ตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นตัวซวย

ความร้อนระอุแผดเผาราวกับมีผู้ใดนำเตาไฟมาสุมไว้รอบกาย ลำคอแห้งผากดั่งผืนทรายที่ร้างไร้หยาดพิรุณมาแรมปี เสิ่นหว่านเจียวสะดุ้งสุดตัวและเบิกตากว้าง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาหาใช่เพดานสีขาวสะอาดของโรงพยาบาลหรือแสงไฟสว่างจ้าจากห้องฉุกเฉิน ทว่ากลับเป็นหลังคามุงจากที่ผุพังและหยากไย่ที่ห้อยระย้า ท่ามกลางบรรยากาศอับทึบของเรือนดินเหนียวซอมซ่อ

ก่อนที่นางจะทันตั้งสติ อาการปวดศีรษะก็แล่นริ้วขึ้นมาอย่างรุนแรงพร้อมกับความทรงจำสายหนึ่งที่ไหลบ่าเข้าสู่สมองราวกับทำนบแตก เสิ่นหว่านเจียว อดีตแพทย์ฉุกเฉินฝีปากกล้าผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับต้องมาอยู่ในร่างของสตรีที่มีชื่อแซ่เดียวกันในยุคโบราณที่นางไม่รู้จัก ซ้ำร้าย สตรีผู้นี้เพิ่งจะกลายเป็นหญิงม่ายหมาดๆ เนื่องจากสามีเพิ่งสิ้นใจตายเพราะความเจ็บป่วยและความอดอยาก

โลกใบนี้กำลังเผชิญกับภัยแล้งครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี ความทรงจำของร่างเดิมบอกนางว่า แม่น้ำลำคลองเหือดแห้งจนเห็นก้นบาดาล ต้นไม้ใบหญ้ายืนต้นตายจนกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ ผู้คนหิวโหยจนแทบจะกลายร่างเป็นเดรัจฉาน ข้าวยากหมากแพงจนกฎหมายไร้ความหมาย สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือสัญชาตญาณดิบในการเอาชีวิตรอด

"นังดาวไม้กวาด! นังตัวซวย! ผัวมึงเพิ่งตาย มึงก็ยังกล้านอนขี้เกียจสันหลังยาวอยู่อีกหรือ! รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"

เสียงด่าทอแหลมปรี๊ดราวกับนกหวีดทะลวงเข้ามาในโสตประสาท เสิ่นหว่านเจียวหันไปมองตามเสียง ก่อนจะพบเด็กน้อยสองคนเนื้อตัวผอมโซราวกับหนังหุ้มกระดูกกำลังกอดกันกลมอยู่มุมห้องด้วยความหวาดกลัว เด็กชายวัยหกหนาวนามว่า 'หลินเสี่ยวเป่า' พยายามใช้ร่างเล็กๆ ของตนบังผู้เป็นน้องสาววัยสี่หนาว 'หลินเสี่ยวหยา' เอาไว้ แววตาของเด็กทั้งสองเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเมื่อจ้องมองไปยังประตูบานเก่าที่กำลังถูกทุบตีอย่างรุนแรง

"ท่านย่า... ท่านย่าอย่าตีท่านแม่เลยนะขอรับ ท่านแม่กำลังป่วย..." หลินเสี่ยวเป่าร้องตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะหวาดกลัวเพียงใดแต่ก็ยังพยายามปกป้องมารดา

ปัง!

บานประตูไม้ผุพังถูกถีบเปิดออกอย่างแรง ร่างของหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่น แววตาเต็มไปด้วยความมาดร้ายก้าวเข้ามาในห้อง นางคือ 'แม่เฒ่าหลิน' อดีตแม่สามีของร่างนี้ หญิงชราชี้นิ้วสั่นเทามาที่เสิ่นหว่านเจียวพร้อมกับพ่นน้ำลายด่าทอไม่หยุดหย่อน

"ป่วยหรือ? นังมารหัวขนตัวนี้มันแกล้งป่วยเสียมากกว่า! ตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลหลินของข้า มันก็มีแต่จะนำพาความวิบัติมาให้ จนบัดนี้ลูกชายข้าต้องมาด่วนจากไปเพราะความซวยของมัน! ตระกูลหลินจะไม่อุปการะตัวกาลกิณีและลูกมารหัวขนของมันอีกต่อไป! ไสหัวออกไปจากบ้านข้าให้หมด!"

