ความสงสัยของหนิงอ๋อง
ราตรีโรยตัวปกคลุมทั่วเมืองหลวง แสงจันทร์นวลสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนหนิงอ๋อง ทว่าภายในห้องหนังสือ บรรยากาศกลับเคร่งขรึมหนักอึ้งกว่ารัตติกาลภายนอก
เซียวจิ่งเซวียนในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขมวดคิ้วมุ่น ขณะทอดสายตาไปยังแผนที่การทหารที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์แดง แสงเทียนริบหรี่ขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาดูเย็นชาและลึกล้ำยิ่งขึ้น
พลันเงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากมุมมืดของห้องราวกับภูตผี มู่ไป๋คุกเข่าลงข้างหนึ่ง เสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ถวายบังคมองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่ามา” เซียวจิ่งเซวียนยังคงไม่ละสายตาจากแผนที่ แต่ปลายนิ้วที่เคาะเบาๆ บนขอบโต๊ะบ่งบอกว่าเขากำลังรอฟังอย่างตั้งใจ
“สถานการณ์ชายแดนเหนือเริ่มไม่สู้ดีพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋รายงาน “สายข่าวของเรายืนยันว่าคนขององค์รัชทายาทได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว พวกมันปลอมตัวเป็นโจรป่าเข้าปล้นสะดมขบวนลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ของเราไปหลายครั้ง แม้จะยังไม่สร้างความเสียหายมากนัก แต่เห็นชัดว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือน”
มุมปากของเซียวจิ่งเซวียนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “เซียวเทียนอี้... คิดจะลองเชิงข้าด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้รึ ช่างมองข้าต่ำเกินไปนัก” เขากล่าวเสียงเรียบ “ส่งสารลับไปยังแม่ทัพหลี่ ให้เขาแบ่งกำลังทหารพยัคฆ์ทมิฬออกเป็นสองหน่วย หน่วยหนึ่งคุ้มกันขบวนเสบียงตามปกติ อีกหน่วยหนึ่งซุ่มโจมตีกลับ... ข้าอยากจะเห็นนักว่า ‘โจรป่า’ ขององค์รัชทายาทจะทนทานได้สักกี่น้ำ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” มู่ไป๋รับคำสั่งอย่างหนักแน่น
“แล้วเรื่องอื่นในเมืองหลวงเล่า มีความเคลื่อนไหวใดที่น่าสนใจหรือไม่?” หนิงอ๋องเอ่ยถาม พลางเลื่อนปลายนิ้วไปยังจุดยุทธศาสตร์อีกแห่งบนแผนที่
มู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “มีข่าวลือแพร่สะพัดในตลาดมืดเกี่ยวกับหอโอสถเร้นลับแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่ในตรอกไป่อวิ๋นพ่ะย่ะค่ะ ว่ากันว่าเจ้าของเป็นบุรุษหนุ่มผู้มีวิชาแพทย์สูงส่งราวกับเทวดา แต่กลับเก็บตัวลึกลับ ไม่ยอมเปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้ใดเห็น”
“หึ เรื่องไร้สาระ” เซียวจิ่งเซวียนปัดข่าวลือทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ “พวกชาวบ้านก็ชอบแต่งเติมเรื่องราวให้เกินจริงอยู่เสมอ”
สำหรับเขาแล้ว เรื่องของหมอเทวดาหรือหอโอสถใดๆ ก็มิอาจเทียบได้กับความมั่นคงของกองทัพและสถานการณ์ในราชสำนักที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
เห็นองค์ชายไม่สนใจ มู่ไป๋จึงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรายงานเรื่องที่ค้างคาใจตนเองออกไป “องค์ชาย... ยังมีอีกเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ เกี่ยวกับ... เรือนเหมันต์ร่วงโรย”
เพียงได้ยินชื่อเรือนหลังนั้น การเคลื่อนไหวของเซียวจิ่งเซวียนก็ชะงักงันในทันที เขาเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองตรงมายังองครักษ์เงาคนสนิท “มีอะไร?”
“ตามพระบัญชา ข้าน้อยได้ให้คนเฝ้าสังเกตการณ์เรือนท้ายจวนอย่างใกล้ชิดตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่...” มู่ไป๋เว้นจังหวะ “ทุกอย่างเงียบสงบจนผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”
“ผิดปกติอย่างไร?” คิ้วกระบี่ของหนิงอ๋องขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น
“ไม่มีเสียงคร่ำครวญโอดโอย ไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แม้แต่คำร้องขอหมอหลวงหรือยาแม้แต่เทียบเดียวก็ไม่มีส่งออกมาจากเรือนนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋รายงานตามความเป็นจริงทุกประการ “ราวกับว่าเรือนหลังนั้นเป็นเพียงเรือนร้างที่ไร้ผู้คนอาศัย”
เซียวจิ่งเซวียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ในห้วงคำนึงพลันปรากฏภาพของซูเยว่ซินที่มีน้ำตานองหน้า นางมาอ้อนวอนเขาทุกวัน รายงานด้วยเสียงสั่นเครือว่าเยี่ยหว่านชิงอาการทรุดหนักลงทุกขณะ ปฏิเสธที่จะกินยาและอาหาร ไม่ยอมให้หมอเข้าใกล้ สภาพร่อแร่ใกล้จะสิ้นใจเต็มที
ทว่ารายงานจากองครักษ์เงาที่เขาเชื่อใจที่สุดกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“เป็นไปได้อย่างไร?” เขารำพึงกับตนเองเสียงเบา “เยว่ซินยืนยันกับข้าว่านางป่วยหนักปางตายมิใช่หรือ?”
“ข้าน้อยก็เคยคิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” มู่ไป๋กล่าวเสริม “แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือสาวใช้ข้างกายนางที่ชื่อชุนเถา... จากรายงานก่อนหน้าแจ้งว่านางป่วยหนักด้วยพิษไข้จนแทบสิ้นลมหายใจ แต่เมื่อตอนบ่ายวันนี้ คนของเราเห็นนางกำลังตากผ้าอยู่ที่ลานหลังเรือนด้วยท่าทางแข็งแรงกระฉับกระเฉง ไม่หลงเหลือเค้าของคนป่วยเลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกถ้อยคำของมู่ไป๋เปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของเซียวจิ่งเซวียน
เป็นไปไม่ได้... คนที่ป่วยหนักใกล้ตายจะฟื้นคืนกลับมาแข็งแรงได้ในเวลาไม่กี่วันโดยไม่ได้รับการรักษาจากหมอได้อย่างไร?
“แล้วตัวเยี่ยหว่านชิงเล่า?” เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม
“ข้าน้อยมิอาจเห็นนางได้โดยตรงพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนวาน คนของเราเห็นเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้อง เงาร่างนั้นตั้งตรงสง่างาม ไม่เหมือนลักษณะของคนป่วยที่ต้องนอนซมอยู่บนเตียงแม้แต่น้อย”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสืออีกครั้งหนึ่ง มีเพียงเสียงเทียนที่ลุกไหม้ดังเปรี๊ยะเบาๆ เซียวจิ่งเซวียนหลับตาลงช้าๆ พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด
คำพูดของซูเยว่ซิน... น้ำตาของนาง... ความทุกข์ใจที่แสดงออกมา... กับรายงานที่เยือกเย็นและเป็นกลางของมู่ไป๋...
มีบางอย่างไม่ถูกต้องอย่างมหันต์
สตรีที่ควรจะนอนรอความตายอย่างน่าเวทนาในเรือนซอมซ่อ กลับใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ สาวใช้ที่ควรจะสิ้นใจไปแล้ว กลับแข็งแรงดี... หรือว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาได้รับฟังมา เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่ใครบางคนสร้างขึ้น?
“มู่ไป๋ เจ้าแน่ใจในรายงานของเจ้าใช่หรือไม่?” หนิงอ๋องเอ่ยถามย้ำ ดวงตาที่ลืมขึ้นมาอีกครั้งฉายแววเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น
“ข้าน้อยขอยืนยันด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ สายตาและหูของข้าน้อยไม่เคยล้มเหลว” มู่ไป๋ตอบอย่างหนักแน่นไร้ซึ่งความลังเล
ปลายนิ้วของเซียวจิ่งเซวียนเคาะบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สมองที่ใช้ในการวางกลศึกบัญชาทหารนับหมื่นกำลังประมวลผลความผิดปกติที่เกิดขึ้นในจวนของตนเองอย่างรวดเร็ว ความสงสัยที่เคยมีเพียงน้อยนิดบัดนี้ได้ก่อตัวขึ้นเป็นระลอกคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดอยู่ในใจ
สตรีผู้นั้น... เยี่ยหว่านชิง... นางกำลังเล่นละครอะไรอยู่กันแน่?
หรือว่า... ผู้ที่เล่นละครตบตาเขามาโดยตลอด... ไม่ใช่นาง?
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาราวกับสายฟ้าฟาด ทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมถึงขีดสุด
“พอแล้ว” เขากล่าวตัดบท พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่แผ่รังสีคุกคามอันน่าเกรงขามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“มู่ไป๋”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
แววตาของเซียวจิ่งเซวียนทอประกายเด็ดเดี่ยวและเย็นชา “เตรียมตัวให้พร้อม”
น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องขนลุกชัน
“คืนนี้... ข้าจะไปเยือนเรือนเหมันต์ร่วงโรยด้วยตนเอง”