในตัวอำเภอเสียก่อน

ภายในสหกรณ์มีสภาพไม่ต่างจากที่นางคาดการณ์ไว้ ชั้นวางไม้เก่าซอมซ่อมีสินค้าวางอยู่เพียงบางตา แสงไฟสลัวจากหลอดไฟที่แขวนอยู่บนเพดานส่องให้เห็นเพียงขวดน้ำส้มสายชูราคาถูก เกลือเม็ดหยาบ และไม้ขีดไฟไม่กี่กล่อง พนักงานหญิงท่าทางเบื่อหน่ายนั่งสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์

ซูหว่านอิงทำทีเป็นเดินเลือกชมอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะใช้เงินเศษเหมาที่เหลือติดกระเป๋าซื้อเกลือหนึ่งถุงกับน้ำส้มสายชูหนึ่งขวด ของสองสิ่งนี้แม้มิได้มีค่าอันใด แต่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการเดินทางเข้าเมืองในครั้งนี้ได้แล้ว

เมื่อได้ของบังหน้าแล้ว นางจึงไม่รีรออีกต่อไป รีบเร่งฝีเท้ากลับสู่บ้านตระกูลหลี่ซึ่งบัดนี้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าลิบๆ เป็นเพียงเงาตะคุ่มในความมืดมิด

นางผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปอย่างแผ่วเบา ภายในลานบ้านเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบพื้นดินแห้งแล้ง แม่เฒ่าสวีและหลี่ตงตงคงจะเข้านอนไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย นี่เป็นโอกาสอันดีของนาง

ซูหว่านอิงเดินตรงไปยังห้องครัวที่มืดทึบและมีเพียงเตาดินเก่าๆ นางวางถุงเกลือและขวดน้ำส้มสายชูลงบนโต๊ะไม้ที่โยกเยก ก่อนจะแสร้งทำเป็นจัดข้าวของในตะกร้าสานที่สะพายมา จังหวะที่แผ่นหลังของนางหันให้กับประตูทางเข้า นางพลันเพ่งสมาธิไปที่มิติในห้วงความคิด

วูบ!

ในมือของนางพลันปรากฏเนื้อหมูสามชั้นชิ้นใหญ่น้ำหนักไม่ต่ำกว่าสองจิน มันถูกห่อด้วยกระดาษน้ำมันสีน้ำตาลเข้มอย่างเรียบง่าย ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ ไขมันขาวบริสุทธิ์แทรกสลับกับชั้นเนื้อแดงสดน่ารับประทาน นี่คือเนื้อหมูคุณภาพเยี่ยมที่นางเลือกสรรมาจากแผนกเนื้อสดในมิติซูเปอร์มาร์เก็ต

นางไม่รอช้า จัดการล้างเนื้อหมูอย่างคล่องแคล่วก่อนจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งนางหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ เตรียมไว้สำหรับทำหมูตุ๋นน้ำแดง หรือ ‘หงซาวโร่ว’ อันเลื่องชื่อ ส่วนที่เหลือ นางฝานเป็นแผ่นบางๆ หมักด้วยเกลือและเครื่องเทศเล็กน้อยที่พอจะหาได้ในครัว เพื่อเตรียมทำเป็นเนื้อย่างส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

มือของนางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและชำนาญราวกับว่าได้ทำอาหารจานนี้มานับครั้งไม่ถ้วน นางตั้งกระทะเหล็กบนเตา ใส่ชิ้นหมูลงไปเจียวจนน้ำมันออกมาส่งเสียงฉี่ฉ่า จากนั้นจึงใส่น้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวจนกลายเป็นสีอำพันสวยงาม ก่อนจะใส่เนื้อหมูสามชั้นที่หั่นไว้ลงไปผัดจนหนังตึง ตามด้วยซีอิ๊วและเครื่องเทศอื่นๆ ที่นางแอบนำออกมาจากมิติเล็กน้อย แล้วจึงเติมน้ำจนท่วมปิดฝา ตั้งไฟอ่อนๆ รอให้มันเปื่อยนุ่ม

ระหว่างที่รอหมูตุ๋น นางก็ก่อไฟในเตาเล็กอีกเตาหนึ่ง นำเนื้อหมูที่ฝานเป็นแผ่นบางมาวางบนตะแกรงอย่างบรรจง

ฉ่า!

