ยุวชนปัญญาจอมอิจฉา

เสียงแหลมที่ดังขึ้นจากหน้าประตูรั้วนั้นช่างไม่ถูกกาลเทศะอย่างยิ่ง ซูหว่านอิงและหลี่จิ่งเซินที่กำลังจะลิ้มรสอาหารมื้อค่ำอันโอชะพร้อมกันเป็นครั้งแรก ต่างก็ชะงักงันไปในบัดดล

ทั้งสองหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูรั้วไม้ผุพัง นางสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสะอาดตา กับกางเกงขายาวสีเข้ม ผมเปียสองข้างถักทออย่างประณีต ดูโดดเด่นและแตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเฟิงโดยสิ้นเชิง

นางคือหลินเสวี่ย ยุวชนปัญญาที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงเพื่อเรียนรู้ชีวิตในชนบท

“พี่จิ่งเซิน... ข้าเอง หลินเสวี่ย” นางเอ่ยพลางก้าวเข้ามาในบริเวณบ้านด้วยท่าทีที่คิดว่านุ่มนวลที่สุด จมูกโด่งรั้นของนางสูดกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นเข้าไปเต็มปอด แววตาฉายประกายละโมบออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง “โอรสวรรค์ กลิ่นหอมเช่นนี้... บ้านท่านทำอะไรกินหรือ?”

หลี่จิ่งเซินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์สนิทสนมใดๆ กับยุวชนปัญญาผู้นี้ เพียงแต่เคยพูดคุยเรื่องหนังสือไม่กี่ครั้งเท่านั้น การมาเยือนในยามค่ำคืนโดยไม่ได้รับเชิญเช่นนี้ ถือว่าเสียมารยาทอย่างยิ่ง

ซูหว่านอิงวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น นางมองหลินเสวี่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมิน “สหายหลินมีธุระอันใดหรือ? หากไม่มีเรื่องด่วนคอขาดบาดตาย เหตุใดจึงบุกเข้ามาในบ้านผู้อื่นยามวิกาลเช่นนี้”

คำพูดของซูหว่านอิงตรงไปตรงมาและไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ทำให้ใบหน้าของหลินเสวี่ยที่แย้มยิ้มอยู่พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ นางคาดไม่ถึงว่าภรรยาชาวบ้านคนใหม่ของหลี่จิ่งเซินจะกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับนาง ซึ่งเป็นถึงยุวชนปัญญาจากเมืองหลวง

หลินเสวี่ยปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว นางทำหน้าเศร้าสร้อยและน่าสงสาร หันไปพูดกับหลี่จิ่งเซินแทน “พี่จิ่งเซิน... ข้าเพียงแค่อยากจะมายืมหนังสือ ‘ประธานเหมา语录’ (คำคมประธานเหมา) จากท่านสักเล่ม วันนี้หัวหน้าหน่วยให้พวกเราศึกษาเพิ่มเติม แต่ข้าหาของข้าไม่เจอ... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนเวลาอาหารค่ำของพวกท่านเลย”

นางเหลือบมองหมูสามชั้นตุ๋นในชามด้วยหางตา ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา “แต่ครอบครัวท่านช่างโชคดีนัก ยังมีเนื้อให้กินในยามนี้ด้วย พี่จิ่งเซินท่านช่างเก่งกาจจริงๆ”

คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นการยกย่อง แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยหนามแหลมคม เป็นการเหน็บแนมว่าซูหว่านอิงนั้นพึ่งพาสามีเพียงอย่างเดียว

ซูหว่านอิงหัวเราะในใจ นางจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าสตรีผู้นี้คิดอะไรอยู่ เห็นได้ชัดว่านางได้กลิ่นเนื้อจึงทนไม่ไหว รีบหาข้ออ้างมาที่บ้านเพื่อหวังจะได้ส่วนแบ่งสักชาม

“เช่นนั้นหรือ?” ซูหว่านอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หนังสือของสามีข้าเป็นของสำคัญ จะให้ใครยืมตามอำเภอใจได้อย่างไร หากสหายหลินทำหายไป พวกเราจะเอาปัญญาที่ไหนไปรายงานหัวหน้าหน่วย”

หลินเสวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที “สะใภ้รองหลี่ ท่านพูดจาเกินไปแล้ว ข้าเป็นถึงยุวชนปัญญา จะขโมยหนังสือเพียงเล่มเดียวได้อย่างไร!”

