แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์
เมื่อมวลชนค่อยๆ สลายตัวไปพร้อมกับราตรีที่ลึกซึ้งขึ้น ลานหน้ากระท่อมโทรมซ่อมซ่อของหลินหว่านชิวก็กลับคืนสู่ความสงัดอีกครั้ง มีเพียงแสงจันทร์ซีดเซียวที่สาดส่องลงมา อาบร่างบอบบางที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลักหิน
สายลมเย็นยะเยือกแห่งต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมาปะทะร่าง ทำให้นางรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเยียบเย็นที่แผ่ซ่านอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ เปลวไฟแห่งความอาฆาตในแววตาของหวังชุนฮวาก่อนจากไป ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนางอย่างชัดเจน
นางรู้ดีว่าคำตัดสินของผู้ใหญ่บ้านหลี่ในวันนี้เป็นเพียงการระงับเหตุการณ์ไว้ชั่วคราว มันหาได้ดับไฟแค้นของตระกูลเสิ่นไม่ ตรงกันข้าม กลับยิ่งโหมกระพือให้มันลุกโชนรุนแรงขึ้น รอวันที่จะแผดเผานางและบุตรชายให้มอดไหม้เป็นเถ้าธุลี
ความสงบสุขที่ได้มานี้เปราะบางดุจน้ำค้างยามเช้า คลื่นลมที่แท้จริง...ยังซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด รอคอยเวลาที่จะถาโถมเข้าใส่โดยไม่ทันให้ตั้งตัว
"ท่านแม่... ข้าหนาว" เสียงเล็กๆ ของเสิ่นเสี่ยวซู่ที่ดังขึ้นข้างกายนาง ดึงสติของหลินหว่านชิวให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน นางก้มลงมองบุตรชายที่กำลังกอดขาของนางไว้แน่น ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนเงาจันทร์ ฉายแววหวาดหวั่นและต้องการที่พึ่งพิง
หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึก ย่อตัวลงโอบกอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แนบอก "ไม่เป็นไรแล้วอาซู่ ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะปกป้องเจ้าเอง"
นางพาลูกชายกลับเข้าไปในกระท่อมที่มืดมิดและอับชื้น จัดแจงให้เขานอนบนเตียงฟางแข็งกระด้าง ก่อนจะจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงน้อยให้สว่างขึ้น แสงไฟสีส้มริบหรี่ขับไล่ความมืดมิดออกไปได้เพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะมอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่สองแม่ลูกได้บ้าง
นางนั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าเล็กๆ ที่เริ่มซีดเซียวของบุตรชายแล้วหัวใจก็บีบรัด เสบียงอาหารร่อยหรอลงทุกขณะ มันเทศป่าที่ขุดมาได้คือความหวังเดียว แต่การกินเพียงมันเทศทุกมื้อย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายที่กำลังเจริญเติบโตของเด็กน้อยเป็นแน่
นางต้องหาทางเพิ่มแหล่งอาหาร และต้องทำอย่างรวดเร็วที่สุด!
ในหัวของหลินหว่านชิวพลันปรากฏภาพของมิติส่วนตัวที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมา ผืนดินสีดำขลับ บ่อน้ำพุวิเศษที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต นั่นคือรากฐานความอยู่รอดที่แท้จริงของนาง! แต่การจะนำพืชผลจากในมิติออกมาใช้ ย่อมต้องมีที่มาที่ไปที่สามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เรื่องราวกับตระกูลเสิ่นในวันนี้ได้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญข้อหนึ่งแก่นาง...ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ ต้องเต็มไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม
สายตาของนางเหลือบไปเห็นมันเทศป่าหัวโตหลายหัวที่วางกองรวมกันอยู่มุมห้อง ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในสมอง
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่แสงแรกของวันสาดส่อง หลินหว่านชิวก็คัดเลือกมันเทศป่าหัวที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดออกมาสามหัว เช็ดดินที่เกาะอยู่ออกอย่างเบามือจนผิวสีม่วงเข้มของมันเผยโฉมออกมาอย่างน่าชม นางใส่พวกมันลงในตะกร้าสานใบเก่า ก่อนจะจูงมือเสิ่นเสี่ยวซู่เดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก
บ้านหลังนั้นคือบ้านของท่านป้าหลี่ เพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คนที่ยังคงแสดงความเมตตาต่อนางและเจ้าของร่างเดิมอยู่เสมอมา ในความทรงจำอันเลือนรางของหลินหว่านชิวคนเก่า ท่านป้าหลี่มักจะแอบแบ่งปันเศษผักหรือมันเทศให้ในยามที่พวกนางอดอยากเสมอ แม้ครอบครัวของนางเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก
เมื่อมาถึงหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวที่ดูสะอาดสะอ้าน หลินหว่านชิวก็เห็นท่านป้าหลี่กำลังกวาดใบไม้อยู่ที่ลานหน้าบ้านพอดี นางเป็นสตรีวัยกลางคน รูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านป้าหลี่" หลินหว่านชิวเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
ท่านป้าหลี่เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหลินหว่านชิวกับลูกชายก็รีบวางไม้กวาดลงแล้วเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง "โอ้ หว่านชิว อาซู่ เป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืนข้าได้ยินเรื่องวุ่นวาย แต่ไม่อยากออกไปเพิ่มความสับสนให้มากความ พวกตระกูลเสิ่นไม่ได้ทำอะไรเจ้าใช่หรือไม่?"
"ขอบคุณท่านป้าที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ พวกเราไม่เป็นอะไรแล้ว ผู้ใหญ่บ้านให้ความเป็นธรรมกับพวกเราดี" หลินหว่านชิวตอบพร้อมรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะยื่นตะกร้าในมือส่งให้ "นี่เจ้าค่ะท่านป้า ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทนน้ำใจของท่านป้าที่เคยช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด นี่เป็นมันเทศป่าที่ข้าบังเอิญขุดเจอมา ขอท่านป้ารับไว้เถิดเจ้าค่ะ"
ท่านป้าหลี่มองลงไปในตะกร้าแล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ "สวรรค์! หว่านชิว นี่เจ้าไปขุดมาจากที่ใดกัน? เหตุใดมันจึงได้หัวใหญ่โตถึงเพียงนี้!" มันเทศทั้งสามหัวในตะกร้า แต่ละหัวมีขนาดใหญ่กว่าศีรษะของเด็กน้อยเสียอีก ผิวพรรณก็ดูสดใหม่ ไม่เหมือนมันเทศที่ชาวบ้านทั่วไปปลูกกันได้เลย
หลินหว่านชิวเตรียมคำตอบไว้แล้ว นางแสร้งทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า "ข้าเข้าไปในป่าลึกกว่าปกติน่ะเจ้าค่ะท่านป้า บังเอิญไปเจอเข้าพอดี แต่ทางมันทั้งชันทั้งอันตราย ข้าคงไม่กล้ากลับไปที่นั่นอีกแล้ว"
คำอธิบายของนางสมเหตุสมผล ท่านป้าหลี่พยักหน้าเข้าใจพลางกล่าวเตือน "ดีแล้วๆ อย่าเสี่ยงเข้าไปในป่าลึกอีกเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องดูแลอาซู่เพียงลำพัง" นางมองมันเทศล้ำค่าในตะกร้าแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้ารับของล้ำค่าเช่นนี้ไว้ไม่ได้หรอก ที่ข้าเคยช่วยเจ้าไปก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"
"ท่านป้ารับไว้เถิดเจ้าค่ะ" หลินหว่านชิวยืนกราน "อันที่จริง... วันนี้ข้ามาหาท่านป้าเพราะมีเรื่องอยากจะขอรบกวนด้วย"
"เรื่องอันใดกัน? หากข้าช่วยได้ก็บอกมาเถิด"
หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง "คือว่า... ข้าอยากจะขอแลกมันเทศเหล่านี้กับเมล็ดพันธุ์ผักกาดและข้าวโพดสักเล็กน้อยได้หรือไม่เจ้าคะ ที่ดินหน้ากระท่อมของข้าพอจะมีที่ว่างอยู่บ้าง ข้าอยากจะลองปลูกผักดู เผื่อว่าในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง พวกเราสองแม่ลูกจะได้พอมีอะไรกินบ้าง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความสงสารก็ฉายชัดขึ้นในแววตาของท่านป้าหลี่ นางมองสะใภ้รองตระกูลเสิ่นที่บัดนี้ดูผ่ายผอมแต่แววตากลับมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ได้สิ! เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องใช้มันเทศมากมายขนาดนี้มาแลกหรอก"
พูดจบท่านป้าหลี่ก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกับถุงผ้าใบเล็กสองใบ นางยื่นให้หลินหว่านชิวพลางกล่าวว่า "ในนี้เป็นเมล็ดผักกาดพันธุ์ทนหนาวกับเมล็ดข้าวโพดหวานที่ข้าเก็บไว้สำหรับปีหน้า เจ้าเอาไปเถิด ส่วนมันเทศนี่... ข้าขอรับไว้แค่หัวเดียวก็พอแล้ว อีกสองหัวเจ้าเก็บไว้ให้เจ้ากับอาซู่กินเถอะ"