เสียงไขมันจากเนื้อหมูหยดลงบนถ่านร้อนๆ ดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่ลอยอบอวล กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อย่างค่อยๆ เข้มข้นขึ้นทีละน้อย...แล้วก็ยิ่งขจรขจายไปไกล

กลิ่นนั้นช่างทรงพลังและยั่วยวนเหลือแสนในยุคสมัยที่ผู้คนได้กินแต่ผักดองกับมันเทศ มันคือกลิ่นหอมแห่งความสุขสมบูรณ์ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่หลงลืมไปแล้ว กลิ่นหอมกรุ่นลอยข้ามกำแพงดินเตี้ยๆ ของบ้านตระกูลหลี่ ปะทะเข้ากับจมูกของเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียง

บ้านข้างๆ ป้าจางที่กำลังจะตักข้าวต้มเหลวใใส่ถ้วยถึงกับชะงักงัน นางสูดจมูกฟุดฟิด “กลิ่นอะไรกัน? หอมเหลือเกิน... กลิ่นเนื้อนี่!”

สามีของนางที่นั่งหน้าเซียวอยู่ข้างๆ ก็ได้กลิ่นเช่นกัน เขาถึงกับกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก “บ้านตระกูลหลี่น่ะหรือ? เป็นไปได้อย่างไร พวกเขายากจนถึงขนาดไม่มีข้าวกินด้วยซ้ำ จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อ?”

การซุบซิบเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว “ต้องเป็นเจ้าสาวคนใหม่นั่นแน่ๆ! ได้ยินว่านางมาจากในเมือง คงจะเป็นพวกมือเติบผลาญเงินสามีเป็นแน่แท้”

“น่าสงสารหลี่จิ่งเซินนัก ทำงานหนักในนาหาแต้มแลกอาหารมาแทบตาย แต่กลับต้องมาเลี้ยงดูสตรีผลาญสมบัติเช่นนี้!”

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นระงม แต่ซูหว่านอิงในห้องครัวหาได้สนใจไม่ นางกำลังจดจ่ออยู่กับอาหารเบื้องหน้า เมื่อหมูตุ๋นเปื่อยนุ่มได้ที่ น้ำซอสข้นเหนียวเคลือบชิ้นหมูจนเป็นสีแดงก่ำเป็นมันวาวน่ารับประทาน นางจึงตักใส่ชามใบใหญ่ ส่วนเนื้อย่างก็สุกกำลังดี ส่งกลิ่นหอมจนนางเองยังท้องร้อง

นางจัดแจงยกอาหารทั้งสองอย่างวางบนโต๊ะไม้ตัวเล็กในห้องโถงหลัก ไม่นานนัก ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง

ร่างสูงใหญ่กำยำของหลี่จิ่งเซินก้าวเข้ามา เขากลับมาจากการทำงานในนาร่วมกับกองกำลังการผลิตของหมู่บ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแฝงความเหนื่อยล้า ทว่าทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา สองเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงัก ราวกับถูกตรึงไว้กับที่

ดวงตาคมกริบคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย จมูกของเขาสูดกลิ่นหอมที่ไม่น่าจะปรากฏอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ เขาเดินตามกลิ่นนั้นมาอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งสายตาจับจ้องไปยังอาหารเลิศรสสองชามที่วางอยู่บนโต๊ะ

หมูตุ๋นน้ำแดงที่แต่ละชิ้นเป็นมันวาวสะท้อนแสงไฟตะเกียง... เนื้อย่างที่ยังส่งควันกรุ่นๆ...