“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านจะขโมย” ซูหว่านอิงสวนกลับทันควัน “ข้าแค่บอกว่าท่านอาจจะทำหายอีก ดังที่ท่านทำของตัวเองหายไปแล้วอย่างไรเล่า”

“เจ้า!” หลินเสวี่ยโมโหจนพูดไม่ออก นางกระทืบเท้าเบาๆ หันไปทางหลี่จิ่งเซินด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ “พี่จิ่งเซิน ท่านดูภรรยาท่านสิ... นางพูดจาดูถูกข้า ข้าเพียงแต่อยากจะศึกษาแนวคิดของท่านประธานให้ลึกซึ้งขึ้นเท่านั้นเอง”

นางเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีมาที่ซูหว่านอิงโดยตรง “พี่จิ่งเซินเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นเสาหลักของครอบครัว ท่านควรจะมีภรรยาที่เข้าใจและส่งเสริมท่านในเรื่องการศึกษา ไม่ใช่คนที่เอาแต่คิดเรื่องปากท้อง... อาหารดีๆ เช่นนี้ น่าจะเก็บไว้ให้พี่จิ่งเซินบำรุงร่างกายแต่เพียงผู้เดียว บางคนร่างกายบอบบาง กินของมันๆ มากไปอาจจะไม่ดีต่อสุขภาพ”

ประโยคสุดท้ายนั้นชัดเจนว่ากำลังแขวะซูหว่านอิงว่าไม่คู่ควร ไม่เพียงแต่ไม่รู้หนังสือ ยังตะกละตะกลามกินของดีๆ ที่สามีหามา

หลี่จิ่งเซินยังคงนิ่งเงียบ เขานั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะอาหาร แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องลงบนใบหน้าคมคายของเขา เผยให้เห็นแววตาที่ลุ่มลึกและอ่านไม่ออก แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นประกายความขบขันวาบผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง เขากำลังรอชมว่าภรรยาคนใหม่ของเขาจะรับมือสถานการณ์นี้อย่างไร

ซูหว่านอิงไม่ทำให้น่าผิดหวัง นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้าไปประจันหน้ากับหลินเสวี่ยโดยตรง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งเด่นชัดขึ้น “สหายหลิน ท่านช่างเป็นห่วงครอบครัวข้ายิ่งนัก ขนาดเรื่องอาหารการกินก็ยังจะเข้ามายุ่งเกี่ยว”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบลง “แต่ท่านคงเข้าใจผิดไปบางอย่าง เนื้อชามนี้... ข้าเป็นคนหามาเอง จิ่งเซินทำงานหนักมาทั้งวัน ข้าในฐานะภรรยา การทำอาหารดีๆ ให้เขากินถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว ส่วนเรื่องคู่ควรหรือไม่คู่ควรนั้น... นั่นเป็นเรื่องระหว่างสามีภรรยา ไม่ใช่เรื่องที่ ‘คนนอก’ เช่นท่านจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้”

“อีกอย่าง... การเป็นผู้มีการศึกษา ไม่ได้วัดกันที่การอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดกันที่ ‘มารยาท’ และ ‘ความละอายใจ’ ด้วย การบุกรุกเข้าบ้านผู้อื่นในยามกินข้าวเย็นโดยไม่ได้รับเชิญ จ้องมองอาหารบนโต๊ะของเขาด้วยสายตาละโมบ แล้วยังมาพูดจาเสี้ยมสอนเจ้าของบ้านอีก... ข้าไม่แน่ใจว่าการกระทำเช่นนี้ ตรงตามมาตรฐานของ ‘ยุวชนปัญญา’ จากเมืองหลวงที่ท่านภาคภูมิใจนักหนาหรือไม่?”

ทุกถ้อยคำของซูหว่านอิงราวกับแส้ที่ฟาดลงบนใบหน้าของหลินเสวี่ยอย่างจัง!

ใบหน้าของหลินเสวี่ยสลับสีไปมาระหว่างเขียวกับขาว นางสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยความอัปยศอดสู คำพูดของซูหว่านอิงแทงใจดำนางอย่างที่สุด นางถูกเปิดโปงเจตนาที่แท้จริงต่อหน้าชายที่นางแอบหมายปอง ความภาคภูมิใจในฐานะคนเมืองผู้มีการศึกษาถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี

“เจ้า... เจ้าคนป่าเถื่อน! ไร้การศึกษา!” หลินเสวี่ยกรีดร้องออกมาในที่สุด น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ก็ไหลพรากออกมา “ข้าเกลียดเจ้า!”