หลินหว่านชิวรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง นางพยายามปฏิเสธแต่ท่านป้าหลี่ก็ยืนกรานแข็งขัน สุดท้ายนางจึงทำได้เพียงรับถุงเมล็ดพันธุ์ไว้ด้วยสองมือและโค้งคำนับขอบคุณอย่างจริงใจ "ขอบคุณท่านป้าหลี่มากเจ้าค่ะ น้ำใจของท่านในวันนี้ ข้าหลินหว่านชิวจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม"
หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว หลินหว่านชิวก็จูงมือเสี่ยวซู่กลับกระท่อมด้วยหัวใจที่พองโต ในมือนางกำถุงเมล็ดพันธุ์ไว้แน่นราวกับว่ามันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก
ทันทีที่กลับถึงกระท่อม นางก็เริ่มลงมือทันที นางใช้จอบเก่าๆ ขุดพลิกหน้าดินบริเวณเล็กๆ หน้ากระท่อม ดินที่นี่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยกรวดหิน đúngตามคำร่ำลือ นางต้องออกแรงอย่างหนักกว่าจะเตรียมแปลงดินขนาดเล็กได้สำเร็จ ก่อนจะบรรจงโรยเมล็ดผักกาดลงไปส่วนหนึ่งอย่างระมัดระวัง นี่คือ "ฉากบังหน้า" ที่สำคัญที่สุดของนาง
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในโลกภายนอกแล้ว คืนนั้นเองหลังจากที่เสี่ยวซู่หลับใหลไปแล้ว หลินหว่านชิวก็พาร่างที่เหนื่อยล้าของตนเข้าสู่มิติส่วนตัวอีกครั้ง
ทันทีที่ก้าวเข้ามา บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยพลังชีวิตก็โอบล้อมร่างของนาง ขับไล่ความเหนื่อยอ่อนให้มลายหายไปสิ้น นางมองผืนดินสีดำสนิทที่ทอดยาวออกไปอย่างมีความหวัง ก่อนจะแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งออกมาอย่างเป็นระบบ
นางใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการสร้างแปลงผักในมิติอย่างพิถีพิถัน ดินในนี้ร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์เสียจนนางแทบไม่ต้องออกแรงใดๆ นางบรรจงปลูกเมล็ดพันธุ์ผักกาดและข้าวโพดที่เหลือทั้งหมดลงไป ก่อนจะตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษมารดจนชุ่ม
ทันทีที่หยาดน้ำวิเศษสัมผัสกับผืนดิน นางรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตอันมหาศาลที่ระเบิดออกมาจากเบื้องล่าง เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งถูกหว่านลงไปราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน
หลินหว่านชิวยืนมองแปลงดินที่เพิ่งลงมือสร้างด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การปลูกผัก แต่มันคือการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง...เมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเกราะคุ้มกันภัยให้แก่นางและบุตรชายในวันข้างหน้า
ขณะที่นางกำลังจะถอนจิตออกจากมิติ หางตาของนางพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดชะงัก บนผืนดินสีดำขลับที่เพิ่งรดน้ำไปเมื่อครู่...จุดสีเขียวเล็กจิ๋วหลายจุดกำลังแทงยอดอ่อนๆ ของมันทะลุขึ้นมาอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง ภายใต้แสงนวลใยของมิติ ดูราวกับดวงดาวสีมรกตที่กำลังผุดขึ้นจากผืนดินอันมืดมิด
เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น...กำลังงอกเงยขึ้นแล้ว! เร็วกว่าที่นางคาดคิดไว้หลายเท่านัก