คืนเข้าหอที่ถูกพราก

ทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตของข้าจบสิ้นแล้ว...

แต่ไม่มีใครรู้ว่า ข้าเป็นหญิงสาวจากโลกอนาคต ผู้พก "มิติ" และความรู้เหนือยุคติดตัวมา

ด้วยสมุนไพร ยารักษาโรค อาหาร และทรัพยากรจากมิติ ข้าค่อย ๆ รักษาผู้คน สร้างอำนาจ สะสมทรัพย์สิน และพลิกสถานการณ์จากคนที่ถูกเหยียบย่ำ ให้กลายเป็นผู้ที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังต้องให้เกียรติ

ส่วนผู้ที่เคยแย่งตราพระชายาไป...

เมื่อหายนะมาเยือน พวกมันกลับต้องพากันมาคุกเข่าต่อหน้าสตรีที่เคยถูกขับไล่ พร้อมอ้อนวอนให้ข้ายื่นมือช่วยชีวิต

แต่ครั้งนี้...

คนที่เคยพรากทุกอย่างไปจากข้า จะไม่มีวันได้ทุกอย่างกลับคืนอีก

เสียง ‘โครม’ สนั่นหวั่นไหวราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางเรือนหอ บานประตูไม้แกะสลักอย่างวิจิตรพังกระจายเข้ามา พร้อมกับร่างสูงสง่าในอาภรณ์มงคลสีแดงสดที่บัดนี้กลับแผ่ไอรังสีอำมหิตเย็นเยียบจนน่าขนลุก

เยี่ยหว่านชิงซึ่งยังคงมึนงงกับสถานการณ์เบื้องหน้า สติสัมปชัญญะของแพทย์หญิงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับความทรงจำของร่างใหม่ สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว—นางทะลุมิติมาแล้ว!

ในคืนเข้าหอสู่จวนหนิงอ๋อง ในฐานะพระชายาเอก!

“เยี่ยหว่านชิง!” สุรเสียงกังวานทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งเชือดเฉือนโสตประสาท นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเซียวจิ่งเซวียนจับจ้องมาที่นางราวกับจะฉีกร่างให้เป็นชิ้นๆ “จิตใจเจ้าช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก! ในคืนมงคลเช่นนี้ ยังกล้าลงมือกับเยว่ซินได้ลงคอ!”

เบื้องหน้าบุรุษผู้เป็นสามีหมาดๆ ของนางคือซูเยว่ซิน พระชายารองที่เพิ่งเข้าจวนมาพร้อมกัน ใบหน้างามล่มเมืองซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างอรชรฟุบอยู่บนพื้น นางกำลังตัวสั่นเทาอย่างน่าเวทนา โดยมีเหล่าบ่าวไพร่ประคองไว้ด้วยความแตกตื่น

“ท่านอ๋อง...แค่ก...แค่ก... เยว่ซิน...เยว่ซินไม่เป็นอันใดเพคะ” ซูเยว่ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ขัดจังหวะลมหายใจด้วยอาการไออย่างรุนแรง “ท่านพี่หว่านชิงคง...คงมิได้ตั้งใจ”

คำพูดที่ดูเหมือนการปกป้อง กลับสาดเชื้อไฟแห่งความโกรธแค้นให้โหมกระพือในแววตาของเซียวจิ่งเซวียนยิ่งขึ้นไปอีก

เยี่ยหว่านชิงกวาดสายตาอย่างเยือกเย็นไปยังถ้วยชาที่ตกแตกอยู่ข้างกายซูเยว่ซิน ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยา นางย่อมมองออกในทันทีว่านี่คือการจัดฉากอันตื้นเขิน

“ชุนเถา” นางเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงด้วยน้ำเสียงราบเรียบผิดคาด

“พะ...พระชายาเพคะ”

“ในห้องนี้ นอกจากข้ากับเจ้า ยังมีผู้ใดเข้ามาอีกหรือไม่”

ชุนเถาหน้าซีดเผือด ตอบอย่างตะกุกตะกัก “มะ...ไม่มีเพคะ เมื่อครู่มีเพียงพระชายารองซูที่นำน้ำชาเข้ามา...แสดงความยินดีกับพระชายาเพคะ”

หมอหลวงที่ติดตามมาด้วยรีบปรี่เข้าไปตรวจชีพจรของซูเยว่ซิน ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเซียวจิ่งเซวียนด้วยใบหน้าตื่นตระหนก “ทูลท่านอ๋อง! ชีพจรของพระชายารองซูเต้นสับสนปั่นป่วนยิ่งนัก คล้ายกับ...คล้ายกับผู้ที่ต้องพิษ ‘ผงคร่าวิญญาณเจ็ดราตรี’ พ่ะย่ะค่ะ!”