นางหันหลังกลับและวิ่งร้องไห้ออกจากบ้านตระกูลหลี่ไปอย่างไม่คิดชีวิต ขณะที่วิ่งผ่านประตูรั้วไปนั้น นางยังไม่วายหันกลับมามองซูหว่านอิงด้วยสายตาอาฆาตแค้นแวบหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน

เมื่อร่างของแขกไม่ได้รับเชิญลับหายไป ความเงียบก็กลับคืนสู่บ้านหลังเล็กอีกครั้ง

ซูหว่านอิงถอนหายใจอย่างระอา นางไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับใคร แต่เมื่อมีคนมาหาเรื่องถึงที่ นางก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ

นางหันกลับมาที่โต๊ะ เตรียมจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสบตากับหลี่จิ่งเซิน

ชายหนุ่มกำลังมองนางอยู่ก่อนแล้ว ในดวงตาสีนิลของเขานั้นไม่มีความประหลาดใจหรือตำหนิ มีเพียงประกายระยิบระยับที่นางอ่านไม่ออก เขาพอใจที่นางปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขบขันที่นางแสดงท่าที ‘หึงหวง’ ออกมาอย่างชัดเจน แม้ว่าความจริงแล้วนางจะแค่รำคาญใจก็ตาม

ซูหว่านอิงรู้สึกกระดากอายเล็กน้อยที่ต้องมาสู้รบตบมือกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าเขา นางกระแอมเบาๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม “กินต่อเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด”

แต่แทนที่จะหยิบตะเกียบขึ้นมา หลี่จิ่งเซินกลับจ้องมองนางนิ่งๆ รอยยิ้มบางเบาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนผุดขึ้นที่มุมปากของเขา

“เจ้า... ไม่เหมือนที่ข้าคิดไว้เลย” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ

ซูหว่านอิงใจกระตุกวูบ “หมายความว่าอย่างไร?”

หลี่จิ่งเซินไม่ตอบทันที เขายกตะเกียบขึ้นคีบเนื้อชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชามใส่ลงในถ้วยข้าวของนาง เป็นการกระทำที่เรียบง่ายแต่กลับมีความหมายลึกซึ้ง

ทว่า ขณะที่ซูหว่านอิงกำลังจะเอ่ยปากถาม ความคิดหนึ่งก็พลันแล่นเข้ามาในหัว "ในเมื่อมีคนอิจฉาที่เรามีกินดีขนาดนี้ ข้าก็จะทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก!" นางไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกคนอื่นจ้องจับผิดราวกับเป็นตัวประหลาด นางจะต้องทำให้ครอบครัวนี้สุขสบายจนเป็นเรื่องปกติให้ได้

นางตัดสินใจทันที “เดี๋ยวก่อนนะ ข้านึกขึ้นได้ว่ามีของดีจะให้ท่านแม่กับตงตง”

ว่าแล้วนางก็ลุกพรวดพราดเข้าไปในห้องนอนของตนเอง ปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเพ่งสมาธิหลับตาลง ในวินาทีต่อมา ร่างของนางก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางชั้นวางสินค้าสว่างไสวของซูเปอร์มาร์เก็ตในมิติ!

นางไม่ลังเลที่จะตรงไปยังแผนกขนมหวาน หยิบ ‘ลูกอมนมตรากระต่ายขาว’ ที่เป็นของหรูหราในยุคนี้ออกมาหนึ่งกำมือใหญ่ จากนั้นก็เดินไปยังแผนกผลไม้ คว้าแอปเปิลสีแดงสดที่ส่งกลิ่นหอมหวานมาสองลูก นางแกะห่อพลาสติกออกอย่างรวดเร็ว ยัดทุกอย่างใส่กระเป๋าเสื้อผ้าของตนเอง ก่อนจะออกจากมิติกลับสู่ห้องนอนที่มืดสลัว

เมื่อนางเดินกลับออกมาพร้อมของในมือ หลี่จิ่งเซินก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจอีกครั้ง

ซูหว่านอิงยื่นลูกอมให้เขา “เอาไปให้ท่านแม่กับตงตงกินเล่น ส่วนนี่... ของเจ้า” นางวางแอปเปิลลูกหนึ่งไว้ตรงหน้าเขา

หลี่จิ่งเซินมองแอปเปิลสีสดใสน่ากินสลับกับใบหน้าของภรรยา ความสงสัยระลอกใหม่ก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะเก็บมันไว้

ทว่า ครั้งนี้เขาไม่ได้เงียบเหมือนเคย ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูหว่านอิง ดวงตาที่กระจ่างใสและไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้านคนใดที่เขาเคยพบเจอ

“หว่านอิง” เขาเรียกชื่อนางเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง “วิธีการพูดจาของเจ้า... ไม่เหมือนคนที่เติบโตในหมู่บ้านแถบนี้เลยแม้แต่น้อย”