ตื่นขึ้นมาก็ถูกทิ้ง
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วจากท้ายทอยขึ้นสู่ขมับ ราวกับมีเข็มเหล็กนับพันเล่มทิ่มแทง หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามฝืนลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่กระทบโสตประสาทคือกลิ่นอับชื้นของดินโคลนและฟางข้าวเก่าๆ ผสมกับกลิ่นควันไฟที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ ไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องแล็บที่คุ้นเคย
ดวงตากลมโตกระพริบถี่เพื่อปรับให้เข้ากับแสงสลัว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือหลังคามุงแฝกที่ผุพัง ผนังดินเหนียวแตกร้าว และรอยคราบน้ำฝนที่ซึมเป็นวงกว้าง ความทรงจำแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลบ่าเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วและรุนแรง ประดุจกระแสน้ำป่าหลากทะลักทะลวง
นางทะลุมิติมาแล้ว!
จากนักวิจัยพืชสมุนไพรระดับแนวหน้าแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ผู้เพียบพร้อมด้วยสติปัญญาและเส้นทางชีวิตที่สว่างไสว กลับต้องมาอยู่ในร่างของ 'หลินหว่านชิว' สะใภ้รองแห่งตระกูลเสิ่นในยุคเจ็ดศูนย์ ยุคสมัยแห่งความแร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง และการดิ้นรนเพื่อปากท้อง
เจ้าของร่างเดิมเป็นสตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย อ่อนแอและหัวอ่อน มักถูกครอบครัวสามีกดขี่ข่มเหงสารพัด ซ้ำร้าย... เสิ่นเจี้ยนเย่ สามีของนางยังเป็นผีพนันเข้าสิง เมื่อคืนนี้เขาแอบย่องเข้ามาในห้อง ค้นเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวตระกูลเสิ่นที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิดหนีไป เมื่อเจ้าของร่างเดิมพยายามขัดขวาง กลับถูกผลักล้มศีรษะกระแทกขอบเตียงจนสิ้นใจ เป็นเหตุให้ดวงวิญญาณของนางเข้ามาแทนที่
"ท่านแม่... ท่านแม่ลืมตาแล้ว ท่านแม่ห้ามตายนะขอรับ เสี่ยวซู่จะปกป้องท่านแม่เอง!"
น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังขึ้นข้างเตียง หลินหว่านชิวเบือนหน้าไปมอง จึงพบกับเด็กชายตัวน้อยวัยเพียงห้าขวบ ร่างกายของเขาผอมโซจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ศีรษะดูโตเกินสัดส่วนเมื่อเทียบกับลำคอที่ลีบเล็ก ใบหน้ามอมแมมเปื้อนคราบน้ำตา ทว่าสองมือน้อยๆ กลับกำหมัดแน่น กางแขนออกบดบังร่างของนางไว้ราวกับลูกนกที่พยายามกางปีกปกป้องมารดาจากพายุร้าย
หัวใจที่เคยแข็งแกร่งและเย็นชาของนักวิจัยสาวพลันกระตุกวูบ ความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดจากร่างเดิมผสมผสานกับความเวทนาจากจิตวิญญาณใหม่ หลินหว่านชิวค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยผมเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนของเด็กชายเบาๆ
"แม่ไม่เป็นไรแล้ว เสี่ยวซู่... แม่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราอีก" น้ำเสียงของนางแหบแห้ง แต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นดุจหินผา
ยังไม่ทันที่สองแม่ลูกจะได้ปลอบขวัญกันให้คลายความหวาดกลัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ย่ำตึงตังมาหยุดที่หน้าประตู
ปัง!
