เสบียงลับกลางดึก
ราตรีกาลแผ่คลุมสรรพสิ่งดุจผืนผ้าหมึกผืนมหึมา ลมแล้งยามค่ำคืนพัดพาเอาความหนาวเย็นและกลิ่นฝุ่นดินแห้งผากเข้ามาแทนที่ไอร้อนระอุของกลางวัน ดวงดาวบนฟากฟ้าพร่างพรายระยิบระยับ ทว่ากลับมิอาจส่องสว่างขับไล่ความมืดมิดและความสิ้นหวังที่เกาะกุมจิตใจของเหล่าผู้อพยพได้
เสียงลมหายใจที่อ่อนล้าและเสียงกรนแผ่วเบาดังระงมจากกลุ่มคนที่นอนขดตัวอยู่รอบกองไฟที่มอดดับไปแล้ว แต่ในมุมหนึ่งซึ่งห่างไกลจากสายตาของตระกูลเสิ่นบ้านใหญ่และบ้านสาม ร่างของเสิ่นหว่านเจียวกลับขยับไหวอย่างเงียบเชียบดุจภูตพรายในยามวิกาล
นางมิได้หลับใหลเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามที่เคยฉายแววอ่อนล้า บัดนี้กลับเปล่งประกายคมกล้าภายใต้แสงจันทร์สลัว นางรอคอย...รอจนกระทั่งค่ำคืนล่วงเข้าสู่ยามจื่อ (23.00 น. - 01.00 น.) อันเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์หลับสนิทที่สุด
หลังจากลูบศีรษะของหลินเสี่ยวเป่าและหลินเสี่ยวหยาที่นอนกอดกันกลมอยู่ข้างกายนางอย่างแผ่วเบาแล้ว เสิ่นหว่านเจียวก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างนิ่มนวลที่สุด นางเคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียง ย่องไปยังที่พักของบิดามารดาและน้องชายซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เงาของเสิ่นต้าซาน ซูฮุ่ยเหนียง และเสิ่นจื้อรุ่ย นอนขดตัวอยู่บนพื้นดินแข็งกระด้าง ร่างกายผ่ายผอมซูบซีดจากความหิวโหยและการตรากตรำมาตลอดทั้งวัน แม้ในยามหลับใหล คิ้วของพวกเขายังคงขมวดมุ่นสะท้อนความทุกข์ระทมในใจ
เสิ่นหว่านเจียวก้มลง เขย่าร่างของบิดาเบาๆ "ท่านพ่อ...ท่านพ่อเจ้าคะ"
เสิ่นต้าซานสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ส่งเสียงใดๆ มือของบุตรสาวก็ยกขึ้นปิดปากของเขาไว้เสียก่อน "ชู่ว์...เงียบไว้เจ้าค่ะ" นางกระซิบเสียงแผ่วเบาราวกระแสลม
เมื่อเห็นว่าเป็นบุตรสาวของตน ความหวาดระแวงในแววตาของเสิ่นต้าซานจึงค่อยๆ คลายลง กลายเป็นความฉงนสงสัยแทน เสิ่นหว่านเจียวส่งสัญญาณให้เขาเงียบ ก่อนจะหันไปปลุกมารดาและน้องชายด้วยวิธีเดียวกัน ทั้งสามคนตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงงและหวาดหวั่นระคนกัน พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสิ่นหว่านเจียวจึงมาปลุกพวกเขาในยามดึกสงัดเช่นนี้
"เจียวเอ๋อร์...มีเรื่องอันใดรึ?" ซูฮุ่ยเหนียงถามด้วยเสียงสั่นเครือ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง เกรงว่าจะมีอันตรายเข้ามาใกล้
เสิ่นหว่านเจียวไม่ตอบคำ แต่กลับกวักมือเรียกให้ทุกคนตามนางไปยังมุมอับหลังเกวียนซึ่งมืดสนิทและเป็นที่กำบังสายตาได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อทั้งสามคนเดินตามมาอย่างเงียบเชียบแล้ว นางจึงหันไปเผชิญหน้ากับพวกเขา ดวงตาของนางภายใต้ความมืดนั้นล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึง
"ท่านพ่อ ท่านแม่ จื้อรุ่ย พวกท่านหิวหรือไม่?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
คำถามนี้ราวกับก้อนหินที่โยนลงไปในบ่อน้ำอันเงียบสงบ ท้องของทั้งสามคนประสานเสียงร้องโครกครากออกมาอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย ใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำด้วยความอับอายระคนกับความปรารถนาที่ไม่อาจปิดบัง หิวรึ? พวกเขาหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว น้ำต้มเศษข้าวเพียงถ้วยเล็กๆ จะไปพอประทังกระเพาะที่ว่างเปล่ามาทั้งวันได้อย่างไร
เสิ่นหว่านเจียวคลี่ยิ้มบางเบา นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นห่อผ้าของตนเองที่วางอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในห่อผ้า แต่แท้จริงแล้ว สติของนางได้จมดิ่งเข้าสู่มิติลับส่วนตัว
ภายในมิติ เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง แปลงเกษตรขนาดเล็กที่นางได้หว่านเมล็ดพันธุ์หัวมันเทศเอาไว้ บัดนี้กลับปรากฏผลผลิตอวบอ้วนสีม่วงอมแดงโผล่พ้นดินขึ้นมาให้เห็นอย่างน่าอัศจรรย์! แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยที่เจริญวัยเต็มที่ แต่ก็นับว่าเป็นข่าวดีที่สุดนับตั้งแต่นางทะลุมิติมา
