ความลับในมิติห้องฉุกเฉิน
แววตาของบุรุษผอมโซทั้งสี่ไม่ต่างจากฝูงอสูรหิวโหยที่เพิ่งหลุดออกจากขุมนรก โลหิตในกายของเสิ่นหว่านเจียวเย็นเยียบ นางดึงร่างของเสี่ยวเป่าเข้ามาซบแผ่นหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขยับกายบดบังร่างของเสี่ยวหยาที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน ท่าทีปกป้องบุตรสุดชีวิตของนางกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของผู้มาใหม่
"พี่ใหญ่ ดูนั่นสิ... ยังมีเด็กอีกคน!" หนึ่งในนั้นชี้มาที่เสี่ยวหยา น้ำลายเหนียวหนืดไหลยืดลงจากมุมปาก
หัวหน้ากลุ่มซึ่งมีร่างกายสูงใหญ่กว่าผู้อื่นเล็กน้อยเลียริมฝีปากที่แห้งแตกของตน แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ "สวรรค์เมตตาแท้ๆ ส่งทั้งแม่ทั้งลูกมาให้พวกเราถึงที่... หญิงผู้นี้ถึงจะผอมไปบ้าง แต่ผิวพรรณยังนับว่าละเอียดอ่อน ส่วนเด็กสองคนนั้น..."
คำพูดชั่วช้าของมันทำเอาหัวใจของเสิ่นหว่านเจียวหล่นวูบ ในฐานะแพทย์ นางเคยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่น่าหวาดหวั่นเท่าการเผชิญหน้ากับความอดอยากที่พรากความเป็นมนุษย์ไปจากจิตใจคน
นางรู้ดีว่าการต่อสู้ด้วยกำลังเป็นไปไม่ได้ นางทำได้เพียงใช้สมอง สังเกตจุดอ่อนของศัตรู
สายตาอันเฉียบคมของนางกวาดมองบุรุษทั้งสี่อย่างรวดเร็ว ผิวหนังของพวกเขามีตุ่มน้ำใสเล็กๆ ขึ้นประปราย ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย... อาการเหล่านี้...
ในเสี้ยววินาทีนั้น แผนการหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ!
เสิ่นหว่านเจียวแสร้งไอโขลกออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน นางยกหลังมือขึ้นป้องปาก เมื่อลดมือลง ปลายนิ้วของนางก็แตะที่มุมปากของตนเองอย่างแนบเนียน รอยลิปสติกสีแดงสดที่ยังคงติดทนจากยุคสมัยของนาง บัดนี้กลับกลายเป็นอาวุธชั้นเลิศ
นางแบมือให้พวกมันเห็น รอยสีแดงคล้ายโลหิตสดๆ ปรากฏเด่นชัดบนฝ่ามือซีดขาว
"อย่าเข้ามา!" นางตวาดเสียงกร้าว แต่ในน้ำเสียงกลับเจือความอ่อนแอจนน่าสมเพช "ข้า... ข้าเป็นโรคระบาด! ลูกๆ ของข้าก็ติดโรคจากข้า! พวกท่านดูสิ นี่คือโลหิตที่ข้าไอออกมา!"
บุรุษทั้งสี่ชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"โรคระบาดรึ?" หัวหน้ากลุ่มหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ "เจ้าคิดจะหลอกพวกข้ารึอย่างไร ในยุคสมัยที่แห้งแล้งเช่นนี้ จะมีโรคระบาดอันใดกัน"
"โรคปอดบวมแดด!" เสิ่นหว่านเจียวสวนกลับทันควันด้วยชื่อโรคที่นางด้นสดขึ้นมา "มันมาพร้อมกับภัยแล้ง ผู้ใดที่ตากแดดนานเกินไป ตับไตจะร้อนระอุ ไอออกมาเป็นโลหิต ผิวหนังจะเกิดตุ่มน้ำใส จากนั้นก็จะชักกระตุกจนตายในเวลาไม่เกินสามวัน! พวกท่านดูผิวของพวกท่านสิ... ตุ่มน้ำใสเหล่านั้น... มันคือระยะเริ่มต้น!"
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจบุรุษทั้งสี่ พวกเขาก้มลงมองแขนขาของตนเองทันที ตุ่มพุพองจากความร้อนและแมลงที่พวกเขาไม่เคยใส่ใจ บัดนี้กลับดูน่าสยดสยองขึ้นมาทันตา
"เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!" หนึ่งในนั้นตะโกนกลบเกลื่อนความหวาดกลัว
"เหลวไหลรึ?" เสิ่นหว่านเจียวแค่นหัวเราะเสียงเย็น "เช่นนั้นพวกท่านก็ลองเข้ามาดูให้ใกล้ๆ สิ... ลองจับตัวข้าดู ลองสัมผัสไอความตายจากลมหายใจของข้าดู! หมู่บ้านตระกูลหลินที่ข้าจากมา มีคนตายด้วยโรคนี้ไปแล้วกว่าครึ่งหมู่บ้าน พวกเขาขับไล่ข้าออกมาเพราะรังเกียจ! หากไม่เชื่อ ก็ตามข้าไปที่หมู่บ้านหลิวคู่ได้เลย ไปถามไถ่ดูว่าสามีข้าตายอย่างไร! เขาไอเป็นโลหิตเช่นนี้ได้เพียงวันเดียวก็สิ้นใจ!"
นางอ้างถึงการตายของสามีได้อย่างแนบเนียน ผสมผสานเรื่องจริงเข้ากับคำโกหกได้อย่างไร้ที่ติ แววตาที่แน่วแน่และสิ้นหวังของนางดูสมจริงเสียจนน่าขนลุก
หัวหน้ากลุ่มมีสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด ความกลัวตายนั้นยิ่งใหญ่กว่าความหิวโหยเสมอ เขามองใบหน้าแดงก่ำของเสี่ยวเป่า และร่างที่นิ่งซึมของเสี่ยวหยา เด็กสองคนนี้ดูเหมือนคนป่วยหนักจริงๆ
"ไป! ไปให้พ้นจากที่นี่!" เขาตวาดใส่พรรคพวก "นางมันตัวกาลกิณีจริงๆ! อย่าได้เข้าใกล้เชียว!"
สิ้นคำ บุรุษทั้งสี่ก็พากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงราวกับหนีภูตผีปีศาจ หายลับไปหลังโขดหินอย่างรวดเร็ว
เมื่อภัยคุกคามผ่านพ้นไป เรี่ยวแรงทั้งหมดของเสิ่นหว่านเจียวก็พลันหมดสิ้น นางทรุดกายนั่งลงกับพื้นดินที่ร้อนระอุ หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่หาย
"ท่านแม่... ท่านแม่ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ?" หลินเสี่ยวเป่าเอ่ยถามเสียงสั่นเทา พลางใช้มือน้อยๆ ลูบหลังมารดา
"แม่ไม่เป็นไร... เป่าเอ๋อร์ ไม่เป็นไรแล้ว" นางปลอบบุตรชาย แต่เมื่อหันไปมองร่างของเสี่ยวหยาที่ยังคงนิ่งสนิท ลมหายใจรวยรินจนแทบไม่รู้สึก หัวใจของนางก็บีบรัดอย่างรุนแรง
ภาวะขาดน้ำรุนแรง! เด็กกำลังจะเข้าสู่ภาวะช็อก!
ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่เสิ่นหว่านเจียวอีกครั้ง นางกอดร่างเล็กๆ ของบุตรสาวไว้แนบอก น้ำตาแห่งความอับจนหนทางกำลังจะรินไหล แต่ในวินาทีนั้นเอง ความรู้สึกร้อนวาบที่ฝ่ามือขวาก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง รุนแรงกว่าทุกคราที่ผ่านมา ความร้อนนั้นไหลเวียนจากฝ่ามือ พุ่งตรงเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของนาง ภาพประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้นในมโนภาพอย่างชัดเจน
ครั้งนี้เสิ่นหว่านเจียวไม่ลังเล "เข้าไป!" นางตะโกนในใจอย่างสุดเสียง
วูบ!
ทัศนียภาพรอบกายนางพลันบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดที่ถูกน้ำสาดใส่ จากทุ่งร้างที่ร้อนระอุ กลายเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมที่สว่างไสวด้วยแสงไฟสีขาวนวลตา อากาศเย็นสบายจนน่าประหลาดใจ
เสิ่นหว่านเจียวถึงกับยืนตะลึง นี่มัน... ฉากกั้นห้องฉุกเฉิน? เตียงผู้ป่วยสแตนเลส ตู้เก็บยาติดผนัง และชั้นวางอุปกรณ์การแพทย์ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือห้องฉุกเฉินจำลองขนาดเล็กที่นางเคยทำงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน!
นางเดินราวกับคนละเมอเข้าไปสำรวจ ตู้เก็บยาไม่ได้ล็อก ภายในบรรจุยาพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด ทั้งยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ผ้าก๊อซ น้ำเกลือสำหรับล้างแผล และ...ขวดน้ำเกลือสำหรับให้ทางหลอดเลือด!
หัวใจของแพทย์ฉุกเฉินเต้นแรงด้วยความยินดี แต่แล้วนางก็ต้องชะงัก ไม่มีเข็มหรือสายสำหรับให้สารน้ำ... แต่ถึงมี นางก็ไม่สามารถทำหัตถการเช่นนั้นกับร่างกายที่ผอมแห้งของบุตรสาวกลางทุ่งร้างได้
นางหันรีหันขวางด้วยความกระวนกระวาย ก่อนจะสังเกตเห็นว่าด้านหลังฉากกั้นห้องนั้นไม่ได้เป็นผนังทึบ แต่กลับเป็นทางเดินสั้นๆ ที่ทอดไปสู่ลานเล็กๆ กลางแจ้ง
เสิ่นหว่านเจียวก้าวเดินตามทางนั้นไปราวกับต้องมนตร์สะกด และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางแทบหยุดหายใจ
ณ ใจกลางลานเล็กๆ นั้น มีบ่อน้ำพุโบราณขนาดเล็กตั้งอยู่ สายน้ำใสสะอาดผุดพรายขึ้นมาจากใจกลางบ่ออย่างไม่ขาดสาย ส่งเสียงใสดุจระฆังแก้ว ข้างๆ บ่อน้ำพุคือแปลงดินสี่เหลี่ยมขนาด 2x2 เมตร ดินในแปลงนั้นมีสีดำขลับ ชุ่มชื้น แลดูอุดมสมบูรณ์อย่างที่สุด ราวกับเป็นดินวิเศษจากแดนสวรรค์
น้ำ! ที่นี่มีน้ำ!
เสิ่นหว่านเจียวไม่รอช้า นางรีบวิ่งกลับเข้าไปในส่วนของห้องฉุกเฉิน คว้าแก้วสแตนเลสสำหรับให้ผู้ป่วยบ้วนปากมาใบหนึ่ง แล้ววิ่งกลับมาที่บ่อน้ำพุ นางจ้วงตักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
รสชาติของมันหวานละมุนชุ่มคออย่างน่าอัศจรรย์ ความอ่อนล้าที่สั่งสมมาตลอดทั้งวันพลันสลายหายไปกว่าครึ่ง นี่ไม่ใช่น้ำธรรมดา! มันคือน้ำพุวิเศษที่สามารถฟื้นฟูพลังกายได้!
นางเหลือบไปเห็นขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุของเหลวใสวางอยู่บนชั้นวางยา บนฉลากไม่มีอักษรใดๆ แต่จากประสบการณ์ของนาง นี่คือสารอาหารชนิดน้ำสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ นางจึงหยิบมันติดมือมาด้วย
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เสิ่นหว่านเจียวจึงตั้งจิตอธิษฐาน "ออกไป!"
เพียงพริบตาเดียว ร่างของนางก็กลับมาปรากฏยังที่เดิมกลางทุ่งร้าง โดยมีแก้วน้ำสแตนเลสและขวดแก้วเล็กๆ อยู่ในมือ ร่างของเสี่ยวหยาและเสี่ยวเป่ายังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
นางไม่รอช้า รีบประคองศีรษะของเสี่ยวหยาขึ้นมา ค่อยๆ ป้อนน้ำจากบ่อวิเศษให้ทีละน้อย น้ำใสเย็นค่อยๆ ไหลผ่านริมฝีปากที่แห้งแตกของเด็กหญิง จากนั้นนางจึงเปิดขวดสารอาหารเหลวและป้อนให้บุตรสาวอย่างระมัดระวัง ตามด้วยการทำเช่นเดียวกันกับเสี่ยวเป่าที่นั่งตาแป๋วรออยู่ข้างๆ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น
เปลือกตาที่ปิดสนิทของหลินเสี่ยวหยากระพริบไหวช้าๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองมารดาอย่างงุนงง ใบหน้าที่เคยซีดขาวเริ่มมีสีเลือดฝาดจางๆ ปรากฏขึ้น "ท่านแม่... น้ำ... หวานจังเจ้าค่ะ"
ส่วนหลินเสี่ยวเป่าก็ลุกขึ้นยืนได้เอง ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากความร้อนกลับคืนสู่สภาพปกติ ดวงตาเป็นประกายสดใส "ท่านแม่ ข้าไม่หิว ไม่เหนื่อยแล้วขอรับ!"
เสิ่นหว่านเจียวดึงบุตรทั้งสองเข้ามากอดแนบแน่น น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาด้วยความโล่งอก ในที่สุด... ในที่สุดลูกๆ ของนางก็รอดแล้ว!
นางมองแก้วสแตนเลสในมือ สลับกับมองทุ่งร้างที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา บ่อน้ำพุวิเศษ แปลงดินศักดิ์สิทธิ์... นี่คือไพ่ตายที่สวรรค์ประทานให้! นี่คือหลักประกันในการเอาชีวิตรอดของนางและลูกๆ ในยุคสมัยที่โหดร้ายนี้!
ความหวาดกลัวและความสิ้นหวังในแววตาของนางถูกแทนที่ด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว หมู่บ้านตระกูลหลินขับไล่ไสส่งนาง หมู่บ้านตระกูลเสิ่นบ้านเกิดก็ไม่รู้ว่าจะต้อนรับหรือผลักไส แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
นางลูบศีรษะบุตรทั้งสองเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางของหมู่บ้านหลิวคู่ที่อยู่ไกลลิบ ริมฝีปากของนางเหยียดยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับคมปลาบราวกับมีดที่เพิ่งลับใหม่
เส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ตราบใดที่นางยังมีมิติลับแห่งนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องที่เห็นแก่ตัว หรือภัยธรรมชาติที่โหดร้าย ก็อย่าหวังว่าจะมาเหยียบย่ำนางและลูกๆ ได้อีก