น้องสาวดอกบัวขาวมาเยือน

คำถามของหลี่จิ่งเซินคมกริบดุจมีดที่จรดอยู่บนเส้นชีพจร ดวงตาที่มืดลึกของเขามองนางราวกับจะทะลุทะลวงไปถึงจิตวิญญาณ ซูหว่านอิงใจกระตุกวูบ แต่วินาทีต่อมาก็กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น

นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นประหลาดใจกับคำถามของเขา ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก “เหตุใดจู่ๆ จึงถามเช่นนี้เล่า? หรือว่าไม่ชอบที่ข้าพูดจาแบบนี้?”

นางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่กลับโยนคำถามกลับไปอย่างชาญฉลาด รอยยิ้มของนางพราวระยับภายใต้แสงตะเกียงสลัว แฝงไว้ด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงักงัน

หลี่จิ่งเซินขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขามิได้คาดคิดว่านางจะตอบกลับมาเช่นนี้ ความสงสัยในใจยังคงอยู่ แต่เมื่อสบกับดวงตาที่ใสกระจ่างราวกับดวงดาวของนาง เขากลับรู้สึกว่าตนเองไม่อาจซักไซ้ต่อไปได้อีก

“เปล่า” เขาตอบเสียงเรียบ พลางเบือนหน้าหนี “แค่ถามดูเท่านั้น”

ซูหว่านอิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรู้ดีว่าตัวตนของนางนั้นแตกต่างจากหญิงสาวในยุคนี้มากเกินไป แต่โชคยังดีที่หลี่จิ่งเซินไม่ใช่คนช่างซักถาม นางต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้นนับจากนี้

“เช่นนั้นก็กินแอปเปิลเถอะ อุตส่าห์เอามาให้” นางดันผลไม้สีแดงสดไปตรงหน้าเขาอีกครั้ง เป็นการเปลี่ยนเรื่องไปในตัว

บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่คลายลงทันที ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางความสงสัยที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจของบุรุษ และความลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในใจของสตรี

...

กาลเวลาผ่านไปราวสายน้ำไหล หลายสัปดาห์ต่อมา ครอบครัวหลี่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน

ภายใต้การบำรุงด้วยอาหารเลิศรสที่ซูหว่านอิงแอบนำออกมาจากมิติซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างไม่ขาดสาย สุขภาพของแม่เฒ่าสวีก็ฟื้นฟูขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่เคยนอนซมอยู่บนเตียง ตอนนี้นางสามารถลุกขึ้นเดินเหินรอบๆ ลานบ้านได้ด้วยตนเองแล้ว แม้จะยังต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง แต่ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับมีเลือดฝาดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ทุกเช้าตรู่ ชาวบ้านที่เดินผ่านหน้าบ้านตระกูลหลี่ต่างก็ต้องเหลือบมองภาพของหญิงชราที่กำลังยืดเส้นยืดสายด้วยความประหลาดใจ

ส่วนหลี่ตงตงนั้นเล่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จากเด็กชายตัวน้อยที่ผอมแห้งจนแก้มตอบ บัดนี้แก้มทั้งสองข้างของเขากลับอวบอิ่มยุ้ยขึ้นจนน่าหยิกน่าฟัด ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสสมวัย เสื้อผ้าที่เคยหลวมโพรกก็เริ่มจะคับขึ้นมาเล็กน้อย บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตที่ดีเยี่ยม

ภาพของครอบครัวหลี่ที่เคยซบเซา บัดนี้กลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทว่า ความสุขสบายที่เพิ่มพูนขึ้นนี้ ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของเหล่าผู้คนที่จ้องจับผิดและเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาไปได้

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ซูหว่านอิงกำลังนั่งซ่อมแซมเสื้อผ้าเก่าๆ ของหลี่จิ่งเซินอยู่ที่ชานเรือน ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนก็ปรากฏขึ้นที่ประตูรั้วไม้หน้าบ้าน