นางไม่รอช้า จัดการเก็บเกี่ยวหัวมันเทศที่สุกงอมแล้วสองสามหัว นำไปต้มในบ่อน้ำพุวิเศษด้วยความคิดเพียงแวบเดียว ก่อนจะบรรจุน้ำจากบ่อที่ผสมเกลือทะเลเล็กน้อยซึ่งมีติดอยู่ในห้องฉุกเฉินลงในกระบอกไม้ไผ่สองสามกระบอก
ชั่วพริบตาต่อมา เมื่อนางดึงมือออกจากห่อผ้า ในอ้อมแขนของนางกลับปรากฏห่อผ้าอีกผืนหนึ่งที่ส่งไอร้อนกรุ่นและกลิ่นหอมหวานอบอวลออกมา พร้อมด้วยกระบอกไม้ไผ่สามอัน
"นี่คือ..." เสิ่นต้าซานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จมูกของเขาได้กลิ่นหอมหวานที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานแสนนาน มันเป็นกลิ่นของอาหาร...อาหารที่แท้จริง!
เสิ่นหว่านเจียวคลี่ห่อผ้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นมันเทศต้มสีเหลืองอร่ามเนื้อฉ่ำวาวสามหัวใหญ่ที่ยังคงส่งไอร้อนกรุ่นออกมาในอากาศยามค่ำคืน แต่ละหัวมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ชายเสียอีก
"สวรรค์!" ซูฮุ่ยเหนียงอุทานออกมาอย่างลืมตัว นางรีบยกมือขึ้นปิดปากของตนเอง ดวงตาจับจ้องมันเทศต้มในห่อผ้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอขึ้นมาในบัดดล
เสิ่นจื้อรุ่ยเองก็ถึงกับกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก ดวงตาของเด็กหนุ่มจับจ้องอาหารตรงหน้าราวกับถูกสะกด นี่ไม่ใช่ความฝันใช่หรือไม่?
"เจียวเอ๋อร์...เจ้า...เจ้าไปได้ของพวกนี้มาจากที่ใด?" เสิ่นต้าซานเอ่ยถามด้วยเสียงที่แหบพร่า vorความรู้สึกตื่นตะลึงยังไม่จางหายไป
เสิ่นหว่านเจียวเตรียมคำตอบไว้แล้ว นางมองหน้าบิดาด้วยแววตาที่จริงจัง "ตอนที่ข้าออกไปหาฟืนเมื่อตอนบ่าย ข้าบังเอิญไปพบเถามันป่าขึ้นอยู่ในพงหญ้ารกชัฏโดยบังเอิญเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าปลอดคนจึงแอบขุดขึ้นมาเงียบๆ ซ่อนไว้ในแขนเสื้อแล้วนำกลับมาด้วย"
นางกล่าวต่อ "ส่วนเรื่องต้ม...ข้าแอบก่อไฟกองเล็กๆ หลังพุ่มไม้ไกลออกไปตอนที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการแบ่งน้ำต้มข้าวเจ้าค่ะ โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น"
คำอธิบายของนางฟังดูสมเหตุสมผล แม้จะมีความน่าสงสัยอยู่บ้าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครเล่าจะมีแก่ใจไปซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ ความหิวโหยที่กัดกินร่างกายและจิตใจได้บดบังความเคลือบแคลงสงสัยไปจนหมดสิ้น
"เร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ รีบกินเสีย趁ตอนที่ยังร้อนๆ" เสิ่นหว่านเจียวยื่นมันเทศให้คนละหัว พร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ "ในนี้เป็นน้ำผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มแล้วจะช่วยให้มีเรี่ยวแรงขึ้นเจ้าค่ะ"
ทั้งสามคนรับมันเทศมาด้วยมืออันสั่นเทา ความร้อนที่แล่นผ่านฝ่ามือคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ซูฮุ่ยเหนียงมองมันเทศในมือสลับกับมองหน้าบุตรสาว น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมา "ลูกแม่...ลำบากเจ้าแล้ว"
เสิ่นต้าซานไม่พูดอะไร เขาเพียงแต่พยักหน้าให้บุตรสาวอย่างหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความขอบคุณและซาบซึ้งใจ ก่อนจะกัดมันเทศเข้าไปคำใหญ่
ความหวานหอมและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนของมันเทศแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความรู้สึกอิ่มเอมที่ไม่ได้สัมผัสมานานทำให้ชายวัยกลางคนผู้แข็งแกร่งถึงกับน้ำตาซึม เขากินอย่างตะกรุมตะกรามราวกับกลัวว่ามันจะหายไป
ซูฮุ่ยเหนียงและเสิ่นจื้อรุ่ยก็ไม่ต่างกัน พวกเขากินอย่างรวดเร็วราวกับคนตายอดตายอยากมาหลายวัน เสียงเคี้ยวและเสียงสูดปากด้วยความเอร็ดอร่อยดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบ เป็นภาพที่น่าเวทนาแต่ก็อบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน
หลังจากกินมันเทศจนหมดหัวและดื่มน้ำเกลือแร่ในกระบอกไม้ไผ่จนสิ้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น!
เสิ่นต้าซานรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงที่เกาะกุมแขนขามาตลอดหลายวันราวกับถูกชะล้างออกไปอย่างปาฏิหาริย์ เขาลองกำหมัดของตนเองดู ก็พบว่ามันเปี่ยมไปด้วยพละกำลังอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน! กล้ามเนื้อที่เคยลีบแบนกลับรู้สึกตึงแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
"นี่...นี่มันอะไรกัน?" เขามองดูฝ่ามือของตนเองด้วยความตกตะลึง
ทางด้านเสิ่นจื้อรุ่ยก็เช่นกัน จากเด็กหนุ่มที่เดินตัวงองุ้มด้วยความหิวโหย บัดนี้เขากลับยืดตัวตรงได้อย่างสง่างาม ความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดบนใบหน้าจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความกระปรี้กระเปร่าและแววตาที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา "พี่ใหญ่ ข้ารู้สึก...ข้ารู้สึกว่าเรี่ยวแรงกลับมาหมดแล้ว!"
ซูฮุ่ยเหนียงเองก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง นางรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้น ความวิงเวียนศีรษะที่เกิดจากภาวะขาดอาหารหายเป็นปลิดทิ้ง
เสิ่นหว่านเจียวมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ นี่คือผลของมันเทศจากมิติและน้ำเกลือแร่จากห้องฉุกเฉิน มันไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความหิว แต่ยังช่วยฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนแอได้อย่างรวดเร็ว
เสิ่นต้าซานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หมัดของเขากำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเขาทอดมองไปยังเกวียนของตระกูลเสิ่นบ้านใหญ่ที่จอดอยู่อีกฟากหนึ่งของที่พัก แววตาที่เคยอ่อนน้อมยอมคน บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความขุ่นแค้นและความเด็ดเดี่ยว
ภาพที่เขาและบุตรชายต้องลากเกวียนหนักอึ้งจนแทบหมดลมหายใจ ในขณะที่คนของบ้านใหญ่นั่งสบายอยู่บนเกวียน ภาพที่ภรรยาและบุตรสาวหลานสาวต้องทนหิว รอคอยเศษอาหารที่แทบจะไม่มีอะไรเลย มันหวนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาอีกครั้ง
แต่คราวนี้...มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เรี่ยวแรงที่ฟื้นฟูกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์ได้จุดประกายความกล้าหาญและความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของความเป็นพ่อและความเป็นคนขึ้นมาอีกครั้ง
เขาหันกลับมามองเสิ่นหว่านเจียว บุตรสาวที่เขามองว่าอ่อนแอมาตลอด บัดนี้กลับกลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนครอบครัวเอาไว้ในยามวิกฤตที่สุด
"เจียวเอ๋อร์..." เสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลัง "ขอบใจเจ้ามาก"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบและแน่วแน่ "พรุ่งนี้...ข้าจะไม่ลากเกวียนให้พวกมันอีกต่อไป เกวียนของบ้านเรา...ครอบครัวเราจะลากมันเอง!"
คำประกาศกร้าวนั้นดังก้องอยู่ในความเงียบของรัตติกาล มันคือเสียงคำรามของพยัคฆ์ที่บาดเจ็บซึ่งบัดนี้ได้รับการเยียวยาและพร้อมที่จะทวงคืนศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมาแล้ว