หลี่จิ่งเซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โต๊ะอาหารของบ้านเขามีเพียงมันเทศนึ่งกับผักป่าต้มจืดชืด ภาพตรงหน้านี้จึงราวกับเป็นภาพฝันที่เกินจริง

“เจ้า...” เขาเปล่งเสียงออกมาได้เพียงคำเดียว น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

ซูหว่านอิงแย้มยิ้มบางเบา นางคาดการณ์ปฏิกิริยาของเขาไว้อยู่แล้ว “กลับมาแล้วหรือ? รีบไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ จะได้มากินข้าวกัน”

หลี่จิ่งเซินยังคงยืนนิ่ง สายตาของเขายังคงจ้องมองอาหารราวกับไม่เชื่อสายตา ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาจับจ้องที่ดวงตาของภรรยา ในแววตานั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่ได้เอ่ยออกมา

ซูหว่านอิงจึงชิงตอบก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เตรียมคำตอบไว้แล้ว “วันนี้ข้าเข้าเมืองไป เอาของเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้วจากตอนแต่งงานไปแลกของมานิดหน่อยน่ะ”

นางกล่าวอ้างอย่างแนบเนียน แม้จะเป็นคำโกหกที่ค่อนข้างตื้นเขินสำหรับคนช่างสังเกตอย่างหลี่จิ่งเซิน อดีตทหารผู้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนย่อมมองออกว่าเนื้อหมูคุณภาพดีเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ของเก่าเพียงไม่กี่ชิ้นจะแลกมาได้ง่ายๆ

แววตาของเขาฉายประกายแห่งความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง เขามองลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นเพียงความสงบนิ่งและความคาดหวังจางๆ

ชายหนุ่มเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความกังขา ภรรยาคนใหม่ของเขามีความลับมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การต่อกรกับตระกูลซูอย่างเด็ดเดี่ยว การหาเงินมาใช้หนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมาถึงเนื้อสองชามใหญ่ในวันนี้ แต่กระนั้น...นางก็ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวนี้

หลี่จิ่งเซินตัดสินใจในที่สุด เขาเลือกที่จะเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจ เขาเลือกที่จะเชื่อใจนาง

ชายหนุ่มไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีก เขาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ “เจ้า...ทำงานหนักแล้ว”

คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้หัวใจของซูหว่านอิงคลายความกังวลลง นางยิ้มกว้างขึ้นอย่างจริงใจ “รีบไปเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”

หลี่จิ่งเซินเดินไปล้างหน้าล้างมือที่อ่างดินเผาหลังบ้านอย่างรวดเร็ว เมื่อกลับมานั่งที่โต๊ะอีกครั้ง ซูหว่านอิงก็ยื่นตะเกียบคู่หนึ่งส่งให้เขา “กินสิ ข้าทำสุดฝีมือเลยนะ”

ชายหนุ่มรับตะเกียบมา ค่อยๆ คีบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งขึ้นมาเข้าปาก เนื้อหมูนุ่มละมุนแทบละลายในปาก รสชาติหวานเค็มกลมกล่อมแทรกซึมเข้าไปในทุกอณู ความอร่อยนี้มันช่างห่างไกลจากสิ่งที่เขาเคยได้ลิ้มรสมาตลอดหลายปี

ความอบอุ่นบางอย่างพลันเอ่อล้นขึ้นในอก ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันดูเหมือนจะมลายหายไปในทันที

ทว่าขณะที่บรรยากาศอันอบอุ่นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เสียงแหลมเล็กของสตรีผู้หนึ่งก็พลันดังขึ้นจากหน้าประตูรั้ว ทำลายความสงบสุขลงในบัดดล

“พี่จิ่งเซิน... ท่านอยู่บ้านหรือไม่? โอรสวรรค์... กลิ่นอะไรหอมเช่นนี้!”