สิ้นคำของหมอหลวง บรรยากาศทั้งห้องพลันเย็นเยียบลงถนัดตา ‘ผงคร่าวิญญาณเจ็ดราตรี’ คือยาพิษร้ายแรงที่ออกฤทธิ์อย่างเชื่องช้า ผู้ที่ต้องพิษจะค่อยๆ ถูกทำลายอวัยวะภายในทีละส่วน ทรมานเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนก่อนจะสิ้นใจ!

“เจ้ายังจะแก้ตัวว่ากระไรอีก!” เซียวจิ่งเซวียนตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ เขาปรี่เข้ามากระชากแขนเยี่ยหว่านชิงอย่างแรงจนร่างของนางเซถลา

แต่แทนที่จะกรีดร้องหรือหวาดกลัว เยี่ยหว่านชิงกลับเชิดหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ “ทูลท่านอ๋อง ‘ผงคร่าวิญญาณเจ็ดราตรี’ เป็นพิษที่ออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามจึงจะเริ่มแสดงอาการ แต่พระชายารองซูเพิ่งเข้ามาในห้องนี้ไม่ถึงครึ่งเค่อ* เหตุใดจึงมีอาการรวดเร็วถึงเพียงนี้?”

นางหยุดเว้นจังหวะ ให้ทุกคนได้ไตร่ตรองตาม ก่อนจะกล่าวต่ออย่างฉะฉาน “อีกทั้ง ผู้ต้องพิษชนิดนี้ ในช่วงแรกจะมีเพียงอาการปวดท้องระลึก อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง จะไม่มีทางแสดงอาการไอหรือชีพจรสับสนได้รวดเร็วปานนี้เป็นอันขาด เรื่องง่ายดายเพียงนี้ แม้แต่หมอฝึกหัดยังรู้แจ้ง ท่านหมอหลวง...ท่านว่าจริงหรือไม่?”

คำพูดของนางราวกับคมดาบที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจหมอหลวงผู้นั้น เขาหน้าซีดเผือด อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าสบตาใคร

เซียวจิ่งเซวียนชะงักไปเล็กน้อย คิ้วกระบี่ขมวดมุ่นกับเหตุผลอันหนักแน่นของนาง ทว่าก่อนที่เขาจะได้ไตร่ตรอง...

“อึก!” ซูเยว่ซินที่ฟุบอยู่บนพื้นพลันกระตุกเกร็ง ก่อนจะกระอักโลหิตสีชาดออกมาคำหนึ่ง สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางจนน่าใจหาย!

ภาพนั้นสั่นสะเทือนหัวใจของเซียวจิ่งเซวียนอย่างรุนแรง!

“เยว่ซิน!” เขาสะบัดมือนางออกอย่างไม่ไยดี แล้วรีบถลาเข้าไปประคองร่างบอบบางของซูเยว่ซินขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ “เยว่ซิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง! ทำใจดีๆ ไว้ ข้าจะให้คนไปตามหมอเทวดามาให้เจ้า!”

ชุนเถามองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวดใจแทนนายหญิงของตน นางทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงคุกเข่าลงเบื้องหน้า “ท่านอ๋อง! พระชายาถูกใส่ร้ายเพคะ! พระองค์ทรงโปรดพิจารณาด้วยเถิดเพคะ!”

“หุบปาก!” ราชองครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายเซียวจิ่งเซวียนตวาดลั่นตามบัญชา “นายของเจ้าทำผิด ยังมีหน้ามาแก้ต่างอีกรึ!”

“แต่พระชายา...”

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังขึ้นอย่างแรง ชุนเถาล้มคว่ำลงกับพื้น มุมปากมีเลือดซิบออกมา นางได้แต่กุมแก้มที่บวมแดงของตน จ้องมองนายหญิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องได้

เยี่ยหว่านชิงกำหมัดแน่น หัวใจเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง นางมองภาพบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีกำลังกอดสตรีอื่นอย่างทะนุถนอม ส่วนสาวใช้ผู้ภักดีของตนกลับถูกตบตีอย่างไร้ความปรานี นี่หรือคือคืนเข้าหอของนาง?

“เยี่ยหว่านชิง” เซียวจิ่งเซวียนอุ้มซูเยว่ซินขึ้นมา แววตาที่มองมายังนางบัดนี้ไม่เหลือเยื่อใยใดๆ อีกแล้ว มีเพียงความรังเกียจเดียดฉันท์ “ข้าเคยคิดว่าอย่างน้อยเจ้าก็เป็นบุตรีของท่านแม่ทัพเยี่ย คงจะมีคุณธรรมอยู่บ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าจิตใจจะต่ำช้าถึงเพียงนี้!”

