ขับไล่สู่ที่ดินต้องสาป

ความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วจากฝ่ามือขวาพุ่งตรงสู่หว่างคิ้วของหลินหว่านชิว ชั่วพริบตานั้นราวกับมีภาพมายาของใบไม้สีมรกตสว่างวาบขึ้นในห้วงสำนึก ทว่าก่อนที่นางจะได้ไตร่ตรองถึงปรากฏการณ์พิสดารนี้ เสียงตึงตังและเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนอีกครั้ง

หวังชุนฮวาเดินนำหน้ามาด้วยท่าทีหยิ่งผยองราวกับแม่ไก่ชนที่พร้อมจะเข้าจิกตี ตามหลังมาด้วยชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเก่าซีด ผู้มีแววตาอ่อนล้าจากการกรำงานหนัก เขาคือหัวหน้าหมู่บ้านชิงสือ นามว่าหลี่เจี้ยนกั๋ว และที่เดินรั้งท้ายสุดคือเสิ่นฉางฟู่ พ่อสามีผู้มีใบหน้าเปี่ยมเมตตาอยู่เสมอ

"หัวหน้าหลี่ ท่านดูเอาเถิด!" หวังชุนฮวาชี้ไม้ชี้มือเข้ามาในห้องที่มืดทึบ "สะใภ้รองของข้าคนนี้ สามีของนางสิ้นคิดหนีออกจากบ้านไป ทิ้งลูกทิ้งเมียไว้เป็นภาระให้พวกเรา บัดนี้ยังคิดจะทำร้ายข้าผู้เป็นแม่สามีอีก! บ้านเสิ่นของเราไม่สามารถเลี้ยงดูคนอกตัญญูเช่นนี้ไว้ได้อีกต่อไปแล้ว!"

หลินหว่านชิวมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย นางวางเสี่ยวซู่ลงบนเตียงฟางแข็งๆ แล้วลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน "เสี่ยวซู่ อย่ากลัวไป อยู่กับท่านแม่ตรงนี้"

เด็กชายพยักหน้ารับคำน้อยๆ แม้จะยังหวาดกลัว แต่เมื่อได้เห็นแววตาอันแน่วแน่ของมารดา ความหวาดหวั่นในใจก็คล้ายจะบรรเทาลง

เสิ่นฉางฟู่ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ถอนหายใจยาวเหยียดแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความผิดหวังระคนสงสาร "อาชิวเอ๋ย... ไม่ใช่ว่าพ่อไม่เมตตาเจ้า แต่เจ้าก็เห็นว่าเสิ่นเจี้ยนเย่ลูกไม่รักดีคนนั้นทำอะไรลงไป มันทิ้งเจ้ากับลูกไปโดยไม่ไยดี ตระกูลเสิ่นเราเองก็ลำบาก ปากท้องหลายชีวิตก็ต้องดูแล จะให้แบกรับภาระของพวกเจ้าสองแม่ลูกไปตลอดก็คงไม่ไหว"

เขาหยุดเว้นจังหวะ กวาดสายตามองไปทางหัวหน้าหมู่บ้านหลี่ คล้ายจะขอความเห็นใจ "ข้าในฐานะผู้นำครอบครัว รู้สึกละอายใจยิ่งนักที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาของชาวบ้าน และเพื่อให้เจ้าได้มีหนทางของตนเอง... ข้าเห็นว่าการแยกบ้านคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด"

ช่างเป็นการแสดงที่น่าดูชมยิ่งนัก! หลินหว่านชิวลอบแค่นยิ้มในใจ เสิ่นฉางฟู่ผู้นี้ร้ายกาจยิ่งกว่าหวังชุนฮวาเสียอีก เขาผลักไสนางกับลูกชายออกจากบ้าน แต่กลับใช้คำพูดที่สวยหรูห่อหุ้มความเลือดเย็นของตนเองไว้ ทำให้ดูราวกับว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อความหวังดีของนาง

หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ขมวดคิ้วมุ่น "แยกบ้านรึ? แล้วจะให้พวกเขาไปอยู่ที่ไหน? ตอนนี้ในหมู่บ้านไม่มีบ้านว่างเลยนะ"

หวังชุนฮวาแสยะยิ้มทันที ราวกับรอคอยคำถามนี้มานานแล้ว "ไปอยู่ที่กระท่อมร้างตีนเขาหินครามอย่างไรเล่า! ที่นั่นถึงแม้จะรกร้างไปหน่อย แต่ก็ยังพอคุ้มหัวได้ ดีกว่าปล่อยให้คนไร้ค่ามาอาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ให้เปลืองข้าวสุก!"

