ตบสั่งสอนคนหน้าไหว้หลังหลอก
น้ำเสียงที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ของซูหว่านอิง ทำให้ร่างของซูหว่านเยว่แข็งทื่อไปในทันที! นางเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่สาว และสิ่งที่เห็นคือแววตาที่คมกริบและเย็นชาจนน่าหวาดหวั่น สัญชาตญาณร้องเตือนถึงอันตรายอย่างรุนแรง
เสี้ยววินาทีแห่งความตื่นตระหนกผ่านพ้นไป ซูหว่านเยว่รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าในทันใด ดวงตาที่เคยฉายแววโลภเมื่อครู่ บัดนี้กลับคลอหนาแน่นไปด้วยหยาดน้ำตา นางเบะปากน้อยๆ ทำท่าราวกับลูกกวางน้อยที่ถูกทำร้ายจนน่าสงสารยิ่งนัก
“พี่หญิง... ท่าน... ท่านพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ” นางกล่าวเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดใหญ่ร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม “ข้าแค่สะดุดล้ม ท่านกลับกล่าวหาข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
สิ้นคำพูดนั้น ซูหว่านเยว่พลันปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น “ฮือๆๆ... พี่หญิงรังแกข้า! ข้าแค่อยากมาเยี่ยมเยียนท่านด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านกลับปรักปรำข้าอย่างไร้เหตุผล! ฮือ... สวรรค์ ข้าทำผิดอันใดกัน!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ดังผิดปกติ ดึงดูดความสนใจจากเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ในทันที ไม่นานนัก ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มทยอยกันออกมาจากบ้านของตนเอง ชะโงกหน้ามองมาทางลานบ้านของตระกูลหลี่ด้วยความสงสัยใคร่รู้
“เกิดอะไรขึ้น? นั่นใช่เสียงของหว่านเยว่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว นางกำลังร้องไห้! หรือว่านางจะถูกซูหว่านอิงรังแกเข้าให้แล้ว?”
“เป็นไปได้สูง! ซูหว่านอิงผู้นี้ร้ายกาจนัก ขนาดพ่อแม่ตัวเองยังกล้าตัดขาด!”
ซูหว่านเยว่ได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้น นางยิ่งได้ใจ ในใจลอบยิ้มอย่างเย็นชา แต่นอกหน้ายังคงแสดงละครฉากใหญ่ต่อไป นางทรุดตัวลงกับพื้นดิน ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ชี้หน้าพี่สาวของตนแล้วคร่ำครวญ
“พี่หญิง... ท่านแต่งเข้าบ้านหลี่แล้วมีของดีใช้ ข้าก็ดีใจด้วย แต่ท่านจะมาดูถูกข้าว่าเป็นขโมยขโจรไม่ได้นะ! ข้าเป็นน้องสาวของท่านแท้ๆ... ฮือๆๆ”
แผนของซูหว่านเยว่นั้นแยบยลยิ่งนัก นางตั้งใจใช้เสียงร้องไห้เรียกคนมามุงดู จากนั้นก็ใส่ร้ายป้ายสีให้ซูหว่านอิงกลายเป็นพี่สาวใจร้ายที่ข่มเหงน้องสาวผู้น่าสงสารต่อหน้าสาธารณชน ด้วยวิธีนี้ ชื่อเสียงของซูหว่านอิงที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นก็จะพังพินาศย่อยยับในพริบตา!
ทว่า... นางประเมินซูหว่านอิงคนใหม่ต่ำไปจริงๆ!
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับละครฉากใหญ่ของซูหว่านเยว่ และสายตาของชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มมองมาที่นางด้วยความตำหนิติเตียน ซูหว่านอิงกลับไม่ได้มีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อย มุมปากของนางยังคงเหยียดยิ้มเย็นชา ดวงตาฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“แสดงละครเก่งสมกับเป็นเจ้าจริงๆ น้องหญิง”
สิ้นเสียงเย็นเยียบ ร่างของซูหว่านอิงก็ขยับไหว!
นางก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลมพายุ ง่ามือน้อยๆ แต่กลับแฝงไว้ด้วยพละกำลังมหาศาล ฟาดลงบนใบหน้าขาวซีดของซูหว่านเยว่อย่างเต็มแรง!
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งลานบ้าน! ความเงียบเข้าปกคลุมในบัดดล เสียงร้องไห้ของซูหว่านเยว่หยุดชะงักกะทันหันราวกับถูกตัดสายป่าน ชาวบ้านที่กำลังมุงดูต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าซูหว่านอิงจะกล้าลงมือตบสั่งสอนน้องสาวของตนต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้!
ซูหว่านเยว่เองก็เบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ นางยกมือกุมแก้มข้างที่ถูกตบซึ่งบัดนี้แดงก่ำและชาวาบไปทั้งแถบ ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาพร้อมกับความอัปยศอดสูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พี่... พี่กล้าตบข้า!”
ซูหว่านอิงไม่สนใจเสียงโวยวายของนางแม้แต่น้อย ในจังหวะที่ซูหว่านเยว่ยังคงมึนงงอยู่นั้น นางฉวยโอกาสยื่นมือที่ว่องไวดุจประกายไฟเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
เพียงชั่วพริบตาเดียว สบู่หอมก้อนใหม่เอี่ยมที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งก็ปรากฏขึ้นในมือของซูหว่านอิง!