คำประกาศกร้าวของแม่เฒ่าหลินดังก้องไปถึงลานบ้าน เพื่อนบ้านสองสามคนที่ยังพอมีเรี่ยวแรงเดินสัญจรต่างชะโงกหน้ามามองด้วยความเวทนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าสอดแทรก ในยามที่ข้าวสารหนึ่งหยิบมือมีค่าดั่งทองคำ การลดปากท้องในบ้านลงย่อมเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวแอบกระทำในเงามืด เพียงแต่แม่เฒ่าหลินผู้นี้ช่างกระทำได้อย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอายยิ่งนัก

เสิ่นหว่านเจียวสูดลมหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดในอกของร่างเดิมที่ถูกรังแกมานานนับปีหลอมรวมเข้ากับความเด็ดเดี่ยวของแพทย์ฉุกเฉินผู้เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะโอนเอนเพราะขาดสารอาหาร ทว่าแววตาที่จ้องมองไปยังแม่เฒ่าหลินกลับเยือกเย็นและแหลมคมดุจใบมีดผ่าตัด

"ท่านแม่..." เสิ่นหว่านเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "สามีของข้ากระดูกยังไม่ทันเย็น กลิ่นธูปยังไม่ทันจางหาย ท่านก็รีบขับไล่ภรรยาและสายเลือดแท้ๆ ของเขาออกจากบ้านเสียแล้วหรือ?"

แม่เฒ่าหลินผงะไปชั่วครู่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ไร้ความหวาดกลัวของสะใภ้ที่เคยหัวอ่อน ทว่าความตระหนี่และเล่ห์เหลี่ยมในใจก็ผลักดันให้นางเชิดหน้าขึ้น "สายเลือดแล้วอย่างไร! ในเมื่อแผ่นดินแห้งแล้งปานนี้ เสบียงก้นครัวก็แทบจะไม่เหลือ ข้าจะเอาที่ใดมาเลี้ยงดูพวกสวะเช่นพวกเจ้า! เป็นเพราะมึงดวงกินผัว ผัวมึงถึงตาย!"

"อย่ามาอ้างเรื่องดวงชะตาเพื่อปกปิดความใจจืดใจดำของตนเองเลย!" เสิ่นหว่านเจียวตอกกลับทันควัน เสียงของนางดังกังวานชัดเจนจนชาวบ้านที่แอบฟังอยู่ได้ยินถนัดหู "ที่สามีข้าต้องตาย มิใช่เพราะเขาต้องอดมื้อกินมื้อ ลากสังขารออกไปหาของป่ามาประเคนให้ท่านและลูกชายคนโปรดของท่านกินจนล้มป่วยหรอกหรือ? ยามเขาป่วย ท่านเคยมอบน้ำสักอึก ยาสักเทียบให้เขาหรือไม่? บัดนี้เสาหลักของบ้านล้มลง ท่านก็อ้างเรื่องตัวซวยเพื่อจะสลัดพวกเราทิ้ง หวังจะฮุบเสบียงและบ้านหลังนี้ไว้เสวยสุขกับลูกหลานสายอื่นของท่านสิไม่ว่า!"

ทุกถ้อยคำของเสิ่นหว่านเจียวล้วนแทงทะลุจุดตาย เปิดโปงความคิดสกปรกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข้ออ้างแห่งความโชคร้ายจนหมดเปลือก แม่เฒ่าหลินใบหน้าแดงก่ำสลับเขียวคล้ำ อ้าปากพะงาบๆ สั่นสะท้านไปทั้งตัว "นัง... นังสะใภ้อกตัญญู! มึงกล้าใส่ความข้าหรือ!"

"ข้าใส่ความหรือท่านรู้อยู่แก่ใจ ฟ้าดินมีตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนย่อมจดจ้องพฤติกรรมอันเลวทรามนี้อยู่!" เสิ่นหว่านเจียวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บีบบังคับด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างจนแม่เฒ่าหลินต้องถอยร่นไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ในเมื่อตระกูลหลินไร้ซึ่งความเมตตาและคุณธรรม ข้าก็ไม่อยากอยู่ให้เสนียดติดตัวเช่นกัน! นับตั้งแต่วินาทีนี้ ข้าและลูกๆ ตัดขาดจากตระกูลหลิน หากวันหน้าพวกเราจะได้ดีหรือตกตาย ก็ไม่ขอข้องแวะกับพวกหน้าเนื้อใจเสือเช่นพวกท่านอีก!"

กล่าวจบ เสิ่นหว่านเจียวไม่รอให้แม่เฒ่าหลินได้ทันตั้งตัว นางหันกลับไปหยิบห่อผ้าขี้ริ้วที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เตียง ซึ่งภายในมีเพียงเสื้อผ้าเก่าขาดและถุงใส่น้ำที่ทำจากหนังสัตว์ซึ่งแบนราบไร้หยดน้ำ นางเดินเข้าไปจูงมือเสี่ยวเป่าและอุ้มเสี่ยวหยาที่ตัวเบาหวิวขึ้นมาแนบอก

"เป่าเอ๋อร์ หยาเอ๋อร์ เราจะไปจากที่นี่" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงเมื่อเอ่ยกับเด็กทั้งสอง ทว่าเด็ดขาดเมื่อก้าวเดิน

เสิ่นหว่านเจียวพาลูกน้อยทั้งสองเดินแหวกผ่านประตูเรือน ก้าวข้ามธรณีประตูตระกูลหลินโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองแม่เฒ่าหลินที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความโกรธแค้นและอับอาย นางเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง แม้เบื้องหน้าจะเป็นหนทางที่เต็มไปด้วยความอดอยากและความตาย แต่นางเชื่อมั่นในสมองและสองมือของตนเอง นางจะต้องพาลูกของนางรอดชีวิตไปให้จงได้!

แสงแดดจัดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาแผดเผาผิวหนังจนแสบร้อน ลมร้อนพัดพากลิ่นอายของดินแห้งแล้งและซากศพที่อยู่ไกลออกไปมากระทบจมูก เพียงแค่ก้าวพ้นรั้วหมู่บ้านหลิวคู่ผืนดินที่แตกระแหงก็ปรากฏให้เห็นสุดลูกหูลูกตา สภาพแวดล้อมเลวร้ายกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก

เดินเท้ามาได้เพียงครู่ใหญ่ ร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมของร่างนี้ก็เริ่มประท้วง ลำคอของเสิ่นหว่านเจียวแห้งผากราวกับมีเปลวไฟสุมอยู่ภายใน หลินเสี่ยวเป่าที่เดินเตาะแตะอยู่ข้างๆ เริ่มมีลมหายใจหอบถี่ ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำจากความร้อนระอุ ส่วนเสี่ยวหยาที่อยู่ในอ้อมก็นิ่งซึมจนผิดสังเกต

"ท่านแม่... ข้าหิวน้ำเหลือเกินขอรับ..." เสี่ยวเป่าเอ่ยเสียงแผ่วเบา ก่อนที่ขาทั้งสองข้างของเด็กน้อยจะอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้นดินที่ร้อนระอุ

"เป่าเอ๋อร์!" เสิ่นหว่านเจียวรีบวางเสี่ยวหยาลงและถลาเข้าไปประคองบุตรชาย หัวใจของนางกระตุกวูบ ภาวะขาดน้ำในเด็กเล็กท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้คือสัญญาณอันตรายถึงชีวิต ในฐานะแพทย์ นางรู้ดีว่าหากไม่ได้รับน้ำภายในไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า อวัยวะภายในของเด็กๆ จะเริ่มล้มเหลว

แต่กลางดินแดนรกร้างที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของต้นไม้เขียวขจีเช่นนี้ นางจะไปหาน้ำจากที่ใด?

ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะคืบคลานเข้ามา จู่ๆ ฝ่ามือขวาของเสิ่นหว่านเจียวก็พลันบังเกิดความร้อนวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ความร้อนนั้นไหลเวียนเข้าสู่กลางอก คล้ายกับมีประตูบานหนึ่งกำลังจะเปิดออกในห้วงจิตสำนึก ทว่าก่อนที่นางจะได้สำรวจความผิดปกตินั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ย่ำสวบสาบเข้ามาใกล้

เสิ่นหว่านเจียวตวัดสายตาขึ้นมองทันที ร่างของบุรุษผอมโซสามสี่คนในชุดขาดวิ่นกำลังเดินโซเซออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ แววตาของพวกเขาไม่ได้มองนางในฐานะเพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่มันคือแววตาของหมาป่าหิวโซที่กำลังจดจ้องไปยัง 'ก้อนเนื้อ' ที่อ่อนแอที่สุดในทุ่งร้างแห่งนี้!