เยี่ยหว่านชิงแค่นหัวเราะในลำคอ “ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะไต่สวนให้ถ่องแท้ เอาแต่เชื่อคำพูดและการแสดงละครตบตาของสตรีผู้นี้ แล้วมาตัดสินว่าข้าผิด ท่านต่างหากที่ตามืดบอด!”

“บังอาจ!” เซียวจิ่งเซวียนพิโรธจัด “สตรีจิตใจริษยาเช่นเจ้า ไม่คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาเอกแห่งจวนหนิงอ๋องอีกต่อไป! ทหาร! ไปนำ ‘ตราพระชายา’ มา!”

ราชองครักษ์นายหนึ่งรับคำสั่ง เขารีบเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบกล่องไม้จันทน์สลักลายหงส์ขึ้นมา เปิดออกเผยให้เห็นตราหยกสีขาวบริสุทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดในการปกครองดูแลฝ่ายในของจวนหนิงอ๋อง

“ท่านอ๋อง ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ!” ชุนเถาร้องไห้โฮ พยายามคลานเข้าไปห้าม แต่ก็ถูกทหารยามขวางไว้

เซียวจิ่งเซวียนไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเดินเข้าไปหาซูเยว่ซินที่ซบอยู่ในอ้อมแขนของเขาพลางสั่นเทา ก่อนจะวางตราหยกนั้นลงในมือของนางอย่างแผ่วเบา “เยว่ซิน จากนี้ไป เจ้าคือผู้กุมอำนาจในจวนแห่งนี้ ดูแลทุกอย่างแทนข้า”

ซูเยว่ซินเบิกตากว้างอย่าง ‘คาดไม่ถึง’ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ไม่ได้เพคะท่านอ๋อง...ตำแหน่งนี้เป็นของท่านพี่หว่านชิง...เยว่ซินมิกล้ารับเพคะ”

“ข้าบอกให้เจ้ารับก็รับไว้!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนจะหันกลับมาทางเยี่ยหว่านชิงด้วยสายตาเย็นชา “ส่วนเจ้า! ในเมื่อใจคอโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ก็ไปสำนึกตนในที่ที่คู่ควรกับเจ้าเถอะ! นำตัวนางไปขังไว้ที่ ‘เรือนเหมันต์ร่วงโรย’ ท้ายจวน! ห้ามผู้ใดย่างกรายเข้าไปเด็ดขาด!”

เรือนเหมันต์ร่วงโรย!

คำสี่คำนี้ทำให้ใบหน้าของบ่าวไพร่ทุกคนซีดเผือด ที่นั่นคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนหนิงอ๋อง ถูกทิ้งร้างมานานนับสิบปี ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่แม้แต่ภูตผียังไม่ต้องการอาศัยอยู่ การส่งพระชายาเอกไปที่นั่น ไม่ต่างอะไรกับการผลักนางลงสู่ขุมนรกทั้งเป็น!

“ท่านอ๋อง!” ชุนเถากรีดร้องอย่างสิ้นหวัง

เยี่ยหว่านชิงกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวจิ่งเซวียน ที่นั่นมีเพียงความเย็นชาและภาพสะท้อนของซูเยว่ซินเท่านั้น ไม่มีเงาของนางอยู่เลยแม้แต่น้อย

“ดี...ดีมาก...” นางพึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเปล่งเสียงดังขึ้นอย่างท้าทาย “ข้าจะไปอยู่ที่นั่น และข้าจะรอวันที่ท่านอ๋องต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนข้าด้วยตนเอง!”

เซียวจิ่งเซวียนแค่นเสียงหยัน “ฝันไปเถอะ! ลากตัวไป!”

ทหารยามสองนายก้าวเข้ามาจับแขนเยี่ยหว่านชิงคนละข้าง นางไม่ได้ขัดขืน เพียงแต่ปรายตามองซูเยว่ซินเป็นครั้งสุดท้าย แววตาที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตาของสตรีผู้นั้น คือรอยยิ้มเยาะเย้ยของผู้ชนะที่ปิดไม่มิด

ร่างของเยี่ยหว่านชิงในชุดมงคลสีแดงสดถูกลากถูลู่ถูกังออกไปจากเรือนหอที่นางเพิ่งได้เหยียบย่างเข้ามาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม สายลมยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บพัดปะทะร่างราวกับใบมีดบาดลึกไปถึงกระดูก ความมืดมิดเบื้องหน้าดูราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง แต่ในแววตาของนางกลับไม่ได้มีความสิ้นหวังแม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความเด็ดเดี่ยวที่กำลังลุกโชนขึ้นอย่างเงียบงัน...

เซียวจิ่งเซวียน...ซูเยว่ซิน...หนี้แค้นในวันนี้ ข้า...เยี่ยหว่านชิง จะต้องให้พวกเจ้าชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าพันทวี!

*เค่อ (刻) = หน่วยเวลานับของจีนโบราณ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที