แย่งชิงแอ่งน้ำโคลน

คำประกาศกร้าวอันไร้ยางอายของหวังชุยผิงแขวนค้างอยู่กลางอากาศที่ร้อนระอุ ราวกับต้องการตอกย้ำสถานะทาสของบ้านรองให้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ เสิ่นต้าซานกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าซื่อตรงบัดนี้แดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่ใกล้จะปะทุออกมา

ในฐานะน้องรอง เขาจำต้องอดทนต่อการกดขี่ของพี่ใหญ่มาค่อนชีวิต แต่การบังคับให้เขาไปลากเกวียนแทนที่น้องสามผู้ขี้ขลาดตาขาวนั้น มันคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี!

ซูฮุ่ยเหนียงหน้าซีดเผือด นางกอดลูกสาวตัวน้อยทั้งสองไว้แน่น ขณะมองสามีด้วยแววตาเจ็บปวดและหวั่นวิตก ส่วนเสิ่นจื้อรุ่ยนั้นขยับกายมายืนเคียงข้างบิดาเงียบๆ แววตาแฝงความเด็ดเดี่ยวพร้อมจะลุกขึ้นต่อต้านทุกเมื่อ

เสิ่นหว่านเจียวเหลือบมองปฏิกิริยาของคนในครอบครัวด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหันไปจ้องมองใบหน้าอิ่มสมบูรณ์ที่แฝงความเหยียดหยามของหวังชุยผิง นางกำลังจะเอ่ยปาก...

ทว่าทันใดนั้นเอง! เสียงตะโกนแหบแห้งที่เจือด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้าของขบวนอพยพ!

"น้ำ! ข้าเจอน้ำ! ข้างหน้ามีน้ำ!"

เพียงคำว่า 'น้ำ' คำเดียว ก็ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของเหล่าผู้อพยพที่ใกล้จะสิ้นหวัง ความขัดแย้งระหว่างตระกูลเสิ่นพลันถูกลืมเลือนไปในบัดดล สายตาทุกคู่ที่เคยจับจ้องละครโรงเล็กแปรเปลี่ยนเป็นความหวังอันแรงกล้า ทุกคนหันขวับไปทางต้นเสียงเป็นตาเดียว

ความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่รีบร้อนและโกลาหล ขบวนที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ผู้คนต่างเบียดเสียดแย่งชิงกันมุ่งไปข้างหน้า ไม่สนว่าเกวียนจะล้มหรือสัมภาระจะตกหล่น ขอเพียงได้เข้าใกล้น้ำ... แหล่งที่มาของชีวิต... ก็พอแล้ว

เสิ่นหว่านเจียวขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรีบคว้าแขนของเสี่ยวเป่าและเสี่ยวหยาไว้มั่น "ระวังตัวด้วย อย่าให้ห่างจากแม่!"

เสิ่นต้าซานและซูฮุ่ยเหนียงก็รีบจัดแจงคนในครอบครัวให้เกาะกลุ่มกันไว้ การเบียดเสียดของผู้คนที่คลุ้มคลั่งนั้นอันตรายไม่ต่างจากฝูงสัตว์ป่าที่หิวโหย

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงต้นตอของความวุ่นวาย ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ความหวังที่เพิ่งผลิบานเหี่ยวเฉาลงในพริบตา

มันไม่ใช่บ่อน้ำหรือลำธารอย่างที่คาดฝัน หากแต่เป็นเพียงแอ่งดินโคลนขนาดเล็ก ไม่ใหญ่ไปกว่าอ่างล้างหน้าสองสามใบรวมกัน น้ำในแอ่งขุ่นคลั่กเป็นสีดินแดง มีเศษใบไม้เน่าและสิ่งสกปรกปะปนอยู่จนแทบมองไม่เห็นเงาสะท้อน ดูแล้วน่ารังเกียจมากกว่าน่าดื่ม

ทว่าในยามนี้ที่ริมฝีปากแห้งผากจนแตกระแหง ลำคอเจ็บปวดราวกับมีถ่านไฟลุกไหม้อยู่ภายใน น้ำโคลนขุ่นๆ นี่กลับล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ!

"หลีกไป! ข้ามาก่อน!"

"ให้ข้าตักก่อน! ลูกข้าจะตายแล้ว!"

"ไสหัวไป ไอ้แก่! แรงก็ไม่มีจะสู้คนหนุ่มอย่างข้าได้อย่างไร!"

เสียงตะโกนด่าทอและเสียงทุบตีดังขึ้นระงมรอบแอ่งน้ำโคลน ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยังเป็นเพื่อนร่วมทาง บัดนี้กลับกลายเป็นศัตรูที่พร้อมจะสังหารกันเพื่อน้ำเพียงหนึ่งกระบวย ความหิวกระหายได้ฉีกกระชากหน้ากากแห่งอารยธรรมออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ภายใน

เสิ่นจื้อรุ่ยเห็นภาพนั้นแล้วในใจก็ร้อนรน เขามองดูริมฝีปากที่แห้งเป็นขุยของมารดา พี่สาว และหลานๆ แล้วความกล้าก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เขากำชามกระเบื้องใบเล็กในมือแน่น ก่อนจะหันไปกล่าวกับเสิ่นหว่านเจียว "พี่ใหญ่ ข้าจะไปตักน้ำมาให้!"

ไม่รอให้พี่สาวได้ทัดทาน ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าก็เบียดแทรกฝูงชนที่กำลังบ้าคลั่งเข้าไป เขายังเยาว์วัยแต่ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงกว่าคนทั่วไปจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปี เขาใช้ความคล่องแคล่วหลบหลีกและแทรกตัวไปทีละน้อย จนในที่สุดก็เข้าใกล้ขอบแอ่งน้ำได้สำเร็จ

เขาคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว จ้วงชามลงไปในน้ำโคลนอย่างไม่รังเกียจ ได้น้ำขุ่นๆ มาเกือบเต็มชาม ดวงตาของเขาฉายแววยินดีออกมาวูบหนึ่ง

ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนนั่นเอง! ชายร่างกำยำหน้าตาเหี้ยมเกรียมผู้หนึ่งซึ่งถูกผลักมาจากด้านหลังก็เซถลาเข้ามา ชายผู้นั้นสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะออกแรงผลักเสิ่นจื้อรุ่ยอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์และแย่งชิงพื้นที่!

"เกะกะ!"

"โอ๊ย!"

เสิ่นจื้อรุ่ยไม่ทันตั้งตัว ร่างของเขากระแทกล้มลงด้านข้างอย่างแรง แขนขวาฟาดเข้าไปกับก้อนหินแหลมคมที่ซ่อนอยู่ข้างแอ่งน้ำ ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาทันที ชามกระเบื้องในมือหลุดกระเด็น น้ำโคลนที่ได้มาอย่างยากลำบากหกกระจายลงบนพื้นดินที่แห้งผากจนหมดสิ้น

"จื้อรุ่ย!" เสิ่นต้าซานตะโกนลั่นด้วยความตกใจ เขาพยายามจะฝ่าเข้าไปช่วยบุตรชายแต่กลับถูกฝูงชนที่ไร้สติเบียดดันจนขยับไปไหนไม่ได้

ณ มุมหนึ่งไม่ไกลนัก เสิ่นต้ากุ้ยและเสิ่นต้าไฉยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาว่างเปล่า พวกเขาเห็นหลานชายแท้ๆ ถูกผลักจนล้มลง เห็นเลือดที่เริ่มซึมออกมาจากแขนเสื้อของเด็กหนุ่ม ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคิดจะขยับเข้าไปช่วยเหลือแม้แต่น้อย

เสิ่นต้ากุ้ยเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่รับรู้สิ่งใด ความปลอดภัยของตนเองย่อมสำคัญกว่าหลานชายจากบ้านรองอยู่แล้ว ส่วนเสิ่นต้าไฉนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เขากลับหดคอซุกอยู่หลังร่างของพี่ใหญ่ด้วยซ้ำ กลัวว่าตนเองจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

ความขี้ขลาดและเลือดเย็นของญาติสายหลักได้ปรากฏชัดแจ้งในวินาทีนั้น!

แต่มีคนผู้หนึ่งที่ไม่ลังเล!

ประกายแสงอันเย็นเยียบวาบผ่านดวงตาของเสิ่นหว่านเจียวในทันทีที่เห็นน้องชายถูกทำร้าย! สัญชาตญาณของแพทย์ฉุกเฉินและจิตสังหารที่ขัดเกลามาจากโลกก่อนปะทุขึ้นพร้อมกัน นางไม่พูดพร่ำทำเพลงแม้แต่ครึ่งคำ ร่างบางทะยานผ่านช่องว่างของฝูงชนเข้าไปราวกับเงาภูตพราย

"ไสหัวไป!" นางตะคอกเสียงต่ำ ผลักชายสองคนที่ขวางทางจนเซถลาไปคนละทิศละทาง

ในชั่วพริบตา นางก็มาถึงข้างกายน้องชาย "จื้อรุ่ย! เป็นอย่างไรบ้าง!"

เสิ่นจื้อรุ่ยกัดฟันแน่น พยายามยันตัวลุกขึ้น "พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นไร... แค่แขน..."

เสิ่นหว่านเจียวไม่ฟัง นางฉีกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นของเขาออกทันที ภาพบาดแผลที่ยาวและลึกพอสมควรปรากฏแก่สายตา โลหิตสีแดงเข้มไหลซึมออกมาไม่หยุด ย้อมแขนเสื้อให้กลายเป็นสีชาดน่าหวาดหวั่น

ดวงตาของนางพลันหดเล็กลงจนกลายเป็นจุดเยือกแข็ง!

นางค่อยๆ ประคองน้องชายให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับชายร่างกำยำที่ผลักน้องชายนางเมื่อครู่ ชายผู้นั้นเพิ่งตักน้ำโคลนใส่ถุงหนังของตนได้สำเร็จ กำลังจะหันหลังกลับ แต่เมื่อเห็นสายตาของเสิ่นหว่านเจียว เขาก็ชะงักงันไป

มันเป็นสายตาแบบใดกัน? ไม่ใช่ความโกรธแค้น ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความว่างเปล่าที่เยียบเย็นจนถึงกระดูก ราวกับกำลังมองดูคนตาย! รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของสตรีบอบบางผู้นี้ เข้มข้นเสียยิ่งกว่าที่เขาเคยเจอจากพวกโจรป่าเสียอีก!

"นั่น... น้องชายข้า" เสียงของเสิ่นหว่านเจียวราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าเสียงตะคอกใดๆ

ชายร่างกำยำกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก สัญชาตญาณร้องเตือนว่าสตรีตรงหน้าไม่ธรรมดา "ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ! มีคนผลักข้ามาอีกที!"

เสิ่นหว่านเจียวไม่สนใจคำแก้ตัวนั้น นางเพียงแค่กวาดสายตาไปยังบาดแผลบนแขนของจื้อรุ่ย ก่อนจะตวัดกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายผู้นั้นอีกครั้ง มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความยินดีใดๆ

"บนเส้นทางอพยพเช่นนี้... บาดแผลเพียงเล็กน้อย ก็อาจหมายถึงความเป็นความตาย" นางกล่าวเสียงเย็น "เจ้าอยากจะพิสูจน์ดูหรือไม่ ว่าบาดแผลของเจ้า... กับของน้องชายข้า... ใครจะหายก่อนกัน?"

คำขู่ที่ไม่ได้ขู่ แต่กลับน่าขนลุกยิ่งกว่าการเงื้อดาบเข้าใส่!

ชายร่างกำยำหน้าถอดสี เขามองสลับระหว่างสตรีผู้ดุจพญายมกับเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บ ในที่สุด สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็มีชัยเหนือความโอหัง เขาพึมพำขอโทษขอโพยอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะรีบเบียดเสียดฝูงชนหลีกหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อภัยคุกคามจากไปแล้ว เสิ่นหว่านเจียวจึงหันกลับมาพยุงน้องชาย นางเหลือบมองไปยังทิศทางที่เสิ่นต้ากุ้ยและเสิ่นต้าไฉเคยยืนอยู่ แต่บัดนี้กลับว่างเปล่า... พวกเขาล่าถอยไปตั้งแต่นางเริ่มสร้างเรื่องแล้ว

ความดูแคลนฉายชัดขึ้นในแววตาของนางอีกครั้งหนึ่ง นี่หรือคือญาติผู้ใหญ่ที่อ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้นำตระกูล!

"พี่ใหญ่... น้ำ..." เสิ่นจื้อรุ่ยยังคงกังวลเรื่องน้ำ

"ไม่ต้องห่วง เรื่องน้ำข้าจัดการเอง" เสิ่นหว่านเจียวกล่าวเสียงเรียบ พลางประคองเขาเดินกลับไปยังที่ที่ครอบครัวยืนรออยู่

ทว่าในใจของนางกลับหนักอึ้งดุจศิลา บาดแผลบนแขนของจื้อรุ่ยแม้ไม่ร้ายแรงถึงชีวิตในทันที แต่ก้อนหินนั่นสกปรกเพียงใด น้ำโคลนนี่ปนเปื้อนเชื้อโรคมากแค่ไหน... ในยุคสมัยที่ไร้ยาปฏิชีวนะเช่นนี้ แผลติดเชื้อก็ไม่ต่างอะไรจากคำพิพากษาแห่งความตาย!

ค่ำคืนนี้... ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม... นางจำต้องเสี่ยงใช้ของในมิติเพื่อล้างแผลให้น้องชายให้จงได้