ชิงไหวชิงพริบกลางหมู่บ้าน

พายุที่หลินหว่านชิวคาดการณ์ไว้มาถึงเร็วกว่าที่คิด เสียงโอดโอยของเสิ่นเจี้ยนกั๋วยังไม่ทันจางหายไปกับสายลมยามค่ำคืน เสียงแหลมสูงราวกับนกแสกเสียดแทงความเงียบสงัดของป่าตีนเขาก็ดังขึ้นมาแทนที่

"หลินหว่านชิว! นังสารเลว! ออกมาให้ข้าเห็นหน้าเดี๋ยวนี้!"

เสียงนั้นเป็นของหวังชุนฮวาอย่างไม่ต้องสงสัย ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักเบาปะปนกันของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งตรงมายังกระท่อมท้ายหมู่บ้าน แสงจากคบไฟหลายดวงสาดส่องวูบวาบ เผยให้เห็นร่างท้วมของนางหวังที่กำลังเดินหน้าตั้ง ตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ ข้างกายนางคือเสิ่นเจี้ยนกั๋วที่กำลังกระโดดขาเดียว โดยมีภรรยาของเขาคอยพยุงอย่างทุลักทุเล ข้อเท้าข้างหนึ่งของเขาบวมเป่งจนน่ากลัว

หลินหว่านชิวค่อยๆ เปิดประตูที่พังครึ่งหนึ่งออกไปเผชิญหน้า ในมือของนางยังคงจูงเสิ่นเสี่ยวซู่ที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างหลัง แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าซูบตอบของนาง ทำให้ดูซีดเซียวและน่าสงสารยิ่งนัก

"ท่านแม่ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงยกกันมาถึงที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเยียบเย็นเอาไว้

"ยังมีหน้ามาถามอีกรึ!" หวังชุนฮวาตวาดลั่น ชี้หน้าหลินหว่านชิวอย่างเกรี้ยวกราด "ดูสิ่งที่เจ้าทำกับพี่ใหญ่ของสามีเจ้าสิ! เจ้ามันหญิงใจอำมหิต คิดจะทำร้ายคนในครอบครัวเดียวกัน! วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้สำนึก!"

เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นจนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มเปิดประตูออกมาดู บ้างก็ถือตะเกียงน้ำมันก๊าดออกมาส่องดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่นานนัก บริเวณลานดินหน้ากระท่อมของหลินหว่านชิวก็เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งหมดต่างมองดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ

เมื่อเห็นว่ามีผู้คนมุงดูมากขึ้น หวังชุนฮวาก็ยิ่งได้ใจ นางเริ่มตีอกชกหัวร่ำไห้ฟูมฟาย "ดูเถิดพี่น้องทุกท่าน! ดูความอัปยศของตระกูลเสิ่นของข้า! สะใภ้รองผู้นี้ไม่เพียงแต่ไม่กตัญญู ยังคิดวางแผนทำร้ายพี่สามี! เจี้ยนกั๋วเพียงแค่เป็นห่วงหลาน กลัวว่าจะอดอยาก จึงตั้งใจจะมาดูให้เห็นกับตา แต่กลับถูกนางขุดหลุมดักไว้จนขาหัก! นี่มันเจตนาฆ่ากันชัดๆ!"

คำพูดของนางหวังทำให้ชาวบ้านที่มุงดูเริ่มซุบซิบ หลายคนมองมาที่หลินหว่านชิวด้วยสายตาตำหนิ ในยุคสมัยที่ความกตัญญูและลำดับอาวุโสในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ การกระทำของหลินหว่านชิวในสายตาพวกเขาช่างเลวร้ายนัก

ทว่าหลินหว่านชิวกลับไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางปล่อยให้หวังชุนฮวาแสดงละครบทใหญ่จนพอใจเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด แม้จะแผ่วเบาแต่กลับสะกดให้ทุกคนต้องหยุดฟัง

"ท่านแม่กล่าวหาข้ารุนแรงเกินไปแล้ว" นางกล่าวพลางลูบศีรษะของเสี่ยวซู่เบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน "ข้ากับลูกถูกแยกบ้านมาอยู่ที่นี่โดยมีเพียงเสื้อผ้าติดตัว เสบียงอาหารที่ท่านให้มาก็แทบไม่พอประทังชีวิต พวกเราสองแม่ลูกไม่มีที่นา ไม่มีแต้มงาน จะเอาสิ่งใดมาแลกอาหารเล่าเจ้าคะ"

นางหยุดเล็กน้อย กวาดสายตามองไปรอบๆ สบตากับชาวบ้านทีละคน ก่อนจะพูดต่อ "ข้าเห็นว่าแถวนี้มีรอยเท้าสัตว์ป่า จึงคิดขุดหลุมดักกระต่ายเผื่อจะจับมาทำเป็นอาหารให้เสี่ยวซู่ได้กินบ้าง ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายผู้ใดเลย"

น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย ดวงตาฉ่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ราวกับจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ ภาพของหญิงม่ายลูกติดที่ผ่ายผอม ยืนปกป้องลูกชายตัวน้อยอยู่หน้ากระท่อมผุพัง ช่างเป็นภาพที่บีบคั้นหัวใจผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก

"ส่วนที่ว่าพี่ใหญ่มาที่นี่เพราะเป็นห่วงหลานนั้น..." หลินหว่านชิวหันไปมองเสิ่นเจี้ยนกั๋วที่กำลังหลบสายตาผู้คน "ข้าสงสัยนัก ว่าเหตุใดจึงต้องมาในยามดึกสงัดเช่นนี้ ทั้งยังพังประตูบ้านของข้าเข้ามาอีกเล่าเจ้าคะ"