“พี่หญิง... พี่หญิงเจ้าคะ” เสียงหวานใสที่แฝงไว้ด้วยความเวทนาดังขึ้น เรียกให้ซูหว่านอิงต้องเงยหน้าขึ้นมอง

ผู้มาเยือนคือซูหว่านเยว่ น้องสาวต่างมารดาของนางนั่นเอง

ซูหว่านเยว่ยังคงมีรูปโฉมที่งดงามน่าทะนุถนอมเช่นเคย ดวงตาของนางคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำใสราวกับจะร่วงหล่นได้ทุกเมื่อ ท่าทางอ่อนแอราวกับดอกบัวขาวที่บอบบางต้องลมนั้น สามารถกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของผู้คนได้อย่างง่ายดาย

“พี่หญิง... ข้า... ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน” นางก้าวเข้ามาในลานบ้านอย่างรวดเร็ว ทำท่าจะโผเข้ากอดซูหว่านอิง แต่กลับถูกสายตาเรียบเฉยของพี่สาวหยุดไว้เสียก่อน

ซูหว่านอิงวางเข็มกับด้ายในมือลงอย่างไม่รีบร้อน นางมองสำรวจซูหว่านเยว่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “มีธุระอันใด?”

น้ำเสียงของนางเย็นชาและห่างเหิน จนซูหว่านเยว่ต้องชะงักไปเล็กน้อย หยาดน้ำตาที่เตรียมไว้พร้อมแล้วถึงกับไหลกลับเข้าไป นางฝืนยิ้มออกมา “พี่หญิงพูดจาห่างเหินเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าเพียงแค่เป็นห่วงท่าน ได้ยินข่าวจากชาวบ้านว่าท่านลำบากมากที่นี่... ข้าจึงแอบมาเยี่ยม”

‘แอบมาเยี่ยม หรือแอบมาสอดแนมกันแน่’ ซูหว่านอิงคิดในใจอย่างเย้ยหยัน

นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “อย่างที่เจ้าเห็น ข้าสุขสบายดี ไม่ได้ลำบากอย่างที่เจ้าคิด”

คำพูดของนางทำเอาซูหว่านเยว่อึ้งไปชั่วขณะ สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว นางสังเกตเห็นเสื้อผ้าบนตัวของซูหว่านอิงที่แม้จะเป็นผ้าเนื้อหยาบ แต่ก็ดูใหม่และสะอาดสะอ้าน อีกทั้งสีหน้าของพี่สาวก็ดูมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่ง ไม่เหมือนคนที่ถูกขายมาทนทุกข์ทรมานแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นแม่เฒ่าสวีที่กำลังเดินออกมาจากในครัวพอดี!

ดวงตาของซูหว่านเยว่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ข่าลือที่นางได้ยินมาคือย่าของหลี่จิ่งเซินป่วยหนักใกล้ตายมิใช่หรือ? เหตุใดยังเดินเหินได้คล่องแคล่วเช่นนี้?

“นั่น... ท่านย่าของสามีพี่หรือเจ้าคะ?” นางถามเสียงสั่น

“ใช่” ซูหว่านอิงตอบสั้นๆ ไม่ได้คิดจะแนะนำอะไรเพิ่มเติม

ซูหว่านเยว่รีบปรับสีหน้ากลับมาเป็นอ่อนหวานดังเดิม นางส่งยิ้มให้แม่เฒ่าสวี “สวัสดีเจ้าค่ะท่านย่า ข้าเป็นน้องสาวของพี่หว่านอิง”

แม่เฒ่าสวีเพียงแค่พยักหน้ารับน้อยๆ นางผ่านโลกมามากพอที่จะมองออกว่ารอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้านั้นไม่จริงใจเท่าใดนัก

สายตาของซูหว่านเยว่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง นางแสร้งทำเป็นเดินชมรอบๆ บ้าน แต่ดวงตากลับคอยสอดส่องมองเข้าไปในครัวอย่างจงใจ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำมันและเนื้อสัตว์ที่ยังคงตกค้างอยู่ทำให้นางต้องลอบกลืนน้ำลาย