คำพูดนี้ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ใครๆ ในหมู่บ้านชิงสือต่างก็รู้ดีว่า 'ที่ดินตีนเขาหินคราม' นั้นเป็นที่ดินต้องสาป ดินปนหินเป็นกรดรุนแรง ปลูกสิ่งใดก็ไม่เคยงอกงาม แม้แต่หญ้ายังขึ้นเพียงหย่อมบางๆ กระท่อมที่ตั้งอยู่ตรงนั้นก็ผุพังใกล้จะถล่มลงมาทุกเมื่อ การส่งสองแม่ลูกไปอยู่ที่นั่นไม่ต่างอะไรกับการผลักไสให้ไปอดตาย

"พี่สะใภ้เสิ่น นี่มันจะโหดร้ายเกินไปหน่อยกระมัง" หัวหน้าหมู่บ้านหลี่กล่าวอย่างลังเล "นั่นมัน..."

"ไม่โหดร้ายเลยสักนิด!" หวังชุนฮวาเถียงเสียงแหลม "ในเมื่อผัวมันไม่รับผิดชอบ ก็ให้มันไปสร้างชีวิตด้วยตัวเองสิ! จะมาเกาะบ้านเรากินไปจนตายรึ!"

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่หลินหว่านชิว รอคอยให้นางร้องไห้ฟูมฟายหรือคุกเข่าอ้อนวอน แต่สิ่งที่ทุกคนได้เห็นกลับเป็นรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนาง

"ข้าตกลงเจ้าค่ะ"

น้ำเสียงของนางสงบนิ่งและชัดเจน ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงไปตามๆ กัน

"ข้ายินดีที่จะแยกบ้านและพาลูกชายไปอยู่ที่ตีนเขาหินคราม" หลินหว่านชิวกล่าวต่อ สายตาจับจ้องไปที่เสิ่นฉางฟู่และหัวหน้าหมู่บ้านหลี่อย่างไม่เกรงกลัว "แต่ในเมื่อเป็นการแยกบ้านอย่างเป็นทางการ ข้าก็มีเงื่อนไข"

เสิ่นฉางฟู่เลิกคิ้วเล็กน้อย "เงื่อนไขอะไร?"

"ตามกฎของหมู่บ้าน เมื่อมีการแยกบ้าน สมาชิกที่แยกออกไปย่อมมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินและเสบียงอาหารตามจำนวนคนในทะเบียนบ้าน ข้ากับเสี่ยวซู่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเสิ่น ข้าจึงขอเรียกร้องสิทธิ์นั้น ข้าไม่ขอเงินทองหรือของมีค่าใดๆ ทั้งสิ้น ขอเพียงธัญพืชห้าสิบจิน ผักดองสองไห มันเทศแห้งอีกยี่สิบจิน และ... หม้อเหล็กเก่าๆ สักใบ กับจอบอีกหนึ่งด้าม"

ข้อเรียกร้องของนางทำให้หวังชุนฮวาแทบจะกระโจนเข้าใส่ "นังคนไร้ยางอาย! ยังจะกล้าเรียกร้องอีกรึ! แค่ไม่ไล่แกไปตัวเปล่าก็บุญคุณเท่าไหร่แล้ว!"

"ท่านแม่ยาย" หลินหว่านชิวเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "นี่หาใช่การขอความเมตตา แต่เป็นการรักษาสิทธิ์อันชอบธรรม ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็อยู่ที่นี่เป็นพยาน หากตระกูลเสิ่นจะขับไล่สะใภ้กับหลานชายสายตรงออกไปโดยไม่ให้สิ่งใดติดตัวเลยแม้แต่น้อย เกรงว่าหากเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นที่สั่งสมมาคงได้ป่นปี้เป็นแน่แท้ ท่านพ่อสามี ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?"

นางโยนคำถามกลับไปให้เสิ่นฉางฟู่ ซึ่งบัดนี้ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ฝืดเฝื่อนยิ่งนัก เขาถูกนางใช้ 'หน้าตา' และ 'ชื่อเสียง' ของตระกูลมาบีบคั้นจนเถียงไม่ออก หากปฏิเสธต่อหน้าหัวหน้าหมู่บ้าน เขาก็จะกลายเป็นคนใจดำอำมหิตในสายตาชาวบ้านทันที

เสิ่นฉางฟู่สูดลมหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์ขุ่นมัวไว้ "เอาเถอะ... ในเมื่อนางร้องขอมาเช่นนี้ ก็จงจัดให้ตามนั้น ถือว่าเป็นน้ำใจครั้งสุดท้ายจากตระกูเสิ่น"

หวังชุนฮวาอยากจะคัดค้าน แต่เมื่อเห็นสายตาปรามของสามีก็จำต้องสงบปากสงบคำลง นางสั่งให้จ้าวจวี๋ฟางที่แอบมองอยู่ไม่ไกลไปนำของมาให้ด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

ไม่นานนัก ของทุกอย่างก็ถูกนำมากองไว้ตรงหน้าหลินหว่านชิว ธัญพืชหยาบๆ ในกระสอบป่านเก่า มันเทศแห้งที่บางหัวเริ่มมีราขึ้นเล็กน้อย ผักดองในไหที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวจนฉุนจมูก หม้อเหล็กใบเล็กที่มีรอยบิ่นและเขม่าจับหนาเตอะ พร้อมด้วยจอบด้ามไม้ที่ใกล้จะหักเต็มที

นี่คือทั้งหมดที่นางและลูกชายจะใช้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

หลินหว่านชิวไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย นางใช้ผ้าผืนใหญ่ห่อของทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงจูงมือเสี่ยวซู่ให้ลุกขึ้นยืน

"ขอบคุณท่านพ่อสามี ท่านแม่สามี และขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นพยานให้" นางกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากบ้านตระกูลเสิ่นที่นางเคยอาศัยอยู่มาหลายปีโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย

เส้นทางสู่ตีนเขาหินครามนั้นรกร้างและเปล่าเปลี่ยว สองข้างทางมีเพียงพงหญ้าแห้งแล้งและก้อนหินระเกะระกะ ลมหนาวที่พัดผ่านยอดเขาหินครามโชยมาปะทะร่าง ก่อให้เกิดความรู้สึกเย็นเยียบเสียดกระดูก เสี่ยวซู่ในชุดผ้าปุปะเดินตัวสั่น แต่กระนั้นมือเล็กๆ ของเขาก็ยังกุมมือนางไว้แน่น

เมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ฝ่ามือขวาก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุนแรงและชัดเจนกว่าเดิม หลินหว่านชิวรู้สึกประหนึ่งว่ามีกระแสพลังงานอุ่นๆ ไหลเวียนอยู่ภายในฝ่ามือ เชื่อมโยงกับจิตสำนึกของนางอย่างน่าประหลาด

นางลองเพ่งสมาธิไปที่ความรู้สึกนั้น ในห้วงคำนึง พลันปรากฏภาพของใบไม้สีมรกตที่เคยเห็นก่อนหน้านี้อีกครั้ง มันลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิด คล้ายเป็นประตูสู่สถานที่แห่งหนึ่ง

ในที่สุด สองแม่ลูกก็มาถึงกระท่อมร้างตีนเขา สภาพของมันเลวร้ายยิ่งกว่าที่นางจินตนาการไว้ หลังคาฟางมีรูโหว่ขนาดใหญ่ ผนังดินแตกระแหงจนแทบจะมองเห็นวิวข้างนอกได้ ประตูไม้ผุพังจนแกว่งไปมาตามแรงลม

ทว่าหลินหว่านชิวกลับไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง นางปล่อยห่อสัมภาระลงบนพื้น แล้วจูงเสี่ยวซู่เข้าไปหลบมุมหนึ่งของกระท่อมที่พอกันลมได้ "เสี่ยวซู่ นั่งรอแม่ตรงนี้สักครู่นะ"

หลังจากเห็นว่าลูกชายนั่งนิ่งๆ แล้ว นางจึงหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ฝ่ามือขวาและสัญลักษณ์ใบไม้ในห้วงนึก นางปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหยั่งรู้ให้ได้ว่าความรู้สึกพิสดารนี้คือสิ่งใดกันแน่

'เข้าไป...' เสียงหนึ่งดังก้องในใจ

สิ้นความคิดนั้น สรรพสิ่งรอบกายนางพลันเลือนหายไป! ความรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์แห่งแสงสีเขียวมรกตเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้นางตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ

ที่นี่หาใช่กระท่อมผุพังอีกต่อไป แต่เป็นดินแดนอันน่าอัศจรรย์! พื้นดินเบื้องล่างเป็นสีดำสนิทอุดมสมบูรณ์ส่งกลิ่นหอมของไอดินชวนให้สดชื่น ตรงกลางมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่ส่งประกายระยิบระยับราวกับผลึกแก้ว น้ำใสสะอาดผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย รอบๆ พื้นที่ประมาณหนึ่งไร่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวจางๆ มองไม่เห็นว่าสุดขอบเขตอยู่ที่ใด บรรยากาศอบอวลไปด้วยพลังงานแห่งชีวิตที่เข้มข้นจนสัมผัสได้

นี่คือ...มิติส่วนตัว? มิติสวนสมุนไพรในตำนานที่เคยอ่านเจอในนิยายหรือ?

หลินหว่านชิวยืนนิ่งงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บงำไว้ได้อีกต่อไป ในขณะที่โลกภายนอกผลักไสไล่ส่งนางสู่ดินแดนต้องสาปที่แห้งแล้งที่สุด สวรรค์กลับมอบ 'ผืนดินสวรรค์' ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดให้แก่นาง