คำถามนี้แทงใจดำของเสิ่นเจี้ยนกั๋วอย่างจัง! ชาวบ้านเริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คำพูดของหลินหว่านชิวมีเหตุผล การมาเยี่ยมหลานในยามวิกาลและพังประตูบ้านคนอื่นนั้นไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่มาด้วยเจตนาดีอย่างแน่นอน

"เหลวไหล! ข้า...ข้าแค่รีบร้อนเกินไปต่างหาก!" เสิ่นเจี้ยนกั๋วเถียงข้างๆ คูๆ

"ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก" หลินหว่านชิวกล่าวต่ออย่างไม่ลดละ "พี่ใหญ่รีบร้อนเข้ามาในบ้านของสะใภ้ที่แยกบ้านออกมาแล้วในยามดึกดื่น จนไม่ทันมองทางแล้วก้าวพลาดตกลงไปในหลุมดักกระต่ายที่ข้าขุดไว้เพื่อหาเลี้ยงชีพ... เรื่องราวช่างบังเอิญเสียเหลือเกินนะเจ้าคะ"

ทุกถ้อยคำของนางแม้จะนุ่มนวล แต่กลับเฉียบคมราวกับใบมีด ค่อยๆ เชือดเฉือนความน่าเชื่อถือของตระกากูลเสิ่นจนหมดสิ้น บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยตำหนิหลินหว่านชิว บัดนี้สายตาของชาวบ้านส่วนใหญ่กลับมองไปยังครอบครัวเสิ่นด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและสมเพชเวทนา

ในตอนนั้นเอง ร่างสูงใหญ่ของผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็แหวกฝูงชนเข้ามา ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยอำนาจ

"เกิดเรื่องอะไรขึ้น! เหตุใดจึงมาส่งเสียงดังรบกวนความสงบของหมู่บ้านในยามค่ำคืน!"

หวังชุนฮวาเห็นผู้ใหญ่บ้านมาก็ราวกับเห็นที่พึ่ง รีบปรี่เข้าไปฟ้อง "ท่านผู้ใหญ่บ้าน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกข้า! นังแพศยาหลินหว่านชิววางแผนทำร้ายลูกชายข้าจนขาแทบหัก!"

ผู้ใหญ่บ้านหลี่ขมวดคิ้ว เขามองสภาพของเสิ่นเจี้ยนกั๋วสลับกับใบหน้าที่สงบนิ่งของหลินหว่านชิว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม "หลินหว่านชิว เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?"

หลินหว่านชิวจึงเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขุดหลุมเพื่อหาอาหารประทังชีวิต และตั้งคำถามถึงเจตนาของเสิ่นเจี้ยนกั๋วที่บุกรุกเข้ามาในยามวิกาล

ผู้ใหญ่บ้านหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้เช่นเห็นชาติพฤติกรรมของตระกูลเสิ่นเป็นอย่างดี เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและคำให้การทั้งหมด เขาก็ตัดสินใจได้

"เรื่องนี้ ข้าเห็นว่าต่างฝ่ายต่างก็มีส่วน" เขากล่าวเสียงก้องกังวาน "แต่การที่เสิ่นเจี้ยนกั๋วบุกรุกเข้าไปในบ้านของคนที่แยกครอบครัวออกไปแล้วในยามวิกาล ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง!"

จากนั้นเขาจึงหันไปทางหวังชุนฮวา "ครอบครัวเจ้าแยกบ้านให้สะใภ้รองแล้ว นางจะขุดดินเผาถ่าน หรือจะจับสัตว์ป่าประทังชีวิตบนที่ดินของนางก็ถือเป็นสิทธิ์ของนาง พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายอีกต่อไป! ส่วนเรื่องค่าทำขวัญนั้นลืมไปได้เลย! รีบพาลูกชายเจ้ากลับไปเสีย ก่อนที่เรื่องจะอื้อฉาวไปมากกว่านี้!"

คำตัดสินของผู้ใหญ่บ้านถือเป็นที่สิ้นสุด หวังชุนฮวาหน้าซีดเผือด นางอ้าปากค้างราวกับอยากจะเถียง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมปลาบของผู้ใหญ่บ้านก็ต้องรีบหุบปากลงทันที นางทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตมาให้หลินหว่านชิวเป็นครั้งสุดท้าย

"เจ้า... เจ้าจำไว้ให้ดี! เรื่องนี้ยังไม่จบ!" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะสั่งให้คนพยุงเสิ่นเจี้ยนกั๋วผู้พ่ายแพ้กลับบ้านไปอย่างหมดสภาพ

เมื่อครอบครัวเสิ่นจากไปแล้ว ชาวบ้านก็ค่อยๆ สลายตัว บางคนเดินผ่านหลินหว่านชิวไปพร้อมกับพยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นเชิงให้กำลังใจ บางคนก็ถอนหายใจด้วยความสมเพชในชะตากรรมของนาง

หลินหว่านชิวยืนมองแผ่นหลังของหวังชุนฮวาที่ค่อยๆ ลับหายไปในความมืด ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบ การต่อสู้ในวันนี้ นางอาจจะได้รับความเห็นใจจากคนทั้งหมู่บ้าน แต่ในขณะเดียวกัน นางก็ได้สร้างศัตรูที่ไม่พร้อมจะให้อภัยขึ้นมาแล้วเช่นกัน

นางรู้ดีว่าความสงบสุขนี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่ฉาบฉวย คลื่นลมที่แท้จริง...ยังมาไม่ถึง