นางชูสบู่ก้อนนั้นขึ้นสูงให้ชาวบ้านทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน “พวกท่านดูเอาเถิด! นี่คือหลักฐาน! น้องสาวผู้แสนดีของข้าผู้นี้ แสร้งทำเป็นสะดุดล้มเพื่ออาศัยจังหวะฉกฉวยของมีค่าของข้าไป!”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา! ชาวบ้านทุกคนต่างเบิกตากว้างจ้องมองสบู่ในมือของซูหว่านอิงเป็นตาเดียว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ลอยมาแตะจมูกยืนยันได้เป็นอย่างดีว่านี่คือสบู่หอมของจริง ซึ่งเป็นของหายากและมีราคาแพงลิบลิ่วในยุคสมัยนี้
ใบหน้าของซูหว่านเยว่ซีดเผือดราวกับกระดาษในทันที นางไม่คาดคิดว่าพี่สาวจะเคลื่อนไหวรวดเร็วและเด็ดขาดถึงเพียงนี้! แผนการทั้งหมดของนางพังทลายลงในพริบตา!
“ไม่... ไม่ใช่นะ! ท่าน... ท่านยัดเยียดให้ข้า!” นางยังคงพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
ซูหว่านอิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ยัดเยียดรึ? ชาวบ้านทุกคนต่างก็เห็นว่าเจ้าล้มลงมาแนบชิดตัวข้า แล้วมือของเจ้าก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ข้าเพียงแค่หยิบของที่เป็นของข้ากลับคืนมาเท่านั้น!”
น้ำเสียงของนางดังฟังชัดและทรงพลัง แต่ละถ้อยคำล้วนหนักแน่นและมีเหตุผล “สบู่หอมก้อนนี้มีราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งหยวน! หากข้าไม่ทันสังเกตเห็น วันนี้นอกจากจะเสียทรัพย์สินไปแล้ว ข้าคงต้องกลายเป็นพี่สาวใจร้ายในสายตาของทุกคนตามแผนของเจ้าสินะ!”
คำพูดของซูหว่านอิงราวกับค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของชาวบ้านทุกคน พวกเขาไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้เห็นหลักฐานคาตาและฟังคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง...”
“ดูท่าว่าซูหว่านเยว่จะไม่ได้ใสซื่ออย่างที่พวกเราคิดนะ...”
“แสร้งทำเป็นล้มเพื่อขโมยของ ช่างเป็นแผนที่ชั่วร้ายนัก! ของราคาแพงขนาดนั้นก็ยังกล้าลงมือ”
เสียงกระซิบกระซาบเปลี่ยนจากตำหนิซูหว่านอิงเป็นประณามซูหว่านเยว่แทน ชื่อเสียงความดีงามบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาวที่นางพยายามสร้างสมมานานปี เริ่มปรากฏรอยร้าวและมลทินให้เห็นเป็นครั้งแรกในหมู่บ้านต้าเฟิงแห่งนี้
ซูหว่านเยว่เผชิญกับสายตาดูแคลนและผิดหวังจากรอบทิศทาง นางรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าจนเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน ความอัปยศและความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอกจนแทบกระอักเลือด นางจ้องมองซูหว่านอิงด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายราวกับอสรพิษ
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ บรรยากาศรอบๆ พลันหนักอึ้งลงอย่างกะทันหัน!
ปราณสังหารอันเย็นเยียบแผ่พุ่งออกมาจากทางเข้าลานบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันขนลุกซู่และหลีกทางเปิดเป็นช่องโดยสัญชาตญาณ
ร่างสูงใหญ่และองอาจของหลี่จิ่งเซินปรากฏขึ้นที่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเรียบเฉย แต่ดวงตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวกลับฉายแววเย็นชาและดุดันจนน่าหวาดหวั่น เขากวาดสายตามองฝูงชนที่รายล้อมภรรยาของตน ก่อนจะจับจ้องไปยังซูหว่านเยว่ที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่เย็นเยียบจนแทบจะแช่แข็งผู้คนได้
เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้แต่คำเดียว เพียงแค่เห็นภรรยาของตนถูกคนรุมล้อม เขาก็ตัดสินได้ในทันทีว่านางกำลังถูกรังแก
หลี่จิ่งเซินก้าวเดินอย่างมั่นคง ฝ่าวงล้อมของชาวบ้านเข้าไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างซูหว่านอิง ร่างสูงใหญ่ของเขาเป็นดั่งขุนเขาที่มั่นคง ช่วยบดบังลมฝนและอันตรายทั้งปวงให้แก่นาง
เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย กระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงหลายส่วนซึ่งมีเพียงซูหว่านอิงที่ได้ยิน “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ซูหว่านอิงส่ายหน้าเบาๆ ส่งสายตาขอบคุณให้เขา
หลี่จิ่งเซินพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับทุกคนอีกครั้ง คราวนี้ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดและทรงอำนาจ ประกาศกร้าวออกไปดังลั่นราวกับราชสีห์คำราม
“ข้าขอเตือนไว้ตรงนี้! ผู้ใดก็ตามที่กล้าหาเรื่องหรือมารังแกภรรยาของข้าในเขตบ้านของข้า... อย่าหาว่าข้าหลี่จิ่งเซินไม่เกรงใจ! ข้าจะจับมันโยนลงคลองท้ายหมู่บ้านให้สิ้นทุกคน!”
น้ำเสียงที่เด็ดขาดและแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ทำให้ชาวบ้านทุกคนหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าสงสัยในคำพูดของเขาแม้แต่น้อย ทุกคนต่างรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้พูดจริงทำจริง!
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงในทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่สั่นระริกของฝูงชนที่บัดนี้ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก