ละครฉากใหญ่ของอาสาม

แสงอรุณรุ่งแห่งวันใหม่ทาบทาลงบนขบวนอพยพที่หลับใหล ปลุกให้ผู้คนที่อ่อนล้าตื่นขึ้นมารับความจริงอันโหดร้ายของอีกหนึ่งวันที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด บรรยากาศรอบกองเกวียนของตระกูลเสิ่นในเช้านี้กลับตึงเครียดยิ่งกว่าทุกวัน ราวกับมีสายฟ้าฟาดฟันกันอยู่ในความเงียบ

เสิ่นต้าซานยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่ข้างเกวียนของครอบครัวตนเอง แผ่นหลังที่เคยงองุ้มบัดนี้ตั้งตรง แววตาที่เคยอ่อนน้อมยอมคน บัดนี้ฉายประกายเด็ดเดี่ยวไม่สั่นคลอน คำประกาศกร้าวของเขาเมื่อคืนยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของทุกคนในบ้านรอง พวกเขาจะไม่ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้บ้านใหญ่อีกต่อไป

ทางฝั่งเกวียนของบ้านใหญ่ หวังชุยผิงเดินวนไปเวียนมาด้วยท่าทีหงุดหงิด นางชะเง้อมองมาทางบ้านรองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าเสิ่นต้าซานหรือเสิ่นจื้อรุ่ยจะเดินเข้ามาเทียมเกวียนให้เช่นทุกวัน ความอดทนของนางเริ่มขาดผึง

"พี่ใหญ่! ดูน้องรองของท่านสิ! นี่มันสายโด่งแล้ว ยังไม่คิดจะขยับตัวอีกหรือ! คิดว่าพวกเราจะรอพวกมันไปถึงเมื่อไหร่!" นางตวาดใส่เสิ่นต้ากุ้ยผู้เป็นสามีที่กำลังนั่งทำหน้าเคร่งขรึมอยู่

เสิ่นต้ากุ้ยขมวดคิ้วแน่น เขารู้สึกเสียหน้าที่น้องรองกล้าแข็งข้อ แต่เมื่อนึกถึงสายตาของเสิ่นหว่านเจียวที่มองมาราวกับมีดคมเมื่อวานนี้ เขาก็พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง จึงได้แต่กล่าวปัดๆ ไปว่า "เดี๋ยวข้าจัดการเอง! เจ้าจะโวยวายไปทำไม!"

ทว่ายังไม่ทันที่เสิ่นต้ากุ้ยจะได้ลุกขึ้นมาวางอำนาจพี่ใหญ่ เสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนาก็ดังขึ้นมาจากทางเกวียนของบ้านสามเสียก่อน

"โอ๊ย... โอ๊ย... ข้า... ขาข้า! ขาข้าหักแล้ว! ช่วยด้วย! เจียวเจียว... ข้าปวดเหลือเกิน!"

เสียงนั้นเป็นของเสิ่นต้าไฉ อาสามผู้ขี้เกียจสันหลังยาว เขานั่งฟุบอยู่กับพื้นข้างเกวียน มือข้างหนึ่งกุมขาของตนเองไว้แน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวแสดงความเจ็บปวดสุดแสนสาหัส ราวกับกำลังจะขาดใจตายให้ได้

หลี่เจียวเจียวรีบปรี่เข้าไปประคองสามีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ท่านพี่! ท่านเป็นอะไรไป! เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดขาถึงได้..."

"ข้าไม่รู้! ตื่นมาก็ปวดร้าวไปทั้งร่าง ขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย! โอ๊ย... กระดูกข้าต้องหักเป็นแน่! วันนี้ข้าคงลากเกวียนไม่ไหวแล้ว... ไม่ไหวแล้วจริงๆ!" เสิ่นต้าไฉครวญครางเสียงดัง ฟังดูน่าสงสารจับใจ

ละครฉากใหญ่ที่เปิดม่านขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ดึงดูดสายตาของชาวบ้านผู้อพยพคนอื่นๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เสิ่นหว่านเจียวซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ถึงกับแค่นยิ้มในใจ

ช่างเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะเสียจริง วันนี้เป็นเวรของบ้านสามที่ต้องช่วยบ้านรองลากเกวียน อาสามของนางก็พลัน "ขาหัก" ขึ้นมาทันที การแสดงเช่นนี้ หากเป็นในยุคของนาง คงได้รับรางวัลตุ๊กตาทองไปแล้ว

เสิ่นต้าซานและซูฮุ่ยเหนียงมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย พวกเขารู้ดีถึงนิสัยของน้องสาม แต่ไม่คิดว่าจะฉวยโอกาสมาแสร้งทำเป็นป่วยในยามคับขันเช่นนี้

"อาสาม" เสิ่นจื้อรุ่ยผู้ทนดูไม่ไหว ตะโกนถามข้ามไป "ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ ให้ข้าไปดูให้ดีหรือไม่?"

"อย่าเข้ามา!" เสิ่นต้าไฉร้องลั่นเมื่อเห็นเสิ่นจื้อรุ่ยทำท่าจะเดินเข้ามา "อย่ามาแตะต้องขาข้าเด็ดขาด! มันเจ็บ! เจ็บจนจะตายอยู่แล้ว!"

เสิ่นหว่านเจียวเหลือบมองการแสดงที่เกินจริงนั้นด้วยแววตาเย็นชา ในฐานะแพทย์ฉุกเฉิน นางมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือเรื่องหลอกลวงทั้งเพ คนที่เจ็บปวดทรมานจริงๆ จะไม่มีแรงตะโกนเสียงดังขนาดนั้น ทั้งสีหน้าก็ยังดูมีเลือดฝาด ไม่ซีดเผือดเหมือนคนป่วยจริงแม้แต่น้อย

"ท่านแม่ ท่านพ่อ ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ" นางกระซิบกับบิดามารดา "ในเมื่ออาสามป่วยหนักถึงเพียงนี้ ในฐานะหลานสาว ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร ข้าจะไปช่วย 'รักษา' เขาเองเจ้าค่ะ"

คำว่า "รักษา" ของนางถูกเน้นเสียงเป็นพิเศษจนซูฮุ่ยเหนียงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่เมื่อเห็นแววตาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ของบุตรสาว นางก็เลือกที่จะเงียบและรอดูต่อไป

เสิ่นหว่านเจียวก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ตรงไปยังจุดที่อาสามกำลังโอดครวญอยู่ นางแสร้งทำสีหน้าเป็นกังวลอย่างยิ่งยวด "ท่านอาสาม! ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ! ให้หว่านเจียวดูอาการให้เถิดเจ้าค่ะ"

"ไม่ต้อง!" เสิ่นต้าไฉปฏิเสธเสียงแข็ง "ข้าแค่ต้องการนอนพัก! เจ้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงจะมารู้อะไร!"

"ท่านอาสามอย่าพูดเช่นนั้น" เสิ่นหว่านเจียวย่อตัวลงข้างๆ เขา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ถึงข้าจะไม่ใช่หมอหลวง แต่ข้าเคยเรียนรู้วิชาแพทย์จากหมอเทวดาท่านหนึ่งมาบ้าง ท่านสอนวิชาฝังเข็มระงับปวดให้ข้า มันได้ผลชะงัดนัก ไม่ว่าอาการปวดจะรุนแรงเพียงใด แค่เข็มเดียวก็หายเป็นปลิดทิ้ง!"

คำพูดของนางทำให้ทั้งเสิ่นต้าไฉและหลี่เจียวเจียวชะงักไปชั่วครู่ วิชาฝังเข็ม? เรื่องเหลวไหลอันใดกัน?

เสิ่นหว่านเจียวไม่รอให้พวกเขาได้สงสัยนาน นางล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ทำทีเป็นหยิบของสำคัญออกมาอย่างระมัดระวัง สิ่งที่ปรากฏในมือนางคือเข็มเย็บผ้าเล่มยาวที่ถูกฝนปลายจนแหลมคมเป็นพิเศษ กับตลับไม้เล็กๆ ที่นางแสร้งทำเป็นว่ามันคือ "เข็มทิศทิศาแพทย์" สำหรับหาจุดลมปราณ

"นี่คือของวิเศษที่ท่านหมอเทวดามอบให้ข้าเจ้าค่ะ" นางชูตลับไม้ขึ้น อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "มันสามารถชี้หาจุดฝังเข็มที่ถูกต้องได้แม่นยำ หากฝังถูกจุด...อาการปวดของท่านอาจะหายไปในพริบตา แต่หาก...พลาดไปแม้เพียงเส้นผมเดียว..."

นางจงใจลากเสียงยาว ทอดสายตาเย็นเยียบไปยังขาของเสิ่นต้าไฉ "จุดที่เรียกว่า 'เวยจง' ซึ่งอยู่บริเวณข้อพับเข่า เป็นจุดศูนย์รวมเส้นลมปราณของช่วงขา หากข้าฝังเข็มพลาดไป...ท่านอาก็อาจจะเดินไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต"

คำขู่ที่น่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้ใบหน้าของเสิ่นต้าไฉขาวซีดในทันที จากที่แสร้งทำเป็นเจ็บปวด บัดนี้เขากลับรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลังจริงๆ นางกำลังจะเอาเข็มแหลมๆ นั่นมาทิ่มขาเขาหรือ! แล้วถ้ามันพลาดขึ้นมาเล่า!

"ไม่...ไม่ต้อง! ข้าไม่เป็นอะไรมาก! แค่...แค่ตะคริว!" เขาเริ่มเสียงสั่น

"ตะคริวหรือเจ้าคะ?" เสิ่นหว่านเจียวเลิกคิ้ว "อาการปวดรุนแรงปานจะขาหักเช่นนี้ไม่น่าจะใช่ตะคริวธรรมดา ท่านอาอย่าได้เกรงใจเลย นอนนิ่งๆ เถิดเจ้าค่ะ ข้าจะหารือกับ 'เข็มทิศทิศาแพทย์' นี้ แล้วลงมือให้เดี๋ยวนี้!"

นางแสร้งทำเป็นเปิดตลับไม้ จ้องมองข้างในอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม "เจอแล้วเจ้าค่ะ! จุดอยู่ตรงนี้พอดี!"

ว่าแล้วนางก็ยกเข็มเย็บผ้าที่แหลมเปี๊ยบขึ้นสูง เตรียมจะจิ้มลงไปที่ข้อพับเข่าของเขาอย่างไม่ลังเล!

ภาพปลายเข็มอันแหลมคมที่สะท้อนแสงแดดยามเช้า ทำให้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเสิ่นต้าไฉพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความกลัวตายและความกลัวที่จะพิการได้สลัดเอาละครทุกฉากทุกตอนที่เขาเตรียมมาทิ้งไปจนหมดสิ้น!

"อย่า!!! ยะ...หยุดนะ!"

เสิ่นต้าไฉร้องลั่นสุดเสียง เขาลืมสิ้นซึ่งอาการ "ขาหัก" ของตนเอง สองขากระเด้งดีดตัวขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วราวกับติดสปริง ก่อนจะวิ่งหนีสุดชีวิตไปหลบอยู่หลังเกวียนอีกฝั่ง ทิ้งให้ทุกคนมองตามด้วยความตกตะลึง

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะจะระเบิดออกมาจากกลุ่มชาวบ้านที่มุงดูอยู่

"ฮ่าๆๆ! ดูสิ! หายป่วยในพริบตาเลย!"

"หมอเทวดาที่ไหนกัน จะสู้หลานสาวคนนี้ได้! ยังไม่ทันได้ลงเข็มก็วิ่งปร๋อแล้ว!"

"น่าไม่อายสิ้นดี! คิดจะอู้งานกระทั่งในยามนี้!"

ใบหน้าของเสิ่นต้าไฉสลับสีระหว่างแดงก่ำกับเขียวคล้ำ เขายืนตัวแข็งทื่อด้วยความอับอาย ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมาสบตาใคร

หลี่เจียวเจียวหน้าเสียอย่างรุนแรง นางรีบวิ่งตามไปแก้ตัวแทนสามีเสียงสั่น "เอ่อ... ท่านพี่... ท่านพี่เขา... เขาแค่ตกใจน่ะ! ใช่! เขาตกใจจนอาการตะคริวหายไปเลย! เป็นปาฏิหาริย์! ปาฏิหาริย์จริงๆ!"

ทว่าคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นนั้นมีแต่จะยิ่งเรียกเสียงหัวเราะและสายตาดูแคลนจากคนรอบข้างให้ดังและชัดเจนขึ้น ละครฉากใหญ่ของอาสามได้ปิดม่านลงพร้อมกับความอัปยศอดสูที่ประจานไปทั่วทั้งขบวนอพยพ

เสิ่นหว่านเจียวเก็บ "อุปกรณ์การแพทย์" ของนางกลับเข้าอกเสื้ออย่างใจเย็น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน การจัดการคนขี้เกียจด้วยไหวพริบเช่นนี้ สะใจกว่าการใช้กำลังเป็นไหนๆ

แต่แล้ว หวังชุยผิงที่ยืนดูเหตุการณ์จนจบก็ฉวยโอกาสนี้ตะโกนขึ้นมาเสียงแหลม ดวงตาของนางจ้องเขม็งมายังเสิ่นต้าซานราวกับอสรพิษ

"ต้าซาน! ในเมื่อน้องสามของเจ้ามันไม่เอาไหนเช่นนี้ เกวียนของบ้านข้าก็ยังว่างอยู่! ในฐานะน้องรอง เจ้าก็มารับผิดชอบลากเกวียนของบ้านใหญ่แทนมันก็แล้วกัน!"

คำพูดอันเห็นแก่ตัวและไร้ยางอายนั้น ทำให้บรรยากาศที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในทันที สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องที่เสิ่นต้าซาน รอคอยคำตอบของเขา นี่คือการท้าทายคำประกาศอิสรภาพของเขาเมื่อคืนอย่างซึ่งๆ หน้า