ครอบครัวซูส่งนางมาเพื่อดูว่าซูหว่านอิงมีความเป็นอยู่อย่างไรกันแน่ หลังจากที่นางนำข่าวลือไปปล่อยในหมู่บ้านว่าพี่สาวอาจขโมยเงินและข้าวของจากบ้านเดิมมาปรนเปรอครอบครัวสามี แม่ของนางก็ยิ่งอยากรู้ความจริงมากขึ้นไปอีก

“พี่หญิง... ข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า... ครอบครัวหลี่กินดีอยู่ดีขึ้นมาก บางคนถึงกับพูดจาไม่น่าฟัง ว่าพี่สาวอาจจะ... นำของจากบ้านเรามา” ซูหว่านเยว่แสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความกังวลใจจอมปลอม “ข้าไม่เชื่อพวกเขาหรอกนะเจ้าคะ! ข้ารู้ว่าพี่หญิงไม่ใช่คนแบบนั้น”

ช่างเป็นการใส่ไฟที่แยบยลเสียนี่กระไร! ซูหว่านอิงแค่นยิ้มในใจ นางรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของน้องสาวดอกบัวขาวคนนี้ดียิ่งกว่าใคร

“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ข้าหาเลี้ยงครอบครัวของข้าเองได้ ไม่จำเป็นต้องไปขโมยของใคร” ซูหว่านอิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ ข้ายังมีงานต้องทำ”

นางทำท่าจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม แต่แล้วซูหว่านเยว่ก็ขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับร้องอุทานออกมาเบาๆ

“ว้าย!”

นางแกล้งสะดุดขาตัวเองจนเซถลาเข้ามาหาซูหว่านอิง มือข้างหนึ่งคว้าจับแขนพี่สาวไว้เพื่อทรงตัว ส่วนมืออีกข้างกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปยังอ่างล้างหน้าเล็กๆ ที่วางอยู่บนม้านั่งไม้ใกล้ๆ

บนนั้นมีสบู่หอมก้อนใหม่เอี่ยมวางอยู่!

มันเป็นสบู่ที่ซูหว่านอิงเพิ่งนำออกมาจากมิติซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อเช้านี้เอง นางแกะพลาสติกที่ห่อหุ้มออกแล้วตั้งใจจะนำมาใช้ แต่ยังไม่ทันได้ใช้ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเสียก่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยฟุ้งออกมาจากสบู่ก้อนนั้น ดึงดูดความสนใจของซูหว่านเยว่ได้ในทันที

สบู่หอมเช่นนี้เป็นของหายากและมีราคาแพงอย่างยิ่งในยุคนี้!

ดวงตาของซูหว่านเยว่เปล่งประกายวาบด้วยความโลภ ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต นางอาศัยจังหวะที่แสร้งทำเป็นเสียหลัก ฉวยสบู่ก้อนนั้นแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อของตนเองอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

นางคิดว่าการกระทำของตนนั้นไร้ร่องรอย และพี่สาวโง่ๆ ของนางคงไม่ทันสังเกตเห็น

ทว่า... นางประเมินซูหว่านอิงคนใหม่ต่ำเกินไป!

ทุกการเคลื่อนไหวของซูหว่านเยว่ล้วนอยู่ในสายตาของซูหว่านอิงตั้งแต่ต้นจนจบ

ทันทีที่สบู่ก้อนนั้นหายเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของน้องสาวต่างมารดา รอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของซูหว่านอิง

“น้องหญิง... มือเจ้าไวจริงนะ”

น้ำเสียงที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ดังขึ้น ทำให้ร่างของซูหว่านเยว่แข็งทื่อไปในทันที! นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่สาว และสิ่งที่เห็นคือแววตาที่คมกริบและเย็นชาจนน่าหวาดหวั่น