บานประตูไม้ผุพังถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุดกระเด็น ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุดัน โหนกแก้มสูงและหางตาชี้ขึ้นประดุจสุนัขจิ้งจอก ก้าวอาดๆ เข้ามาในห้อง นางคือ หวังชุนฮวา มารดาสามีผู้มีจิตใจคับแคบและลำเอียง ตามติดมาด้วย จ้าวจวี๋ฟาง สะใภ้ใหญ่ตระกูลเสิ่นที่ส่งสายตาเย้ยหยันและแฝงความสะใจมาแต่ไกล
"นังตัวดี! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!" หวังชุนฮวาแผดเสียงลั่นราวกับฟ้าผ่า ชี้หน้าด่าทอหลินหว่านชิวที่เพิ่งพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง "เสิ่นเจี้ยนเย่ สามีตัวดีของแกขโมยเงินกองกลางของบ้านไปจนหมดเกลี้ยง! แกสมรู้ร่วมคิดกับมันใช่หรือไม่! เอาเงินออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ฉันจะรื้อค้นห้องแกให้กระจุย หากหาไม่เจอ ฉันจะเอาตัวลูกชายตัวเหม็นของแกไปขายใช้หนี้!"
คำขู่กรรโชกนั้นทำให้ร่างเล็กของเสิ่นเสี่ยวซู่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แต่เด็กน้อยกลับไม่ยอมถอยหนี เขายังคงยืนขวางหน้ามารดาไว้อย่างกล้าหาญ
จ้าวจวี๋ฟาง สะใภ้ใหญ่รีบสอดปากขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ สะใภ้รองแกล้งป่วยทำสำออยเพื่อถ่วงเวลาแน่ๆ ข้าว่านางต้องแอบซ่อนเงินไว้ใต้เตียงเป็นแม่นมั่น พวกเราเข้าไปค้นกันเถอะเจ้าค่ะ!"
หวังชุนฮวาได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเดือดดาล ปรี่เข้าไปหมายจะกระชากคอเสื้อของหลินหว่านชิวและผลักเด็กร่างผอมให้พ้นทาง
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ประกายตาของหลินหว่านชิวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็นดุจน้ำแข็งทะลุจุดเยือกแข็ง นางไม่ใช่นังหนูผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป นางกวาดสายตามองสตรีทั้งสองด้วยรังสีอำมหิต ก่อนจะคว้าท่อนฟืนเนื้อแข็งขนาดเหมาะมือที่วางอยู่ข้างเตาผิงขึ้นมา
เพล้ง!
หลินหว่านชิวฟาดท่อนฟืนลงบนขอบชามดินเผาเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะจนแตกกระจาย เสียงกัมปนาทนั้นทำเอาหวังชุนฮวาและจ้าวจวี๋ฟางสะดุ้งสุดตัว ก้าวเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"ใครกล้าแตะต้องของในห้องนี้ หรือแตะต้องลูกชายข้าแม้แต่ปลายเล็บ ข้าจะฟาดให้หัวแบะตายตกไปตามกัน!" น้ำเสียงของหลินหว่านชิวเย็นยะเยือก แฝงไปด้วยอำนาจลี้ลับที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่ นางค่อยๆ ก้าวลงจากเตียง ดึงตัวเสี่ยวซู่ไปหลบด้านหลังอย่างระแวดระวัง
"นี่... นี่แกกล้าขู่ข้าหรือ นังอกตัญญู!" หวังชุนฮวาเบิกตากว้าง ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้จะมีท่าทีดุร้ายเช่นนี้
"ท่านแม่ ท่านมีสติหน่อยเถิด" หลินหว่านชิวเชิดคางขึ้น แววตาไร้ซึ่งความหวาดกลัว "ผู้ที่ขโมยเงินไปคือเสิ่นเจี้ยนเย่ ลูกชายในไส้ของท่าน ไม่ใช่ข้า! เมื่อคืนเขาผลักข้าจนล้มหัวฟาดพื้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพื่อแย่งชิงเงินก้อนนั้นไป หากท่านแม่และพี่สะใภ้ใหญ่แน่ใจว่าข้าซ่อนเงินไว้ เช่นนั้นก็ดี... พวกเราไปแจ้งความที่สถานีความมั่นคงในเมืองด้วยกันเถอะ!"
นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หรี่ตามองหวังชุนฮวาที่หน้าซีดเผือดลงทันควัน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน "ให้สหายตำรวจมาสืบสวน มาค้นห้องข้าให้ละเอียด แล้วก็ออกหมายจับเสิ่นเจี้ยนเย่ ลูกชายสุดที่รักของท่านในข้อหาลักทรัพย์ ถึงตอนนั้น... อย่าว่าแต่เงินเลย ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นคงป่นปี้ หลานชายคนโตของท่านพี่สะใภ้ใหญ่ที่กำลังจะสอบเข้าโรงงานในเมือง คงถูกตัดสิทธิ์เพราะมีอาเป็นโจรลักขโมย!"
คำพูดที่ถูกร้อยเรียงอย่างมีเหตุผลและตรงจุดตาย ทำให้หวังชุนฮวาและจ้าวจวี๋ฟางนิ่งอึ้งไปราวกับถูกแช่แข็ง การแจ้งความจับคนในครอบครัวในยุคนี้ถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ซ้ำยังส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนทั้งบ้าน จ้าวจวี๋ฟางเมื่อได้ยินว่าอนาคตของลูกชายตนเองอาจพังทลายก็หน้าถอดสี รีบกระตุกแขนเสื้อแม่สามียิกๆ
"ท... ท่านแม่ ข้าว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งทำเป็นเรื่องใหญ่เลยเจ้าค่ะ" จ้าวจวี๋ฟางกระซิบด้วยเสียงสั่นๆ "นังนี่มันบ้าไปแล้ว หากมันไปแจ้งตำรวจจริงๆ บ้านเราจะเดือดร้อนกันหมดนะเจ้าคะ"
หวังชุนฮวากัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น แต่ก็จนด้วยสติปัญญาที่จะโต้เถียง เพราะรู้ดีว่าหลินหว่านชิวพูดความจริง นางจ้องมองท่อนฟืนในมือของลูกสะใภ้รองและสายตาที่เด็ดเดี่ยวนั้นอย่างชั่งใจ ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ นังตัวซวย!" หวังชุนฮวาชี้หน้าคาดโทษ แววตาฉายแววมาดร้ายอย่างปิดไม่มิด "ในเมื่อผีพนันอย่างสามีแกทิ้งแกไปแล้ว ตระกูลเสิ่นของข้าก็จะไม่เลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์! คอยดูเถิด ข้าจะตามหัวหน้าหมู่บ้านมาเป็นพยาน ข้าจะแยกบ้านและไล่แกกับไอ้ลูกหมานี่ไปอยู่ที่ดินตีนเขาหินคราม ให้พวกแกอดตายอยู่บนที่ดินต้องสาปนั่นแหละ!"
กล่าวจบ หวังชุนฮวาก็สะบัดหน้าเดินตึงตังออกไปพร้อมกับจ้าวจวี๋ฟางที่ลอบมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ปล่อยให้ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องผุพังอีกครั้ง
หลินหว่านชิวลดท่อนฟืนในมือลง ลมหายใจพรูออกมายาวเหยียด การขับไล่หรือ? ที่ดินต้องสาปหรือ? นั่นคือสิ่งที่นางปรารถนาที่สุด การได้แยกตัวออกจากครอบครัวปลิงดูดเลือดเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชีวิตใหม่
นางก้มลงอุ้มเสี่ยวซู่ที่ยังคงตัวสั่นเทาขึ้นมาแนบอก หวังจะปลอบประโลม ทว่าในวินาทีที่มือของนางสัมผัสกับแผ่นหลังของเด็กน้อย ฝ่ามือขวาของหลินหว่านชิวพลันเกิดความร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรุนแรง ประดุจมีถ่านไฟร้อนระอุฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ความร้อนนั้นแล่นริ้วจากฝ่ามือตรงเข้าสู่จุดกึ่งกลางหน้าผาก พร้อมกับสัญลักษณ์รูปใบไม้สีเขียวมรกตที่สว่างวาบขึ้นมาในห้วงคำนึงเพียงเสี้ยววินาที!